นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1961
ความเห็น: 14

หลุมพราง ของการใช้ Posterior probability

     เมื่อเราได้ทำความรู้จักกับค่าทางสถิติที่ใช้ในงานตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอไปครบทั้งสามตัวแล้ว จะเห็นได้ว่า ค่าทางสถิติแต่ละตัว มันมีที่มา มีรูปแบบของการใช้อธิบาย และมีข้อจำกัดในการใช้อธิบายผลอยู่พอสมควร ซึ่งเวลาถูกนำมาใช้อธิบายผลการทดสอบด้านการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นศาลยุติธรรมแล้ว บางครั้งเราก็ใช้กันถูก บางครั้งเราก็ใช้กันผิด ทำให้ทั้งผู้ฟัง หรือบางครั้งต้องแถมตัวเราเข้าไปด้วย งง! กันไปหมด ทั้งคนพูด คนฟัง 

     เริ่มต้นที่นี่ก็แล้วกัน

     ย้อนอดีตไปสักหนึ่งปีที่ผ่านมา รายงานการตรวจพ่อ-ลูก หรือ แม่-ลูก ของหน่วยนิติเวชศาสตร์และพิษวิทยา หากผลการตรวจเข้ากันได้ และคำนวณค่า posterior probability สมมติว่า ได้ 99.99000000% เราใช้คำว่า "โอกาสที่นาย ก เป็นพ่อของ เด็กชาย ข เท่ากับ ร้อยละ 99.99000000"  แล้วใช้อย่างนี้มาหลายปีเสียด้วย ไม่อยากจะบอกว่าใช้มาตั้งแต่เราเริ่มต้นทำงานตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอเลยก็ว่าได้  แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ในงานประชุมเชิงปฏิบัติการแพทย์นิติเวชที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีท่านอัยการ ศักดิ์ชัย  อัศวินอานันท์ ท่านเป็นรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีแรงงาน เขต 9 ได้ทักว่า หากเราใช้คำว่า โอกาสที่นาย ก เป็นพ่อของเด็กชาย ข จะเป็นร้อยละเท่าไรก็ตาม ซึ่งไม่ครบร้อยอยู่แล้วล่ะ ในอีกมุมหนึ่ง มันจะมีคำว่า โอกาสที่นาย ก ไม่ได้เป็นพ่อของเด็กชาย ข จะเป็นร้อยละศูนย์จุดศูนย์ศูนย์ตามด้วยตัวเลขอะไรก็ตาม ในทางด้านกระบวนการยุติธรรม เป็นเรื่องที่ทนายความจะต้องนำสืบให้ผู้พิพากษาเห็นด้วย และคล้อยตามในพยานหลักฐาน จนเชื่อโดยสนิทใจว่า นาย ก เป็น พ่อของ เด็กชาย ข จริง โดยไม่มีข้อกังขา แต่เมื่อวิธีการนำเสนอของเรา บอกว่า โอกาสที่นาย ก จะเป็นพ่อของเด็กชาย ข มีค่าไม่เต็มร้อย หรือยังมีข้อที่ทำให้ศาลเห็นว่า ยังมีโอกาสที่นาย ก จะไม่ใช่พ่อของเด็กชาย ข ได้ ทำให้อาจเป็นข้อโต้แย้งได้ ซึ่งในด้านยุติธรรม หากไม่สามารถทำให้ศาลเชื่อได้ปราศจากข้อสงสัยได้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย

     นั่นเป็นที่มาของการที่ต้องมาพิจารณา ประโยคที่ใช้ในการรายงานผล ซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงข้อความในใบรายงานผลด้านการตรวจความสัมพันธ์พ่อ-ลูก และแม่-ลูก เป็น "ความเชื่อมั่นที่นาย ก เป็นพ่อของเด็กชาย ข เท่ากับร้อยละ xx.xxxxxxxx"

     ตัวอย่างที่สอง

     ผลการตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบระหว่าง นาย ก กับเด็กชาย ข เข้ากันได้ทุกตำแหน่ง โดยคำนวณได้ LR = 10,000 ; Posterior prob = 99.99000000% 

     เราบอกว่า จากค่า LR มีค่าเท่ากับ 10,000 หมายความว่า โอกาสที่นาย ก จะเป็นพ่อของเด็กชาย ข เท่ากับ 10,000 เท่าของโอกาสที่บุคคลอื่นจะเป็นพ่อของเด็กชาย ข  คำพูดนี้ยังถูกต้องอยู่นะครับ เพราะเป็นความหมายของคำว่า likelihood ratio  ทีนี้ในทุกคนอื่น 10,000 คน จะมีคนที่มีรูปแบบดีเอ็นเอเป็นแบบนาย ก 1 คน  แล้วประโยคต่อมา เขาบอกว่า ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 70 ล้านคน เอา 10,000 ไปหาร จะได้  7,000 คน นั่นหมายความว่า ในประเทศไทยมีคนที่อาจเป็นพ่อของเด็กชาย ข 7,000 คน

     มึนมั้ยล่ะ

     แต่บอกได้เลยครับ ว่าผิดครับ มันจะไม่ผิดได้อย่างไร มันผิดตั้งแต่ เอา 10,000 ไปหารแล้วครับ จำได้ไหมครับ จากบันทึกก่อนหน้านี้ที่บอกว่า posterior prob มันมีเบื้องหลังที่ต้องระวังอยู่ 2 ประการ แล้วประการที่สองของเบื้องหลังนี้คือ มันซ่อนอยู่ในค่า likelihood ratio เวลาเราพูดถึง likelihood ratio เรามักบอกว่า โอกาสที่นาย ก เป็น พ่อของเด็กชาย ข เท่ากับ 10,000 เท่าของคนทั่วไปที่ไม่มีความสัมพันธ์เป็นญาติกัน แต่คำว่า คนทั่วไปที่ไม่มีความสัมพันธ์เป็นญาติกัน หากเราไปดูในรายละเอียดของการคำนวณค่า paternity index เช่นที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ผมยกตัวอย่างว่า ได้สูตรคำนวณเป็น 1/F(12) เวลาคำนวณเราก็ไปเปิดค่าความถี่อัลลีลที่ 12 ของตำแหน่งนั้น แล้วเอาไปหาร 1 ก็จะได้เป็น paternity index  ซึ่งมีค่าเท่ากับ Likelihood ratio  เมื่อย้อนกลับไปดูที่สูตร เราจะเจอว่าในสูตรนี้ เป็นการคัดเลือกเฉพาะคนที่มีค่าอัลลีลเท่ากับ 12 เท่านั้น คนที่มีรูปแบบดีเอ็นเอไม่ใช่ 12 ถูกคัดทิ้งหมด ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณด้วย เพราะฉะนั้น คำว่าคนทั่วไปที่ไม่มีความสัมพันธ์เป็นญาติกัน ถ้าจะให้ถูกต้อง ก็ต้องบอกว่า คนทั่วไปที่ไม่มีความสัมพันธ์เป็นญาติกันแล้วมีรูปแบบดีเอ็นเอเข้ากันได้กับเด็กเท่านั้น ส่วนคนที่มีรูปแบบดีเอ็นเอเข้ากันไม่ได้ ก็ถูกคัดทิ้งไปตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะฉะนั้น ในประชากร 70 ล้านคน จะต้องถูกแยกออกเป็น สองกลุ่ม คือ กลุ่มคนที่มีรูปแบบดีเอ็นเอที่เข้าไม่ได้กับเด็ก หรือปฏิเสธการเป็นพ่อ-ลูกกับเด็กคนนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ กับกลุ่มคนที่มีรูปแบบดีเอ็นเอเข้าได้กับเด็กซึ่งไม่สามารถปฏิเสธการเป็นพ่อ-ลูกกับเด็กคนนี้ได้ ซึ่งเป็นส่วนน้อย (ไม่ได้บอกว่ารูปแบบดีเอ็นเอเหมือนกับนาย ก นะครับ) ซึ่งส่วนน้อยนี้มีค่าเท่าไหร่ เรายังไม่รู้แน่ชัด ถ้าต้องการรู้ก็ต้องไปคำนวณทางสถิติต่อไป แล้วทีนี้ในคนกลุ่มน้อยนี่แหละ ที่บอกว่า โอกาสที่นายก จะเป็นพ่อของเด็ก เป็น 10,000 เท่าของคนกลุ่มน้อยนี้ เห็นไหมว่า มันซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  พอก่อนดีกว่า ก่อนที่จะงงกันไปมากกว่านี้ 

created: 06 March 2014 09:45 Modified: 06 March 2014 09:45 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People who like this: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 คนธรรมดา, and 2 others.
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

Ico48
Our Shangri-La (Recent Activities)
06 March 2014 11:04
#96414

ผมยังมีความเห็นว่า "โอกาสที่นาย ก เป็นพ่อของ เด็กชาย ข เท่ากับ ร้อยละ 99.99000000" กับ "ความเชื่อมั่นที่นาย ก เป็นพ่อของเด็กชาย ข เท่ากับร้อยละ xx.xxxxxxxx"
น่าจะเป็นคนละประเด็นกัน

ความเชื่อมัน (Confidence)

อย่างเช่น ความชื่อมั่น ๙๙ เปอร์เซนต์ ก็จะหมายความว่า เราเชื่อมั่น ๙๙ เปอร์เซนต์ว่าจะเกิดเหตุการณ์ A ขึ้น

เหตุการณ์ A เช่น โอกาสที่นาย ก จะเป็นพ่อของเด็กชาย ข

หรือ เราเชื่อมั่น ๙๙ เปอร์เซนต์ว่าโอกาสที่นาย ก เป็นพ่อของเด็กชาย ข เท่ากับ ๙๙.๙๙ เปอร์เซนต์

ดังคำกล่าวที่ว่า ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง หรือถ้าทางสถิติก็น่าจะตรงกับคำว่า uncertainty

ดังนั้นการ "ให้สิ้นสงสัย" โดยหมายความว่า โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ A เป็น ๑๐๐ เปอร์เว็นต์นั้นมีน้อยมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

ความเชื่อมั่นมาได้อย่างไร

ความเชื่อมั่นเกิดจากเราเป็นผู้กำหนดความเชื่อมั่น

เช่นในการทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ว่า A=B เราต้องทำการพิสูจน์ว่า A=B หรือไม่ แล้วจะพิสูจน์สักกี่ครั้งว่า A=B เราถึงจะพอใจ/ แน่ใจ/ ยอมรับว่า A=B

ในการทดสอบทางสถิติเรากำหนดว่าถ้าเราทำการทดลองซ้ำ ๆ กัน ๑๐๐ ครั้ง ถ้าเราพบเหตุการณ์ที่ A=B จำนวนตั้งแต่ ๙๕ ครั้ง (ขึ้นไป) เราจะยอมรับว่า A=B ในทางกลับกันคือ เรายอมให้เกิดเหตุการณ์ที่ A != B เกิดขึ้นน้อยกว่า ๕ ครั้งในการทดลอง ๑๐๐ ครั้ง

เป็นที่มาของ ช่วงความเชื่อมั่น ๙๕ เปอร์เซนต์ (95 % CI - 95 % Confidence Interval)

ผู้ทดสอบสมมติฐานจะตั้งค่าความเชือมั่นไว้ที่ค่าอื่นก็ได้ แต่หากไม่ระบุก็ให้ถือว่าผู้ทดสอบสมมติฐานกำหนดค่าความเชื่อมั่นไว้ที่ ๙๕ เปอร์เซนต์

posterior probability เป็นโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์หนึ่ง ๆ เช่นโอกาสของการที่นาย ก จะเป็นพ่อของเด็กชาย ข

เช่นเราโยนเหรียญ ๑ ครั้งความน่าจะเป็นที่จะออกหัวหรืออกก้อยเป็น ๐.๕ หรือโอกาสจะออกหัวหรือก้อย ๕๐ ๕๐

แต่ถ้าเราโยนเหรียญ ๑๐๐ ครั้งเหตุการณ์ที่ออกหัวมีกี่ครั้ง?

posterior probability ก็น่าจะบอกว่า จากข้อมูลที่เราทดสอบครั้งนี้เราพบว่า โอกาสที่นาย ก จะเป็นพ่อของเด็กชาย ข เท่ากับ ๙๙.๙๙ เปอร์เซนต์

แต่หากเราทำการทดสอบจำนวน ๑๐๐ ครั้งเราเชื่อมั่นได้ ๙๕ (หรือแล้วแต่จะกำหนด) เปอร์เซ็นต์ว่า โอกาสที่นาย ก เป็นพ่อของเด็กชาย ข เท่ากับ ๙๙.๙๙ เปอร์เซนต์

ซึ่งในการทดลอง ๑๐๐ ครั้งผลการทดลองอาจจะได้ไม่เท่ากับ ๙๙.๙๙ เปอร์เซนต์ทุกครั้ง ดังนั้นเราจึงใช้ช่วงของความเชื่อมั่นแทน (CI) เช่น

เราเชื่อมั่นได้ ๙๕ เปอร์เซนต์จากผลการทดสอบว่า โอกาสที่นาย ก เป็นพ่อของเด็กชาย ข อยู่ในช่วง ๙๙.๙๑๒๓๔ - ๙๙.๙๘๗๖๕ เปอร์เซนต์

 

อิอิอิ

 

ผมก็เริ่มงงเหมือนกันครับ

และก็เริ่มงงมากขึ้นเมื่อได้ยินอดีตอัยการสูงสุดมาแสดงความกังวลต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย

อิอิอิ

เราเอง

เจ้าของบันทึกกำลังทำให้คลายข้อสงสัย น้า shang กลับมาทำให้งงไปอีก

 

ส่วนเรา คอยอ่าน แล้วเก็บข้อมูลเป็นหลัก

 

เอิ้ก เอิ้ก

 

"ใจสั่งมา"

Ico48
mitochondria (Recent Activities)
06 March 2014 15:47
#96425

ผมอ่านความเห็นของ น้า Shang ผมสรุปได้ว่า งงงงง ผมไม่รู้ว่า น้า Shang งง หรือ ผมงง เอาเป็นว่า เราทั้งสองคน งงงง ก็แล้วกัน

ผมอ่านความเห็นของน้า Shang ครั้งแรก ผมก็เริ่มคล้อยตาม เอ้อ! น้า Shang พูดมาก็ถูกแล้วนี่นา แต่ถ้าจะเถียง เพื่อให้หายงง หรือไม่รู้ว่าจะงง กันมากขึ้นหรือปล่าว

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน

ปัญหาเรื่องนี้ ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค แต่น่าจะเป็นปัญหา ด้านการทำความเข้าใจทางภาษา โดยเฉพาะ ด้านการใช้ภาษาไทย

ที่แน่ๆ คือ คำว่า "โอกาสที่นาย ก เป็นพ่อของ เด็กชาย ข เท่ากับ ร้อยละ 99.99000000" ไม่ว่าคำนี้จะถูกต้องหรือไม่ แต่เป็นคำที่เสียงที่จะสื่อสารให้เข้าใจได้ผิดพลาด เพราะ ความหมายย้อนศรของมัน คือ มีโอกาสที่นาย ก จะไม่ใช่พ่อของ เด็กชาย ข เท่ากับ ร้อยละ 0.01 แล้วที่เหลือเป็นเรื่องของการต่อยอด มาถลุงคำว่า มีโอกาสที่นาย ก จะไม่ใช่พ่อของเด็ก เพื่อมาลดความน่าเชื่อถือของการใช้คำพูดนี้

ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์แล้ว ได้การคำนวณได้ posterior probability = 99.99% มันหมายความว่า เชื่อได้เลย ว่าอีตานี้ เป็นพ่อของเด็ก จริง

ถ้ามาดูในรายละเอียดของคำว่า posterior probabiltiy

ไอ้ posterior probability มันได้จาก การเอา LR / (LR+1)

LR มันคือ โอกาสที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก เอามาหารด้วย โอกาสที่คนอื่นๆจะมาเป็นพ่อของเด็ก ซึ่งมันคือ โอกาส....หารด้วย โอกาส.... ดังนั้น LR มันจึงไม่ใช่โอกาสอีก แต่มีหน่วยเป็นจำนวนเท่า

พอเอามารวมกันในสูตร มันก็มีความหมายโดยนัย คล้ายๆกับ จำนวนที่ทายถูก

แล้วไอ้ค่า 1 มันหมายความว่า จำนวนที่ทายผิด

ดังนั้น หากยกตัวอย่างว่า LR = 9999 เท่า

คำนวน Post Prob = 9999/(9999+1) = 99.99%

อธิบายได้ว่า โอกาสที่เราจะทำนายได้ถูกต้องว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็ก 9999 ครั้ง และทำนายได้ผิดพลาด 1 ครั้ง จากการทำนายทัี้งสิ้น 10,000 ครั้ง

ดังนั้น ผมจึงใช้คำพูด แทนคำว่า posterior probability ว่า ความเชื่อมั่นที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก มีค่าเท่ากับ ร้อยละ 99.99 :ซึ่ง่น่าจะสือความได้ใกล้เดียงกับความเป็นจริง และลดความเสี่ยงที่จะเข้าใจผิด ว่า มันมีโอกาสที่อีตานี้่จะไม่ใช่พ่อของเด็กอยู่เท่ากับ ร้อยละ 0.01 ซึ่งจะพากันลากลงเหวไป

คำที่น่าจะถูกต้อง ในการใช้ในเรื่องนี้ คือคำว่า โอกาสที่เราจะทำนายผลได้ถูกต้องว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็ก เท่ากับ ร้อยละ 99.99 ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า โอกาสที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก เท่ากับ ร้อยละ 99.99

แต่ถ้าหากใช้คำว่า โอกาสที่เราจะทำนายผลได้ถูกต้อง .......ก็เสี่ยงที่จะเข้าใจผิดได้อีกนั่นแหละ เพราะทนายฝั่งโน้นก็จะแย้งว่า ยังมีโอกาสที่เราจะทำนายผลผิดพลาดได้ 1 ใน 10,000 อยู่ดี

ดังนั้น คำว่า ความเชื่อมั่น น่าจะเป็นคำกลางๆ ที่แม้จะไม่ถูกต้อง 100% ในด้านความหมาย แต่เป็นคำที่รวมความผิดพลาดในการทำนายผลผิดไว้แล้วครับ ซึ่งไม่ทำให้เข้าใจผิดว่า อีตานี้จะไม่ใช่พ่อของเด็กอยู่ด้วย

เห็นมั้ย ยิ่งอธิบาย ก็ยิ่ง งงงงงงงงง

ใครยังไม่งง ยกมือขึ้นครับ......เห็นมั้ย ว่าไม่มีใครยกมือขึ้นเลย......อิ อิ

Ico48
Our Shangri-La (Recent Activities)
06 March 2014 16:55
#96434

เอาเป็นว่าผมเขียนเองก็ยังงงเองเหมือนกันครับ

แต่ที่แน่ ๆ ถ้าตามที่อธิบายมาจะใช้คำว่าโอกาสที่นาย ก เป็นพ่อของเด็กชาย ข เท่ากับ ๙๙.๙๙๙ เปอร์เซนต์นั้นจะขัดกับคำอธิบายที่ว่า post prob=LR/LR+1 โอกาสหารด้วยโอกาสจึงหมดโอกาส (ฮา) นั้นคงไม่ได้แน่ ๆ เพราะหมดโอกาสไปแล้ว

ซึ่งก็ไม่น่าจะใช่ว่าหมดโอกาสเพราะ post prob มันก็คือ probability ซึ่งมันก็น่าจะคือโอกาส แต่หน่วย (ของ post prob) มันเป็นจำนวนเท่า ซึ่งน่าจะแปลได้ว่ามีโอกาสที่นาย ก เป็นพ่อของเด็กชาย ข เป็น ๙๙.๙๙ เท่าของคนอื่น ๆ (โอกาสที่จะเป็นพ่อของเด็กมีสูงมาก จวนเจียน ๑๐๐ เปอร์เซนต์)

อย่างนี้ก็น่าจะอธิบายความหมายของคำว่า "เท่า - times" ได้

ในทางกลับกัน หากใช้ความเชื่อมัน ก็มีโอกาสที่จะถูกย้อนศรได้เหมือนกันว่า อ้าวแล้วอีก ๐.๐๑ เปอร์เซนต์ล่ะ จะหมายถึงคุณไม่มีความเชื่อมั่นว่านาย ก เป็นพ่อของเด็กชาย ข ชิมิ

ถ้าแต่ละฝ่าย (ทนาย) เถียงกันด้วยตรรกะอย่างนี้ยังไงก็ไม่จบ เราก็น่าจะต้องมีข้อกำหนดกันว่า โอกาสเท่าไหร่มันถึงจะเพียงพอที่จะสนับสนุนว่า เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง

น่าจะเหมือนการตรวจลายนิ้วมือนะครับที่ผมเข้าใจว่าน่าจะไม่เหมือนกันทุกจุด แต่มีจุดที่เหมือนกันอยู่จำนวนหนึ่ง (เช่น กำหนด ๙ จุดใน ๑๐ จุด เป็นต้น)

หรือน่าจะทำนองเดียวกับการใช้พยานบุคลหรือพยานวัตถุมายืนยันว่านาย ก เป็นผู้ทำให้เกิดเหตุการณ์ ข

โอกาสที่พยานบุคคลจะให้การเท็จ หรือให้การโดยอาศัยการทึกทัก ประมาณไปก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้น หรือโอกาสที่วัตถุพยานอย่างใดอย่างหนึ่งจะอยู่ที่เกิดเหตุอย่างบังเอิญก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

ภาษาทางกฎหมายไม่รู้ว่าเขาใช้คำว่า เชื่อได้ว่า ... หรือเปล่านะครับ ซึ่งการใช้วัตถุพยานหรือพยานบุคคลมันไม่ได้ออกมาเป็นตัวเลขแบบนี้

เชื่อได้ว่าพยานให้การตามความเป็นจริง แต่ถ้าคิดเป็นคว่ทเชื่อมั่นได้เท่าไหร่?

หรือคิดเป็นโอกาสที่พยานบุคคลจะให้การตามความเป้นจริงเท่าไหร่?

มันไม่มีตัวเลขยืนยันแต่ ใคร ใคร ก็ทึกทักเอาว่า ๑๐๐ เปอร์เซนต์ (หรือใกล้เคียง)

ฮา

เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องของความน่าจะเป็น (probability) ดังนั้นการที่มันจะ ไม่มีโอกาสเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นเลย หรือเกิดเหตุการณ์นั้น ๆ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ โอกาสการเกิดมีน้อยมาก ๆ (ไม่ใช่ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย) เข้าทำนองทุกอย่างมันไม่เที่ยง เราตัดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญทิ้งไปไม่ได้ แต่เรายอมรับให้เกิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญได้จำนวนหนึ่ง

เอาเป็นว่า ยิ่งพูดยิ่งงงครับ เพื่อไม่ได้งงเข้าไปอีกก็จบแบบงงงงแบบนี้ครับ

อิอิอิ

 

เราเอง

งั้นให้หายงง แล้วผมจะมาอ่านอีกรอบครับ (ฮา)

นั่นสิครับ ยิ่งเขียน ผมก็ยิ่งงง แล้วยิ่งอ่าน ผมก็ยิ่งงง ไปกันใหญ่ ยิ่งน้า Shang ให้ความเห็น ผมก็พบว่า นอกจากผมงง แล้ว น้า Shang ยัง งง ยิ่งไปกว่าผมอีก เฮ้อ! สงสัยว่า เราคงตั้งสมาคม คนงง กันได้แล้วมั้ง จากการอ่านบันทึกเหล่านี้

งั้น ผมอธิบาย แบบ งงงง ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะทำให้งง เพิ่มขึ้นอีกสักแค่ไหนนะ

เริ่มต้นที่ Post Prob ครับ เจ้าคำนี้ เป็นโอกาส ครับ แล้วก็ไม่ได้หมายความว่า โอกาส หารด้วย โอกาส แล้วเจ้า Post Prob จะมีค่าเป็นจำนวนเท่า

งั้นผมย้อนกลับไปก่อนที่ LR ก็แล้วกัน

LR หมายถึง โอกาสที่อีตานี่จะเป็นพ่อเด็ก หารด้วย โอกาสที่คนอื่นจะมาเป็นพ่อเด็ก

เพราะฉะนั้น LR จึงไม่ใช่โอกาส เพราะเอาโอกาส หารด้วยโอกาส ก็เลยไม่มีโอกาส ได้เป็นโอกาสอีก ตามที่น้า Shang ว่าไว้ทุกประการครับ ดังนั้น เจ้า LR จึงมีหน่วยเป็นเท่า นั่นคือ LR หมายถึง โอกาสที่อีตานี้จะเป็นพ่อเด็ก มีค่า เท่ากับ กี่เท่า เมื่อเทียบกับ คนอื่นๆจะมาเป็นพ่อเด็ก เช่นมีค่า เท่ากับ 10,000 เท่า เป็นต้น

จากนั้น พอมาคำนวน Post Prob ซึ่งมีสูตรว่า LR/(LR+1)

เจ้า LR มีหน่วยเป็นเท่า และไม่ใช่โอกาสอีก

คราวนี้ เจ้า LR หมายความว่า จำนวนครั้งของการทำนายผลได้ถูกต้องว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็ก เช่น ทายถูก 10,000 ครั้ง

แล้วเลข 1 หมายถึง จำนวนครั้งของการทำนายผลได้ผิดพลาดว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็ก ทั้งๆที่จริงๆแล้วอีตานี้ไม่ใช่พ่อของเด็ก

ดังนั้น จำนวนครั้งที่ทายถูก = 10000 ครั้ง กะจำนวนครั้งที่ทายผิดอีก 1 ครั้ง รวมจำนวนครั้งที่ทายทั้งหมด = 10,000+1 = 10001 ครั้ง

เพราะฉะนั้น Post Prob จึงเป็นจำนวนครั้งที่เราทำนายผลได้ถูกต้อง หารด้วย จำนวนการทายทั้งหมด จึงมีค่าเป็นโอกาสที่จะทำนายผลได้ถูกต้องครับ

ค่า Post Prob มีค่า cut off หรือระดับในการตัดสินใจครับ ในงานด้านนิติเวชศาสตร์ ใช้ค่าที่ 99% ถ้าค่ามากกว่า 99% ขึ้นไป (เทียบเท่ากับทรยถูก 99 ใน 100 ครั้ง) ให้เชือว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็กจริงครับ โดยไม่ต้องมานั่งเถียงว่า อีตานี้ไม่ใช่พ่อของเด็กอีก

เห็นไหมว่า ในแง่ของวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ชัดเจน มีระดับในการตัดสินใจชัดเจน แล้วมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็กจริง

เพียงแต่ในทางปฏิบัติ พอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เรื่องนี้ ถูกพลิกผัน ให้กลายเป็นเรื่องของการใช้ภาษา มีการผิดประเด็นให้ดูเหมือนกับว่า ภาษาที่ใช้นั้น ยังมีข้อผิดพลาด และ ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ

ไอ้เรื่องอย่างนี้ เขาเถียงกันมานานแล้ว ในอเมริกา เวลามีเรื่องพวกนี้ขึ้นสู่ศาล เถียงกันจน งง กันไปหมด ทั้งคนเถียง กะคนถูกเถียง หรืองง ไปจนกระทั่งคนตัดสิน สุดท้าย ในอเมริกาบางรัฐ ก็เลยกำหนด เรื่องนี้ไว้ในกฎหมายเลยครับว่า

ถ้าคำนวณได้ค่า Post Prob ได้ มากกว่า 99% ไม่ต้องมาเถียงกันอีก ให้เชื่อได้เลยว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็กจริง

ในบ้านเรา ก็เป็นเรื่องที่ยังตามหลังอเมริกาครับ เลยยังต้องเถึยงกันก่อน จนกว่าจะมีการกำหนดไว้ในกฎหมายครับ ซึ่งเรื่องนี้ จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยเรื่องการใช้ผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ในกระบวนการยุติธรรมเลยครับ

Ico48
Our Shangri-La (Recent Activities)
07 March 2014 10:43
#96450

ตามความเห็นนี้ ระบุว่า post prob มันเป็นโอกาส

ดังนั้นเมื่อเป็นโอกาส (เป็นเรื่องของ Probability) การที่จะมาอธิบายว่าเป็น ความเชื่อมั่น (Confidence) ซึ่งไม่น่าจะให้ความหมายที่เป็นความหมายเดียวกัน

ซึ่งผมมีความเห็นแย้งในส่วนนี้ ส่วนอื่น ๆ นั้นเป็นเรื่องการความ งง นะครับ

ซึ่งตอนนี้ไม่ งง แล้วครับ ขอบคุณคุณ mitochondria ที่ทำให้ไม่ งง นะครับ ซึ่งเมื่อหาย งง ก็คงต้องกลับไปความเห็นนี้เหมือนเดิมครับ

ฮา

เราเชื่อมั่นได้ .. ว่าโอกาสที่นาย ก จะเป็นพ่อของเด็กชาย ข ....

หรือถ้าเป็นแบบยาว ๆ ก็น่าจะเป็นว่า เราเชื่อมั่น ... ว่านาย ก เป็นพ่อของเด็กชาย ข ด้วยมีหลักฐานสนับสนุนการสรุปเช่นนี้คือ จากการตรวจทางนิติ ... พบว่าโอกาสที่นาย ก เป็นพ่อของเด็กชาย ข ....

เราเชื่อมั่นเท่าไหร่ดีก็น่าจะอยู่ที่ว่าเรายอมให้เกิดเหตุการณ์ของ false positive หรือ false negative เท่าไหร่

ซึ่งถ้าจะสรุปเมื่อเราคำนวณค่า post prob = ๙๙.๙๙ (prob) มาเป็นความเชื่อมั่น (Confidence) ก็น่าจะไม่ตรงตามความหมาย

แต่ถ้าจะให้เหตุผลว่า มันให้การยอมรับ (ทางกฎหมาย) ในเรื่องของการ "ใช้ภาษา" ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง ที่ ความเชื่อมัน != Confidence (ซึ่งก็มีข้อแย้งเหมือนกันตามหลักกฎหมายศรีธนนชัย แล้วอีก ๐.๐๑ เปอร์เซนต์ที่คุณไม่เชื่อมั่นล่ะ)

ทางออกที่ดีก็น่าจะเป็นเรื่องของการกำหนดเอาไว้ในกฎหมายดังที่คุณ mitochondria เล่ามาครับ แต่ในขณะที่ยังไม่มีการกำหนดเอาไว้ชัดเจน ก็คงเป็นเรื่องดุลยพินิจของศาลที่ต้องใช้มิติทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับมิติอื่น ๆ (กฎหมาย ...)

ทนายก็ต้อง (พยายาม) หาข้อแย้งให้ฝ่ายตน (ได้เปรียบทางกฎหมาย) ร่ำไปอยู่แล้ว

อิอิอิ

ผมงงในเนื้อหาที่มีค่าบวก ลบ คูณ หารกัน กลับไปกลับมา (ตามประสาคนตกวิชาเลข) แต่ไม่งงเรื่องคำอธิบายตามความเห็นนี้ครับ

อิอิอิ

เราเอง

 

Ico48
mitochondria (Recent Activities)
07 March 2014 12:26
#96459

ผมล่ะ ขอยกนิ้ว ให้ น้า Shang ด้วยใจจริงครับ พร้อมกับขอคารวะ อีกหนึ่งจอก

เรื่องนี้ ว่าไปแล้ว มันเป็นภาษาอังกฤษ ที่ยังไม่มีการแปลคำศัพท์เฉพาะภาษาอังกฤษ เหล่านี้ เพื่อบัญญัติเป็นคำไทย เพื่อใช้ในงานนิติเวชศาสตร์ ดังนั้น มันจึงยังไม่มีมาตรฐาน ไม่ว่าจะใช้คำใดก็ตาม เมื่อตีความตามหลักศรีธนญชัย ซึ่งเป็นมาตรฐานการตีความของคนไทย จึงมักตีความให้เข้าข้างตัวเอง ว่าตัวเองเข้าใจถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ตีความเพื่อลดความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามลงด้วยในเวลาเดียวกัน

ผมเห็นด้วยกะ น้า Shang ครับ ว่าคำว่า ความเชื่อมั่น ที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก มีความหมายไม่ถูกต้องกับคำว่า Confidence ในภาษาอังกฤษ แต่คำว่าความเชื่อมั่นหมายถึงว่า เรามีความมั่นใจว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็กจริง ซึ่งครอบคลุมคำว่า บางครั้งอาจผิดพลาดได้ว่า อีตานี้ไม่ใช่พ่อของเด็ก ซึ่งอาจเกิดขึ้น 1 ใน 10,000 แต่ในเมื่อทาย 10,000 ครั้ง เรามีโอกาสผิดพลาดได้เพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น ขณะที่มีโอกาสทายได้ถูกต้องถึง 9999 ครั้ง แล้วคุณจะเชื่อหรือไม่ว่า อีตานี้เป็นพ่อของเด็กจริง

ส่วนคำว่า โอกาสที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก เท่ากับร้อยละ 99.99 นั้น มันค่อนข้างง่ายที่จะนำไปผูกกับเรื่องประชากร เพราะโอกาสที่อีตานี้เป็นพ่อของเด็ก เท่ากับร้อยละ 99.99 มักจะสือว่า เมือเทียบกับคนทั่วไป นั่นหมายความว่า หากมีคนอยู่ 100 คน แสดงว่า มีคนที่ไมใช่พ่อของเด็กแต่ผลการตรวจดันเข้าได้ว่าเป็นพ่อของเด็กอยู่ 0.01 คน ถ้ามีคน 10,000 คน ก็จะมีคนที่ไม่ใช่พ่อของเด็กแต่ผลดีเอ็นเอเดันข้าได้ว่าเป็นพ่อของเด็กอยู่ 1 คน แล้วประเทศไทย มีคนทั้งหมด 70 ล้านคน ก็จะมีคนที่จริงๆแล้วไม่ใช่พ่อของเด็ก แต่ผลดีเอ็นเอดันบอกว่าเป็นพ่อของเด็กอยู่รวมทั้งสิ้น 7,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยครับ แล้วที่สำคัญหานำมาผูกกับประชากรแล้ว เป็นเรื่องที่เถึยงยากขึ้นครับ

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การใช้คำว่า ความเชื่อมั่น แม้จะไม่ถูกต้อง 100% ตามคำศัพท์เดิมว่า confidence แต่เป็นคำที่สื่อความได้ตรงกับ ประเด็นในเรื่องนี้มากกว่าครับ

อย่างไรก็ตาม ในภาษาอังกฤษ คำว่า posterior probability นั้น เวลาเอามาใช้งานในเรื่องนี้ เขาจะใช้คำพูดเป็นอีกคำหนึ่งครับ นั่นคือคำว่า Probability of the paternity ซึ่งถ้าแปลเป็นไทย ก็จะเป็นคำว่า โอกาสที่อีตานี้จะเป็นพ่อของเด็ก มีค่าเท่ากับเท่าใด

ผมเองไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ และออกจะงี่เง่า ในเรื่องการใช้ภาษาไทย เวลาผมมีโอกาสเล่าสู่กันฟังในเรื่องนี้ ผมจึงมักจะเล่าให้ฟัง ถึง ที่ไป ที่มา ว่าเมื่อก่อน เราใช้คำว่าอย่างไร แล้วเจอปัญหาอย่างไร แล้วจึงปรับเปลี่ยนคำใหม่ว่าอย่างไร อย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์ มันมีค่าในการตัดสินใจ ซึ่งถ้าค่าที่คำนวณได้นี้ มีค่ามากกว่าระดับตัดสินใจ ก็ให้แปลผลว่า ใช่ ซึ่งหมายความว่า เชื่อว่าอีตานี้เป็นพ่อของเด็กจริงครับ

คราวนี้ เรา หาย งง กันหรือยังครับ แต่ผมยังสงสัยว่า ผม เอง ยัง งง อยู่ ......อิ อิ

ทั้งสองเขียนอธิบายได้เห็นภาพ และเหมือนกำลังแก้ต่าง ว่าตนเองไม่ใช่พ่อของเด็กในท้อง (ฮา ล้อเล่นนะครับ) จัดเสวนากันเลยมั้ยครับ น่าจะออกรสมากขึ้นไปอีก

 

เอิ้ก เอิ้ก ตามอ่านอยู่ครับ

 

"ใจสั่งมา"

Ico48
mitochondria (Recent Activities)
07 March 2014 14:44
#96463

เอ....ผลการตรวจดีเอ็นเอ พบว่า น้า Shang และ ผม ถูกคัดออกจากการเป็นพ่อ ของเด็กครับ แต่เรายังไม่ได้เปรียบเทียบรูปแบบดีเอ็นเอของเด็ก กับ น้องใยมะพร้าว เลยนะครับ .....

แล้วผมควรใช้คำไหนดีครับระหว่าง.....โอกาสที่น้องใยมะพร้าว จะเป็นพ่อของเด็ก ดี หรือ ว่า ความเชื่อมั่นที่น้องใยมะพร้าว จะเป็นพ่อของเด็ก ดี......น้า Shang ว่าอย่างไรครับ......

อิ อิ.....

เอิ้ก เอิ้ก.....

Ico48
Our Shangri-La (Recent Activities)
07 March 2014 15:23
#96465

ถ้าให้น้องสองใยเป็นคนตอบก็คงจะตอบว่า "ผมถูกปรักปรำ" เพราะมีคนบอกว่าน้องสองใยเป็น "ผู้ต้องสงสัย" ดังนั้นความน่าจะเป็นที่น้องสองใยจะเป็นพ่อของเด็กเป็นไปได้ ๕๐ ๕๐ (แต่ยังไม่เชื่อว่า .. เพราะยังไม่พิสูจน์)

ดังนั้นก็ต้องพิสูจน์ทราบจากพยานแวดล้อมอื่น ๆ ก่อน เช่นมีคนเห็นน้องสองใยหายไปในที่ลับกับแม่ของเด็กสองต่อสองเป็นเวลา ๑ วัน ๑ คืน อย่างนี้มีโอกาสที่น้องสองใยจะเป็นพ่อเด็กและความน่าจะเป็นก็มีมากขึ้น

และน้องสองใยต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ทราบทางกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์เพื่อหาโอกาส (prob)ที่น้องสองใยจะเป็นพ่อของเด็ก ซึ่งขั้นตอนนี้ผมไม่ทราบรายละเอียด (เห็นแว๊บ ๆ ว่ามีการคัดออกถ้าอัลลีน .. ทำให้โอกาสที่น้องสองใยจะเป็นพ่อของเด็กมีน้อยลง เข้าใกล้ศูนย์)

ดังนั้นการที่จะสรุปว่า เชื่อได้ว่า ... เช่น เชื่อได้ว่าน้องสองยเป็นพ่อของเด็ก ... ต้องมีเหตุการณ์ที่สนับสนุนเรื่องนี้ ซึ่งเหตุการณ์อาจจะเป็นโอกาส

โอกาสที่เกิดจากหลักฐานทางการพิสูจน์ทราบทางนิติวิทยาศาสตร์ หรือหลักฐานแวดล้อมอื่น ๆ

เมื่อมีเหตุการณ์หรือหลักฐานยืนยัน เราจึงเชื่อว่า หรือจะใช้ว่ามีความเชื่อมั่น ... ว่า น้องสองใยเป็นพ่อของเด็ก ...

 

อิอิอิ

แต่การจะกล่าวหาน้องสองใยในเรื่องนี้ ต้องระวังคนในบ้านน้องสองใยให้ดี

 

อิอิอิ

 

เราเอง

 

Ico48
Our Shangri-La (Recent Activities)
07 March 2014 15:30
#96466

อีกอย่างครับ post prob, LR, ... เป็นค่าสถิติ เช่นเดียวกับ Confidence

ฉะนั้นเมื่อทั้งหมดอยู่ในบริบทของ "สถิติ" (หรือจะบอกว่า คณิตศาสตร์ก็ตามที) การแปลความหมายจึงควรอยู่ในกรอบของความหมายในบริบทนั้น ๆ

และการนำไปแปลความหมายในบริบทอื่น ๆ อาจจะทำให้ขัดแย้งกับบริบทเดิมของสิ่งนั้น ๆ ก็ได้

อิอิอิ

เอ่อ .. เริ่มมึนอีกแล้ว

อิอิอิ

เราเอง

เอ่อ ไปกันใหญ่แล้วครับ สรุปว่าถ้าผมอยู่เฉยๆ ก็กลายเป็นผู้ต้องสงสัย แบบ 50:50 เลยหรือครับ

 

เอ่อ ขำไม่ออกซะแล้ว -..-

 

"ใจสั่งมา"

 

 

Ico48
mitochondria (Recent Activities)
12 March 2014 11:41
#96602

ขอโทษด้วยครับ ที่หายหน้าไปหลายวัน

กลับมาแล้วครับ ตอนกลับมาก็สบายดี แต่พออ่านความเห็นน้า Shang แล้วอดมึนไม่ได้ ความเห็นน้า Shang นี่มีพลังในการสร้างความมึนมั่กๆ ขอบอก

น้องใยมะพร้าว ไม่ต้องตกใจครับ เราทุกคนมีโอกาสถูกกล่าวหา และทุกครั้งของการถูกกล่าวหา เราจะมีโอกาสเป็นผู้กระทำผิด ได้เท่าๆ กับการที่เราเป็นฝ่ายถูก นั่นคือเมื่อไม่มีการพิสูจน์ เรามีโอกาสถูก เท่ากับ โอกาสผิด หรือเท่ากับ 1:1 ซึ่งเทียบเท่ากับ prior probability = 1/2 หรือ 50:50

ทีนี้ ก็เริ่มมาเข้าสู่ขั้นตอนการพิสูจน์ความจริง หากหลักฐานที่ได้มาสนับสนุนว่า เราเป็นฝ่ายถูก โอกาสที่เราจะเป็นฝ่ายถูกก็จะมากกว่าโอกาสที่เราจะเป็นฝ่ายผิด ซึ่งก็คือค่า likelihood ratio เช่น จากการที่น้องใยมะพร้าว จูงมือเด็ก ไปตรวจดีเอ็นเอ ผลออกมาว่าเข้ากันได้ หมายถึงดีเอ็นเอของเด็ก มีรูปแบบที่ได้รับการส่งต่อจากน้องใยมะพร้าวไปยังเด็กทุกตำแหน่ง ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธความสัมพันธ์พ่อ-ลูกระหว่างน้องใยมะพร้าว กับเด็กได้ คำนวณค่า likelihood ratio ได้ 10,000 เท่า แสดงว่า โอกาสที่น้องใยมะพร้าวจะเป็นพ่อของเด็กคนนี้ มีสูงถึง 10,000 เท่า เมื่อเทียบกับโอกาสที่ชายอื่นจะมาเป็นพ่อของเด็กคนนี้ คำถามที่ตามมา คือ โอกาสที่น้องใยมะพร้าวจะเป็นพ่อของเด็กมากกว่าโอกาสที่ชายอื่นจะมาเป็นพ่อของเด็กถึง 10,000 เท่า นี้ มากเพียงพอแล้วหรือยังที่จะสรุปว่า น้องใยมะพร้าว เป็นพ่อของเด็กจริง ซึ่งทางสถิติ เราเชื่อกันว่า หากค่านี้มากกว่า 99 เท่าขึ้นไป ให้เชื่อได้ครับว่า น้องใยมะพร้าวเป็นพ่อของเด็กจริง

เช่นเดียวกับการคำนวณค่า โอกาสที่น้องใยมะพร้าวจะเป็นพ่อของเด็ก มีค่าเท่ากับ โอกาสที่จะทำนายได้ถูกต้อง = 10,000 ครั้ง กับโอกาสที่จะทำนายได้ผิดพลาด อีก 1 ครั้ง ดังนั้นรวมการทำนายผล 10000 + 1 = 10,001 ครั้ง มีโอกาสที่จะทำนายได้ถูกต้องว่า น้องใยมะพร้าวเป็นพ่อของเด็ก = 10000/10001 = ร้อยละ 99.99 ซึ่งคำถามเดียวกันครับ ว่า เจ้าค่าตัวนี้ต้องสูงขนาดไหนถึงจะเชื่อว่าน้องใยมะพร้างเป็นพ่อของเด็กจริง

คำตอบคือเมื่อใช้ระดับการตัดสินใจที่ค่า LR = 99 เท่า เราก็เอาค่านี้มาคำนวณโอกาสขั้นต่ำที่จะใช้เป็นระดับตัดสินใจ นั่นคือ ถ้าเราทำนายผลได้ถูกต้อง เท่ากับ 99 ครั้ง รวมกับเราทำนายผลผิดพลาด 1 ครั้ง ดังนั้น จากการทำนายผลรวม 99+1 = 100 ครั้ง โอกาสที่เราจะทำนายผลได้ถูกต้องเท่ากับ 99/100 = ร้อยละ 99

เมื่อเปรียบเทียบกับค่าที่คำนวณได้กรณีที่น้องใยมะพร้าวเป็นพ่อของเด็ก มีค่าตัวนี้เท่ากับ 99.99% เทียบแล้วสูงกว่าระดับตัดสินใจที่ 99% ก็จะสรุปได้ว่า น้องใยมะพร้าว เป็นพ่อของเด็กคนนี้จริงครับ

เห็นไหมว่า ถ้าเราไม่สนใจ wording คำศัพท์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ทุกอย่างมีวิธีการชัดเจนครับ มีคำอธิบาย มีรายละเอียด มีค่าการตัดสินใจ และสามารถแปลผลการทดสอบได้ ว่าน้องใยมะพร้าว เป็นพ่อ หรือไม่ใช่พ่อของเด็ก

เพียงแต่ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อเรามาบัญญัติศัพท์ ที่เรียกขานค่าทางสถิติเหล่านี้ และเราก็ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ ที่จะบัญญัติศัพท์ขึ้นมาโดยเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ดังนั้น เมื่อไม่มีใครบัญญัติศัพท์เหล่้านี้ขึ้น คนแรกที่บัญญัติศัพท์เพื่อเรียกขานคำเหล่านี้ และเพื่ออธิบายปรากฎการณ์เหล่านี้ขึ้น จึงไม่แปลกที่จะมีการถกเถียงว่า คำเหล่านี้เป็นคำที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ในการเรียกขาน แต่พอขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรม ผุ้มีหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมกลับใช้ ข้อน่าสงสัยในเรื่องคำเรียกขานเหล่านี้ มาเป็นประเด็นในการบอกว่า น้องใยมะพร้าว เป็นพ่อของเด็ก หรือไม่ใช่พ่อของเด็ก ซึ่งน่าจะเป็นคนละเรื่องกันครับ

เห็นไหมว่า สรุป สุดท้าย น้องใยมะพร้าว ก็ได้ ลูกเพิ่มมาอีกคน แล้วนี่คนที่บ้าน รู้แล้วหรือยังครับ....บรื่อออออ ,,,,น่ากลัวจัง ยังไงก็เมมเบอร์ห้องฉุกเฉิน ไว้นะครับ เผื่อจะได้ใช้.....

อิ อิ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.219.167.194
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ