นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

naruemon.so
Ico64
ความเคลื่อนไหวล่าสุด
Ico24 21
Ico24 14
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 2

อ่าน: 1539
ความเห็น: 0

“ศึกษาความเสี่ยงการขาดแคลนอาหาร จากผลกระทบของ Climate Change ในพื้นที่หาดใหญ่” รับรางวัลชนะเลิศการนำเสนอผลงานวิชาการนานาชาติ ที่ขอนแก่น

“ศึกษาความเสี่ยงการขาดแคลนอาหาร จากผลกระทบของ Climate Change ในพื้นที่หาดใหญ่” รับรางวัลชนะเลิศการนำเสนอผลงานวิชาการนานาชาติ ที่ขอนแก่น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปาริชาติ วิสุทธิสมาจาร หน่วยวิจัยการจัดการความเสี่ยงและท่องเที่ยวเชิงนิเวศ คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ทำการศึกษา “การประเมินความเปราะบาง/ความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหาร จากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ของพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา” โดยหัวข้อดังกล่าวได้รับรางวัลชนะเลิศการนำเสนอผลงานวิชาการะดับนานาชาติ ในการประชุม“อนาคตชนบทไทย : ฐานรากที่มั่นคงเพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ระหว่าง 27-29 มกราคม 2554

การศึกษาดังกล่าว มีแนวคิดเริ่มต้นจากการที่คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศของประเทศไทย โดยในเอเซียมีการดำเนินการลักษณะนี้อยู่ใน 5 ประเทศ สำหรับประเทศไทยได้เลือก อำเภอหาดใหญ่ และจังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่นำร่อง

ในส่วนของพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จากการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นทำให้ทราบว่า มีความเสี่ยงสำคัญจาก 3 ส่วน คือเรื่อง “น้ำ” ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง เรื่องการท่องเที่ยวเพราะหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว และเรื่องพื้นที่เกษตรกรรม ที่สะท้อนถึงความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่แต่มีการพูดถึงกันน้อยมาก

จากการศึกษาพบว่า พื้นที่เกษตรกรรมของอำเภอหาดใหญ่ สามารถผลิตอาหารเลี้ยงประชากรในพื้นที่ ได้เพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ที่เหลือต้องนำเข้าจากพื้นที่อื่น ดังนั้นเมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้นแม้เกิดในพื้นที่อื่น หรือเกิดปัญหาการคมนาคมไม่สะดวก คนหาดใหญ่อาจพบปัญหาไม่มีอาหารเพียงพอ หรือมีราคาแพง และพบว่าแต่ละพื้นที่ของหาดใหญ่มีความเปราะบางไม่เท่ากัน โดยในเขตเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในตัวเมือง คนส่วนใหญ่มีฐานะดี แต่ในเขตรอบนอกจะยังพบเห็นคนที่มีฐานะยากจนอยู่ทั่วไป นอกจากนั้น หลายครอบครัวที่บ้านจะเหลือแต่เด็กและสตรี หรือ มีแต่เด็กและคนชรา ซึ่งต้องเป็นผู้ตัดสินใจแก้ปัญหาเองเมื่อเกิดภัยพิบัติ เนื่องจากผู้ชายมักเข้าทำงานในตัวเมือง

อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มี 13 ตำบล แต่เมื่อศึกษาโดยใช้แผนที่การใช้ที่ดิน สภาพเศรษฐกิจ สังคม ภูมิประเทศ มาประกอบแล้วพบว่า มีพื้นที่เสี่ยงอยู่ 7 พื้นที่ และเมื่อศึกษาลึกลงไปถึงประเด็นความเสี่ยงที่น่าเป็นห่วง โดยมองไปที่แหล่งท่องเที่ยว น้ำ และพื้นที่เกษตรกรรม ก็พบว่าพื้นที่ที่เสี่ยงที่สุดคือ “ตำบลคลองแห”อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่นี้จะต้องให้ความสำคัญมากที่สุด เพียงแต่ต้องมีการดำเนินการที่พิเศษกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจาก “ตำบลคลองแห” อยู่ปลายน้ำ เป็นที่รับน้ำ และไม่สามารถจัดการปัญหาด้วยตนเอง ปัจจุบัน คลองแหเปิด “ตลาดน้ำคลองแห” เป็นตัวชูเศรษฐกิจตัวใหม่ มีคนในพื้นที่ไปค้าขายจำนวนมาก หากเกิดน้ำท่วมก็จะสร้างความเสียหายให้คนในพื้นที่อย่างมาก รวมทั้งหากเกิดภัยพิบัติ กระทันหันจะทำให้มีนักท่องเที่ยวและรถยนต์จำนวนมากติดค้างอยู่ที่นั่น

“ตำบลคลองแห” มีพื้นที่เพาะปลูกถึงร้อยละ 30 แต่ที่ผ่านมาในปีนี้กลับได้ผลผลิตไม่ถึงร้อยละ 30 ผลิตผลทางการเกษตรหลายอย่างถูกนำเข้ามาจากพื้นที่อื่น เพราะความต้องการที่สูงขึ้น

การศึกษาครั้งนี้ จึงเป็นการพยายามหาคำตอบถึงปัจจัยที่ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ มีความเปราะบางมากกว่าส่วนอื่นของอำเภอหาดใหญ่ และหากต้องดำเนินการเพื่อช่วยเหลือและรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจะมีแผนอย่างไร เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือที่เท่าเทียมกัน

จากการเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา คนทั่วไปจะมุ่งความสนใจไปที่ปัญหาของเขตใจกลางเมืองหาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหาของตัวเมืองหาดใหญ่ ไม่มากเท่าที่ตำบลคลองแห เนื่องจากเทศบาลนครหาดใหญ่ได้มีการดำเนินการป้องกันตัวเมืองไว้สูงมาก เช่นการสร้างคลองระบายน้ำและเสริมทำนบกั้นคลอง ในตัวเมืองมีการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยที่สูงพอที่จะอยู่ในภาวะน้ำท่วมได้นาน หากผู้คนมีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า แต่ในเขตรอบนอกซึ่งมีกำลังในการช่วยตัวเองต่ำยังขาดการดูแล ประกอบกับที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นอาคารชั้นเดียวอยู่ริมน้ำ ไม่สามารถใช้ที่อยู่อาศัยเพื่อเก็บอาหารไว้ได้

ข้อเสนอแนะส่วนหนึ่ง ที่ได้มาจากผลการศึกษาดังกล่าว คือการเสนอให้มีการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกให้มากขึ้นในเขตอำเภอหาดใหญ่ โดยไม่ควรจะต่ำกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิที่จะสูงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่จะสูงขึ้น และ วาตภัยที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้น จะทำให้พืชให้ผลผลิตน้อย จึงจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกให้ได้ 2-3 เท่า แต่ข้อเสนอนี้อาจจะยังไม่มีผู้ตอบรับ เนื่องจากในปัจจุบันราคาที่ดิน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน มีราคาแพง

“หลายคนคงจะเห็นว่า หลังน้ำท่วม ผักและผลไม้ราคาแพงเนื่องจากการขนส่งลำบาก เราจึงต้องคิดหาวิธีเลี้ยงตัวเองให้ได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ ต้องมีแหล่งอาหารเพียงพอสำหรับคนหาดใหญ่ หากเรามุ่งเน้นการท่องเที่ยวอย่างเดียวโดยไม่สนใจการผลิตพืชอาหาร สักวันหนึ่งเราจะลำบาก ดังนั้น ประเด็นที่จะฝากผู้นำองค์กรส่วนท้องถิ่นคือการจัดโซนนิ่งการใช้ประโยชน์พื้นที่ในเทศบาลให้ชัดเจน เราอยากให้มีพื้นที่สีเขียวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ อย่างต่ำร้อยละ 30 แต่เมื่อไม่สามารถทำได้อยากขอสัก ร้อยละ 15 เพื่อเป็นที่เพาะปลูกก็ยังดี” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปาริชาติ กล่าว

การนำหัวข้อนี้ไปเสนอภาคบรรยายระดับนานาชาติที่ขอนแก่น ได้มีนักวิจัยทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นหัวข้อเดียวใน 40 หัวข้อ ที่ได้นำเสนอเรื่องการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยพูดถึงเรื่องพื้นที่เสี่ยง ความเปราะบางของชุมชน ความมั่นคงด้านอาหาร และมีประเด็นคำถามเช่น มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของหาดใหญ่หรือเปล่า คนหาดใหญ่จะปรับตัวและรับมือได้อย่างไร ทั้งนี้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยหลายประเทศยังไม่มีการทำเรื่องนี้ จึงมีการให้ความสนใจที่จะมาร่วมงานวิจัยด้วย ซึ่งเราน่าจะเป็นผู้นำในการศึกษาเพื่อให้ชุมชนได้อยู่ร่วมกันได้กับการเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างยั่งยืน ในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปาริชาติ วิสุทธิสมาจาร ยังกล่าวด้วยว่า หัวข้อการศึกษาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในครั้งนี้ เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น คณะผู้ศึกษาวิจัยกำลังเริ่มดำเนินการในบางส่วนของระยะต่อไป โดยได้มีการสร้างเครือข่ายลุ่มน้ำย่อยเพื่อรับมือภัยพิบัติ โดยเลือกลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาซึ่งมีตำบลคลองแหเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำ มีการเฝ้าระวังกันตั้งแต่ต้นน้ำตลอดจนถึงปลายน้ำ โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กำลังให้นักวิจัยเขียนโครงการเสนอขอแหล่งทุน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ชุมชนเข้มแข็ง และตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อจะได้มีการปรับตัวและหาวิธีการรับมือต่อไป

ระยะต่อไปจะมีการเสนอให้จัดทำศูนย์เตือนภัยพิบัติ โดยใช้ความร่วมมือของเครือข่ายเมืองที่มีอยู่เดิม เช่น เทศบาลนครหาดใหญ่ซึ่งได้มีการประสานงานกับกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมชลประทานอยู่แล้วเป็นตัวหลัก เพื่อให้ทราบข้อมูลปริมาณน้ำ ปริมาณฝน ที่เป็นปัจจุบัน ส่วนพื้นที่ที่มีความเปราะบางจะใช้อาสาสามัครชุมชนที่จัดตั้งขึ้นจากผลการศึกษาวิจัยเข้าร่วมด้วย และยังกำลังเขียนโครงการเพื่อจัดตั้งอาสาสมัครเครือข่ายวิชาการลุ่มน้ำย่อย โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นแกนหลัก เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยจะไม่จำกัดเพียงเรื่องน้ำ การท่องเที่ยว และความมั่นคงด้านอาหารเท่านั้น แต่จะมองไปถึงอนาคตเมื่อน้ำทะเลมีระดับสูงขึ้น ลมแรงขึ้น หรือ ปริมาณฝนน้อยลง ควรจะเลือกพันธุ์ชนิดใดที่ทำให้เรามีอาหารเพียงพอ

ศูนย์วิจัยเพื่อส่งเสริมและบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ยังได้มีการทำงานวิชาการที่คู่ขนานกันไปซึ่งไม่ได้อยู่ในเนื้องานวิจัยนี้ คือการกระตุ้นให้ชุมชนในอำเภอสิงหนครให้ปลูกป่าชายเลนเพื่อเป็นทำนบป้องกันวาตภัย โดยได้พื้นที่ร่วมแล้วกว่า 200 ไร่ ส่วนที่อำเภอสะทิงพระได้กระตุ้นให้มีการบูรณะ กระพัง หรือ ตระพัง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นเดิมในการรับน้ำ เช่นเดียวกับ “แก้มลิง” โดยปัจจุบันมี ตระพัง อยู่ประมาณ 200 แห่ง แต่ใช้ประโยชน์ได้เพียง 70 แห่งเท่านั้น

หมวดหมู่บันทึก: ประชาสัมพันธ์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 08 กุมภาพันธ์ 2554 16:25 แก้ไข: 08 กุมภาพันธ์ 2554 16:27 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.234.214.179
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ