นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2393
ความเห็น: 10

การเรียนที่สนุกกว่าการอ่านหนังสือ

การอ่านถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเรียนรู้

เช้าวันนี้ ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงปลุกของนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์ (ถือเป็นฟังก์ชันที่ใช้มาก 1 ในไม่กี่อย่างของโทรศัพท์มือถือครับ) หลังจากล้างหน้าแล้วก็ไปเปิดวิทยุ ม.อ. (FM88 - ขออภัยที่พาดพิง) ซึ่งผมเปิดฟังทุกเช้าตั้งแต่เปิดสถานีจนกระทั่งออกจากบ้านไปทำงาน

มีการโฆษณาช่วงหนึ่งทางวิทยุดังกล่าวที่กล่าวถึงความน่าสนใจของการเตรียมความพร้อมทางอากาศให้กับนักเรียนที่กำลังจะไปสอบ O-NET และ A-NET ที่กำลังออกอากาศกันในช่วงนี้ว่า จะเพิ่มเวลา และมีความตอนหนึ่งกล่าวในทำนองว่า "....การกวดวิชาที่สนุกกว่าการอ่านตำราเรียน...."

ผมไม่แน่ใจว่า คำพูดที่ว่านั้นว่าอย่างไร แต่มีความหมายในทำนองข้างต้นนี้ครับ

หลายคนฟังแล้วก็อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไร แต่มันสะกิดต่อมความรู้สึกพอสมควรครับ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นหรือครับ ....

จริงๆ แล้ว ผมไม่ได้ต่อต้านการติว หรือการสอนพิเศษที่ทำกันอยู่ครับ  เพราะถ้ารู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ก็จะมีประโยชน์มาก แต่ถ้าใช้มันไม่ถูกทางก็จะมีแต่โทษ และโทษครับ

ผมมีนักศึกษาในที่ปรึกษาจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีผลการเรียนต่ำ หรือไม่ก็ประสิทธิผลในการเรียนค่อนไปทางต่ำ แม้ว่า บางคนจะมี GPA สูงถึง 2.3 ก็ตาม ผมก็บังคับให้ต้องมาพบก่อนที่จะลงทะเบียนได้ มี นศ. บางคนโทรมาขอให้ปลดล็อค หรือเขียนข้อความทิ้งไว้หน้าประตูขอให้ปลดล็อค ผมก็ยืนยันว่า ให้มาพบก่อน เพราะอยากจะคุยในหลายๆ เรื่อง

จากการพูดคุย และถามผลการสอบกลางภาค ซึ่งส่วนใหญ่มีคะแนนต่ำมาก ผมก็ทราบว่า นศ. เหล่านั้น อ่านหนังสือก่อนสอบไม่กี่วัน นั่นยังไม่เท่าไร (ถ้าอ่านทัน) แต่ที่ นศ. บอกว่า "อ่าน" นั้น คือ การเอาข้อสอบเก่ามาทำ ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นครับ

 แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคำพูดของการโฆษณาทางวิทยุครับ

ต้องไปฟังดูว่า การเตรียมความพร้อมทางอากาศที่ทำกันอยู่นั้น ทำกันอย่างไร ผมเคยฟังเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็ลองฟังดูบ้าง และในที่สุดก็ไม่เคยฟังอีกเลย

มีผู้ปกครองบางคนให้สัมภาษณ์ประกอบการโฆษณาสรรพคุณของรายการนี้ว่า ดี เพราะผู้ปกครองก็ได้ศึกษาไปด้วย ความจริงที่พูดไปก็ไม่ได้ผิดครับ แต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด

สิ่งที่รายการเหล่านี้ทำกัน ก็คือ เอาโจทย์มาเฉลยให้ฟัง โดยมีคำอธิบายประกอบ

มองผิวเผินก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติครับ

แต่เหตุใด คะแนนเฉลี่ยในการสอบทุกปีจึงต่ำอย่างน่าใจหาย

ลองเอาสิ่งที่ นศ. เล่าให้ฟังว่า เขาเรียนอย่างไร และไล่กลับไปดูว่า นักเรียนสมัยนี้เรียนกันอย่างไร ก็น่าจะพบความจริงบางอย่าง และเมื่อรวมกับคำโฆษณาทางวิทยุที่ผมว่านี้ ความจริงก็น่าจะปรากฎค่อนข้างชัดครับ

นักเรียนจำนวนมาก หรือ นศ. จำนวนมากในปัจจุบันไม่ได้เรียนด้วยการอ่านแล้วครับ เพราะการอ่านไม่สนุก แต่การฟังคนอื่นมาเฉลยปัญหาให้ฟังนั้นดูจะเป็นเรื่องที่สนุกกว่า และผู้เรียนก็คงเข้าใจว่า เขาเกิดการเรียนรู้ที่เพียงพอแล้วจากการฟังสิ่งเหล่านั้น

หลายคนอาจจะตั้งคำถามขึ้นมาว่า นั้นไม่ใช่การเรียนรู้แบบ PBL (Problem-Based Learning) หรือครับอันนี้ก็อาจจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ช่วยตอบให้ครับ

ผมมีความเห็นว่า พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนในปัจจุบันที่ใช้การกวดวิชาเป็นการเรียนหลัก และการเข้าชั้นเรียนเป็นเรื่องรองเป็นสาเหตุใหญ่ของผลการเรียนที่ถดถอยอย่างมากครับ และพฤติกรรมนี้ก็ยังถูกนำมาใช้ต่อเนื่องในการเรียนต่อมหาวิทยาลัย ทำให้ปั่นป่วนไปทั่วทั้งวงการศึกษา

ในความเป็นจริงแล้ว การเรียนอย่างเป็นระบบในห้องเรียน และการอ่านหนังสืออย่างเป็นเรื่องเป็นราว คือ การเรียนรู้หลักครับ ส่วนการกวดวิชา และการเรียนพิเศษที่ทำๆ กันนั้น เป็นการเรียนเสริมครับ

แต่สิ่งที่ปรากฎให้เห็นกลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ปกครองลงทุนในการกวดวิชา และการเรียนพิเศษมากกว่า การเรียนปกติในโรงเรียน ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ที่เป็นปัญหา คือ ผู้เรียนมีความคิดว่า การเรียนกวดวิชาเป็นการเรียนหลักเสียแล้วครับ

สิ่งที่นักเรียนรู้จึงเป็นความรู้ที่กระจัดกระจาย หากให้นักเรียนอธิบายเป็นเรื่องเป็นราวก็ทำไม่ได้ครับ ไม่ต้องพูดถึง การใช้หลักหรือทฤษฎีมาแก้ปัญหาครับ เพราะน้อยคนมากที่ทำได้

 

created: 08 Febuary 2008 16:41 Modified: 03 June 2009 12:19 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

Ico48
นู๋ตาล (Recent Activities)
08 Febuary 2008 18:28
#19741

     นู๋ตาลเห็นด้วยกับอาจารย์คะ ปัจจุบันเด็กต้องเรียนพิเศษ ซึ่งเท่าที่คาดการณ์ก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ที่เรียนเพิ่มนะ ไม่ได้เพิ่มความรู้ให้เด็กมากสักเท่าไร แถมยังไปบดบังกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้อื่นๆของเด็กไปหมด

     อีกประเด็น คือ เด็กสมัยนี้ คิดไม่เป็น ได้แต่อ่านกะจำ ซึ่งไม่ได้พัฒนาความคิดสักเท่าไร ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากนะคะ

     @^_^@  ขอให้โลกสงบสุข

Ico48
โอ๋-อโณ (Recent Activities)
26 Febuary 2008 00:34
#22182

ประเด็นนี้เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากๆกับเด็กประถม มัธยมของเรา ที่ลามไปถึงเด็กมหาวิทยาลัยนะคะ ลูกชายอยู่ม.5 และยังไม่เคยเรียนพิเศษ ให้ข้อสังเกตว่า เด็กไทยคิดไม่ค่อยเป็น ชอบจำสูตรและวิธีคิด พอเจอเรื่องบางเรื่องที่คิดง่ายๆก็อาจจะมัวแต่คิดถึงสูตร ทำให้หาคำตอบไม่ได้ (เขาเรียนประถมและม.ต้นที่ออสเตรเลีย) เขาชอบค้นหาเรื่องที่เรียนเพิ่มเติมอ่านเอาเอง และบอกว่าเรื่องบางเรื่องครูสอนให้เข้าใจยาก อ่านเอง ทำความเข้าใจเองสักพักเข้าใจดีกว่าอีก

ดีใจที่ลูกยังคงรักการเรียนรู้ในแบบของเขา และรู้สึกดีๆที่เรียนรู้อะไรได้เองโดยไม่ต้องเรียนพิเศษค่ะ แม้จะเรียนพอใช้ได้ไม่สุดยอดแต่เขาก็มีความสุขกับการเรียนรู้ แต่ก็สงสารเด็กไทยทั้งหลายที่โดนระบบตีกรอบกันไปเสียแล้ว จะหาความสุขจากการเรียนรู้ยากทีเดียวค่ะ

Ico48
panyarak (Recent Activities)
26 Febuary 2008 14:45
#22344

เข้าใจว่า มีการพูดกันมากเกี่ยวกับปัญหาของการกวดวิชา หรือ
การเรียนพิเศษ แต่ก็ยังแก้ปัญหากันไม่ตรงจุดเสียทีครับ ...

ไม่รู้ว่า เมื่อไหร่จะไปถูกทางเสียที.... 

Ico48
mbunsong (Recent Activities)
26 Febuary 2008 14:57
#22350

ผมต้องค้านคนอื่นๆครับ ผมว่าเด็กสมัยนี้ น่ะ เค้าคิดเป็นครับ แต่กระบวนการคิดของเค้า จะไม่เหมือนเด็กสมัยก่อนคิด เท่านั้นเอง

  • เด็กสมัยนี้ ชอบคิดอะไรที่เป็นทางลัด ทางวกวน ซับซ้อน ไม่ชอบเพราะปวดหัว .. ดังนั้น การแก้โจทย์ปัญหา จึงไม่ชอบกระบวนการ อยากได้ผลลัพธ์ .. เวลาอกหัก โจทย์ปัญหาต้องเป็นทำอย่างไรให้อยู่ได้ รักษาจิต รักษาใจ แบบนี้ใช้เวลามาก เด็กไม่ชอบ .. ต้องใช้วิธีการอื่นครับ 
  • เด็กสมัยนี้ อยากได้วิธีการที่เห็นผลเลย ไม่ชอบรอ ความอดทนน้อยหน่อย อาจจะเป็นเพราะกระบวนการใส่ความคิดเห็นกับเด็ก ปัจจุบันเร็วเร็ว เข้าถึงได้ง่าย ไม่ยากลำบากเหมือนเมื่อก่อน ..
  • จากเหตุผลข้างต้น การอ่านสำหรับเด็ก จึงไม่ใช่ประเด็นที่เค้าต้องการ สิ่งที่เค้าต้องการคือการพูดคุยและได้ข้อมูลสรุปย่อ ฟังแล้วเข้าใจทะลุ ปรุโปร่งเลย ไม่ต้องอ่าน

เป็นอย่างนี้ จริงๆ นะครับ เพราะเด็กคิดเป็น ทันสมัย รวดเร็ว ไม่ชอบกระบวนการรอ .. (^_^)

  • เห็นด้วยอย่างยิ่งครับว่า เด็กของเราไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กๆ อนุบาล ประถม มัธยมจนถึง เด็กมหาวิทยาลัย กำลังเรียนกันแบบผิดๆ อยู่ มีน้อยคนมากที่เรียนอย่างที่ควรจะเรียนกัน
  • อย่างไรก็ตาม ผมก็เห็นใจเด็กด้วยครับ เนื่องจากระบบการเรียนการสอนของเราไม่ว่าจะระดับไหนๆ ก็ตาม เรายังคงใช้การสอบเป็นตัววัดความรู้กันอยู่ สอบได้ถือว่ารู้แล้ว ผ่านได้ สอบไม่ได้ถือว่ายังไม่รู้ ต้องเรียนใหม่ สอบใหม่ ดังนั้น เด็กก็เลยเน้นไปที่การสอบอย่างเดียว เนื่องจากเป็นตัวที่ทำให้ผ่านได้
  • คนหัวใสทั้งหลายที่ทำงานเกี่ยวกับการติว ก็จับจุดความต้องการของตลาดได้ ก็เลยสนองตอบ และก็ทำได้ดีด้วย คือ เด็กสอบผ่านได้มาก
  • ผมคิดว่า ถ้าเราจะแก้ปัญหาเรื่องเด็กไม่ยอมอ่านหนังสือ เพื่อให้ได้ความรู้ เราควรต้องแก้ที่การประเมินของเราก่อน (ซึ่งคงยากมากๆ ทีเดียว) การประเมินที่จะบังคับให้เด็กต้องอ่านหนังสือก่อนจึงจะสามารถผ่านการประเมินได้ (ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าจะต้องทำการประเมินอย่างไร คงต้องลองคิดดู)
Ico48
panyarak (Recent Activities)
27 Febuary 2008 08:12
#22431

ขอบคุณสำหรับความเห็นในหลายๆ แง่มุมครับ เรื่องที่พูดกันว่า คิดไม่เป็น หรือ คิดเป็น นั้น ต้องนิยามกันให้ดีครับ หากเป็นอย่างที่ท่าน mbunsong กล่าวมา ผมมีความเห็นว่า น่าเป็นห่วงมากกว่าน่าสรรเสริญครับ

เรื่องทางลัด หรือวิธีที่เร็ว เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ต้องแน่ใจว่า ในการได้มาซึ่งวิธีการเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้แก่น หรือพื้นฐานที่จำเป็นสูญหายไป

เรื่องที่ คนที่อยากจะไม่มีตัวตน เสนอมา ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจเหมือนกันครับ เรื่องการสร้างคนที่เรามองๆ กันในปัจจุบัน อาจจะเป็นการมองที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปพอสมควร หากจะนำวิธีการประเมินที่ไม่เน้นเรื่องการทำข้อสอบ ก็ต้องใช้กำลังคน และคนที่ทุ่มเทอย่างมาก

เป็นโจทย์ที่น่าสนใจครับ 

Ico48
iamrukd (คุณพ่อลูกสอง 8 & 5 ปี) [IP: 61.19.24.122]
01 December 2008 09:06
#38716

ต่างคนก็ต่างความคิดนะครับผมว่า.. ผมขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวหน่อยนะครับ ผมเคยมีความรู้สึกว่าสถานการณ์ " ครู-กิน-เด็ก " ( อยากทำคะแนนได้ดีต้องเรียนเสริมที่บ้านครู .. สอนพอเป็นพิธีในห้อง จนเด็กต้องแห่ไปเรียนเสริมกันเกือบหมดห้องเพราะกลัวสอบไม่ผ่าน.. ) เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองใหญ่ แต่ตอนนี้จะเป็นอย่างไรไม่ทราบได้ ผมก็รู้สึกห่วงเด็กๆนะครับว่าวัยเด็กของพวกเขาต้องโดนขโมยไปกับการเรียนที่น่าจะเรียกว่าเกินพอดี การสอบได้คะแนนดีตามระบบที่คับแคบ ผมว่าไม่ใช่จุดที่สำคัญที่สุดของเด็กนะครับจากประสบการณที่ได้ยินเพื่อนลูกชายพูดมากับหูว่า "อิจฉานายจังที่ไม่ต้องไปเรียนพิเศษ เรารู้สึกมีความสุขมากเลยที่ได้เล่นสนุกกับนายแบบนี้ "  ผมรักลูกชายและลูกสาวผมมากผมจึงอยากให้เขามีวัยเด็กที่มีความสุข .. ไม่รู้ว่าใครคิดแบบผมมั่ง ผมขอแสดงความคิดเห็นนะแค่นี้ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ

 

 

Ico48
panyarak (Recent Activities)
01 December 2008 09:43
#38719

ขอบคุณสำครับความเห็นครับ

คุยกันไปคุยกันมาหลายๆ ฝ่าย จนในที่สุด มีความรู้สึกว่า  เป็นการมาร่วมกันบ่นถึงปัญหา และไม่รู้ต้นเหตุที่แท้จริง ผมก็ไม่ได้เป็นผู้รู้ในเรื่องนี้ แต่ก็จะดูว่า จะหาข้อมูลมาประกอบได้อย่างไร

ที่ผ่านมาก็มีการให้ความเห็นต่างๆ นานา บางกรณีก็มีข้อมูลประกอบ เช่น คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละไม่กี่บรรทัด ...

ไม่มีข้อมูลว่า ปริมาณการขายสิ่งพิมพ์ด้านต่างๆ ในบ้านเราเป็นอย่างไร อยากทราบเหมือนกัน เพราะเคยไปหลายประเทศ เห็นตำราที่เขาวางขาย (รวมทั้งราคาที่แพงด้วย) ก็ให้รู้สึกว่า คนบ้านเขารักการอ่านมากกว่าบ้านเราหรือเปล่า ...

Ico48
นภัทร [IP: 58.147.28.162]
03 June 2009 11:28
#44849

เห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ ดิฉันยังไม่มีลูกแต่มีหลานลูกของพี่สาว กำลังเรียน ม.4 ร.ร.ในเมืองลำพูน ตอน ม1-3  ขอเรียนพิเศษ เสาร์อาทิตย์ ภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์ พอขึ้น ม.ปลาย ขอไปเรียนโรงเรียนกวดวิชาชื่อดังในเมืองเชียงใหม่ กว่าจะกลับถึงบ้าน 3 ทุ่ม ต้องทำการบ้านถึงเที่ยงคืน กว่าจะได้นอน เลยตั้งคำถามไปว่าเกินความจำเป็นไปหรือเปล่า ถ้ากลับบ้านก่อน 6 โมงเย็น ทำการบ้าน อ่านหนังสือและเตรียมบทเรียนเอง 3-4 ทุ่มก็นอนพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วไปตั้งใจเรียนในชั้นเรียนไม่ดีกว่าหรือ อีกอย่างที่สำคัญเด็กผู้หญิงเดินทางคำมืดถึงแม้จะไปกลับเพื่อนก็ยังน่าเป็นห่วง แต่พี่สาวบอกว่าหลานขอเรียน ถ้าไม่เรียนจะสอบได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อน เลยตามใจ ค่าใช้จ่ายก็สูงมากด้วยค่ะ

Ico48
panyarak (Recent Activities)
03 June 2009 12:15
#44851

หากสอบถามกันดู จะพบว่า การที่นักเรียนแห่กันไปเรียนพิเศษ และกวดวิชามากๆ (รวมทั้งที่ผู้ปกครองต้องการให้ไปด้วย) เป็นเพราะต้องการความมั่นใจ หากไม่ได้ไปเรียนพิเศษ ก็จะขาดความมั่นใจครับ

เรื่องนี้ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร อาจจะต้องไปดูกันว่า เหตุใดจึงเกิดการขาดความมั่นใจเช่นนั้น

มีเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งที่บังเอิญได้ฟังมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (และก็รู้สึกตกใจครับ) เขาว่ากันว่า อาชีพกรีดยางเป็นตัวทำลายความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่ และลูก โดยบอกว่า ลูกออกไปโรงเรียนตั้งแต่เช้าก่อนที่พ่อแม่จะกลับมาจากการกรีดยาง (เพราะต้องออกไปกรีดตั้งแต่ประมาณเที่ยงคืนหรือหลังเที่ยงคืนเล็กน้อย) และพ่อแม่เข้านอนเสียก่อนที่ลูกจะกลับจากเรียนพิเศษ

ฟังเฉยๆ ก็ดูเหมือนมีตรรกะนะครับ...

ผมเป็นชาวสวนยางมาก่อน และเริ่มช่วยเก็บยางตั้งแต่เรียนชั้นประถม และช่วยกรีดยางเมื่อเรียนชั้นมัธยมก็เลยไม่เชื่อที่เขาสรุปแบบนี้

เหตุผลที่แท้จริงมาจากสองส่วนมากกว่า คือ 

  1. พ่อแม่ต้องการให้ลูกสบาย เลยไม่ให้ช่วยงานเลย
  2. ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่า การเรียนพิเศษ และกวดวิชาเป็นเรื่องจำเป็น
  3. บางโรงเรียนถึงกับเพิ่มการกวดวิชาเข้าในกิจกรรมของโรงเรียน จนนักเรียนต้องอยู่โรงเรียนถึง 2-3 ทุ่ม แทนที่จะส่งเสริมให้บุตรหลานรู้จักช่วยงานของพ่อแม่บ้าง กลับจับเด็กให้อยู่กับห้องเรียนมากขึ้นไปอีก
นี่ต่างหากที่เป็นตัวทำลายความใกล้ชิดภายในครอบครัว แต่กลับจับอาชีพกรีดยางมาเป็นแพะ...

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.82.119.116
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ