นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 3710
ความเห็น: 22

ความทรงจำเกี่ยวกับการเรียนภาษาต่างๆ ของผม ตอนที่ 2

หากคุณไม่เป็นคนหูหนวก คุณย่อมสามารถเรียนภาษาอะไรก็ได้ ....

 (ต่อจากตอนที่ 1)

ในวันปัจฉิมนเทศนักศึกษาเมื่อหลายปีก่อน อ.พิชิต เรืองแสงวัฒนาซึ่งเป็นคณบดีในสมัยนั้น ได้ให้โอวาทแก่นักศึกษาที่เป็นว่าที่บัณฑิตทั้งหลาย และมีความตอนหนึ่งพูดถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษ  ท่านได้กล่าวว่า  "ภาษาอังกฤษไม่ได้ยากหรอก ฝรั่งปัญญาอ่อนยังสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ....."

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ยินพิธีกรรายการวิทยุคนหนึ่งพูดถึงเรื่องการเรียนภาษาเหมือนกัน โดยบอกว่า การเรียนภาษาต้องเริ่มต้นจากการฟังก่อน เพราะเราเองก็เรียนภาษาที่เราพูดๆ กันอยู่นี่ด้วยการฟังตั้งแต่ตอนที่เรายังแบเบาะอยู่

ก็เป็นข้อคิดที่ดีที่จะนำไปบอกกับคนที่ไม่ค่อยยอมเรียนภาษาต่างๆ โดยท่องแต่คาถาว่า "ยาก ยาก ยาก ...."

คิดดูอีกทีก็ได้ความจริงที่สมจริงครับ เพราะในโลกนี้มีแต่คนหูหนวกเท่านั้นที่เรียนภาษาพูดไม่ได้ ต้องเรียนภาษาใบ้แทน ผมเลยสรุปเป็นประโยคเด่นสำหรับบันทึกนี้ครับ

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชื่อบันทึกนะ .....

ผมเขียนตอนที่ 1 ไว้นานพอสมควร และ rating ก็ไม่ค่อยดีเลยครับ ยอมรับว่า เป็นการเขียนบันทึกแบบคนสูงวัยเล่าเรื่องในอดีตของตัวเอง อย่างที่คุณเมตตาเคยแหย่ไว้ครับ

ผมทบทวนดูการเรียนรู้ทางภาษาของตัวเอง ก็พบความจริงว่า ภาษาต่างๆ ที่รู้และใช้กันมา ส่วนใหญ่เรียนรู้จากการฟังครับ

ผมสามารถฟังและพูดภาษาจีนได้หลายภาษาตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน ตอนเด็กๆ ครอบครัวย้ายถิ่นฐานหลายครั้ง แต่ก็ยังอยู่ในตัวอำเภอเบตงครับ ตอนที่จำความได้ก็อยู่ในป่ายางแถวๆ ด่านนอก จำชื่อสถานที่ไม่ได้แล้ว ตอนนั้น คงจะพูดได้แต่ภาษาจีนฮกเกี้ยน และภาษาไทยเท่านั้น อาจจะพูดจีนกลางได้บ้าง พอเริ่มเข้าโรงเรียนก็ย้ายไปอยู่ที่บ่อน้ำร้อนซึ่งชาวบ้านแถบนั้นส่วนใหญ่เป็นจีนแคะ อยู่ไปๆ ก็พูดจีนแคะเพิ่มได้อีกหนึ่งภาษา 

พอขึ้น ป. 5 ก็ย้ายไปที่ตำบลยะรม ซึ่งคนส่วนใหญ่พูดภาษาจีนกวางไส ก็เลยเรียนรู้ภาษาเพิ่มอีกหนึ่งภาษา แม้จะไม่ค่อยชำนาญนัก เพราะหากพูดไปแล้วเรียกว่า ทองแดงหลุดเป็นแท่ง แต่ก็ยังถือว่า พอพูดได้ครับ

นอกจากการฟังจากผู้คนแวดล้อมแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ฟังวิทยุครับ

สมัยนั้น ไม่ค่อยมีใครฟังสถานีวิทยุของเมืองไทยครับ เพราะไม่มีสถานีวิทยุใดในเมืองไทยที่ออกอากาศเป็นภาษาจีน หรือแม้แต่เปิดเพลงจีน ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนชนชั้นปกครองสมัยนั้นมีความคิิดว่า ภาษาจีน คือ ภาษาของลัทธิคอมมิวนิสต์

เมื่อไม่มีรายการภาษาจีนให้ฟัง คนส่วนใหญ่ก็เลยฟังแต่วิทยุของมาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งรับได้ดีมากด้วยวิทยุคลื่นสั้น สภาพแวดล้อมที่ผมอยู่ในสมัยนั้น จึงไม่แตกต่างจากการอยู่ในสังคมคนจีนล้วนๆ เพราะสื่อสารกันด้วยภาษาจีน ฟังวิทยุภาษาจีน ฟังละครวิทยุภาษาจีน ฟังข่าวภาษาจีน .....

จำได้ว่า มีละครวิทยุชุดหนึ่งที่มีตัวละครอยู่ 4 คน ทั้ง 4 คนพูดกันคนละภาษา คือ ภาษาจีนแคะ จีนฮกเกี้ยน จีนกลาง จีนกวางตุ้ง แต่สื่อสารกันรู้เรื่องหมด ความหมายก็คือ แม้ต่างคนต่างพูดภาษาของตน แต่ก็ฟังภาษาที่อีกฝ่ายพูดรู้เรื่อง

ปรากฎการณ์นี้ไม่ได้ปรากฎในรายการละครวิทยุเท่านั้นครับ ในชีวิตจริงก็เป็นเช่นนั้นครับ ผมก็เคยได้ยินแม่คุยกับเพื่อนบ้าน โดยแม่พูดภาษาแคะ ส่วนเพื่อนบ้านที่เป็นคู่สนทนาพูดภาษากวางตุ้ง !! 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าโรงเรียน ต้องเรียนภาษาไทย ก็เลยต้องฟังรายการวิทยุภาษาไทยบ้าง สมัยเด็กๆ ก็ฟังรายการสำหรับเด็ก ซึ่งส่งด้วยระบบ AM ในช่วงคลื่น MW (Medium Wave)ครับ สมัยนั้น ก็ทำเสาอากาศให้วิทยุเองด้วยการใช้ลำไม้ไผ่ยาวประมาณกว่า 6 เมตรเป็นเสา และตรึงปลายสายไฟข้างหนึ่งไว้บนยอดเสา  ส่วนปลายสายอีกข้างผูกติดกับเสาอากาศของวิทยุ ช่วงค่ำๆ สามารถรับฟังรายการวิทยุที่ส่งจาก จ. ระยองได้

ตอนที่เข้าเรียนชั้น ป. 5 ต้องเรียนภาษาอังกฤษด้วย สมัยนั้น หาสื่อการเรียนรู้แบบสมัยนี้ไม่ได้หรอกครับ สิ่งที่ผมต้องพึ่งพาเพิ่มเติมก็คือ การฟังรายการวิทยุของ บีบีซี ครับ ซึ่งส่งด้วยวิทยุคลื่นสั้น (SW -- Short Wave) สมัยนั้น ยังมี บีบีซีภาคภาษาไทยอยู่ และส่งเฉพาะเช้า และค่ำ ผมก็ฟังมันทั้งเช้าและค่ำ สมัยนั้น นอกจากจะมีรายการข่าว ก็ยังมีรายการสอนภาษาอังกฤษ ผมยังเคยเขียนจดหมายไปที่ ตู้ ป.ณ. 1818 กรุงเทพฯ เพื่อขอเอกสาร และผังรายการของสถานีวิทยุบีบีซีเลยครับ

นอกจากจะฟังรายการวิทยุบีบีซีภาษาไทยแล้ว ยังบังเอิญไปเจออีกรายการของวิทยุบีบีซีที่สอนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นเขาเรียกว่า BBC English by Radio ซึ่งเป็นรายการหนึ่งของ BBC World Service ก็เปิดฟังไปทั้งที่รู้เรื่องและไม่รู้เรื่อง

ต่อมา เมื่อผมเข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนสตรียะลา ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมือง ก็ขาดการฟังวิทยุนั้นไป เพราะสัญญาณวิทยุคลื่นสั้นรับได้ไม่ดีนักในตัวเมือง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่มีที่ให้เรายกเสาไม้ไผ่สูงๆ ก็ได้ครับ

และต่อมา ผมก็ทราบว่า English by Radio ที่ว่า ก็ไม่ได้ส่งอีกต่อไปแล้ว และมาปรากฎเป็นเทปวางขายในเชิงพาณิชย์ไปเสียแล้วครับ ....

ตอนนี้ ยังมีหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ยอมรับว่า สมัยเด็กได้ประโยชน์จากการฟังวิทยุมากครับ ...

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 29 มกราคม 2551 00:39 แก้ไข: 04 มิถุนายน 2558 11:45 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ผมชักไม่แน่ใจสิ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับ English by Radio ของ BBC ก็เลยลองค้นหาใน Internet ดู ก็พบว่า ยังคงมีการส่งกันอยู่บ้างครับ และมี link ของ webpage ที่ http://www.bbc.co.uk/worldservice/learningenglish/radio/index.shtml  BBC World Service | Learning English

แต่พอ download กำหนดการออกอากาศมาดู พบว่า เป็นของปี 2005 ไม่ทราบว่า เขาไม่ได้ update หรือว่า หยุดออกอากาศไปแล้ว

แต่ที่แน่ๆ ยังมีการจัดรายการดังกล่าวอยู่โดยผ่านทาง webcast และสามารถรับฟังผ่าน realplayer ได้ครับ

 

      นู๋ตาลไม่เก่งภาษาเอามากๆ แต่ที่พยายามอยู่ก็ใช้วิธีฟังเพลงสากล ถ้าเพลงไหนชอบ ก็ search จาก net เอามานั่งร้องเพลงคลอไปเรื่อยๆ สักพักก็พอร้องได้คะ และถ้าเป็นเพลงที่เค้าใช้ศัพท์ง่ายๆที่เราพอรู้ ก็ลองแปลเอาหยาบๆ ตามความเข้าใจก็นุกไปอีกแบบ

     @^_^@  ขอให้โลกสงบสุข

ตามาอ่านแล้วครับ จากบันทึก ตัวเร่ง » คนเขียน blog มีมากๆ และหน้าแสดงบันทึก มันน้อยไปนะ 

อาจเป็นเพราะประสบการณ์ของอาจารย์ หลายคนไม่เคยเจอมาก่อน.. เพราะสมัยผมที่บ้านฟังแต่ละครคณะเกศทิพย์ กับนิทานลุงพร ครับ

ผู้ใหญ่ไม่ฟัง เด็กก็ไม่ได้ฟัง..ครับ เดี๋ยวลองเข้าไปสำรวจตามที่อาจารย์ว่าหน่อยครับ

  • การฟังภาษาอังกฤษบ่อยๆ จะทำให้เราคุ้นเคยกับภาษาไปโดยปริยาย
  • ตัวเองก็อาศัยการฟังจากการดูหนัง จับคำได้บ้างไม่ได้บ้างในช่วงแรกๆ  ตอนหลังเริ่มพอได้เป็นประโยคๆ  จึงพยายามดูหนังฝรั่งวันละ 1 เรื่อง (ถ้ามีเวลา)

ครับ บันทึกนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องฟังก่อนครับ แต่ความจริงฟังอย่างเดียวก็ยังไม่เพียงพอครับ

ฟังเพลงอังกฤษก็อาจจะช่วยภาษาได้บ้าง แต่คงไม่มากครับ เพราะในแต่ละเพลงก็มีประโยคไม่มาก และมักจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้น้อยนะครับ (ความเห็นผมนะ)

อย่างฟังเพลงเกาหลีแล้ว คงทำให้รู้จักคำว่า "อันยองหะเซโย"  "สะรางเฮโย" หรือ "สะรางฮัมนิดา" .... เป็นคำๆ เอาไปพูดได้ยาก หากให้ดี น่าจะเอาเพลงเด็กๆ มาฟังจะดีกว่านะ ...

อยากให้คนอ่านเยอะๆ จะนำขึ้นเป็นบันทึกแนะนำให้ค่ะ พรุ่งนี้นะคะ...(เข้าเกณฑ์ เข้าเกณฑ์)ระยะเวลาในการเป็นบันทึกแนะนำจะนาน 24 ชั่วโมงค่ะ....

จำได้ว่าเคยอ่านบันทึกแรกของอาจารย์แล้วนะคะ..อาจารย์ต้องเขียนบ่อยๆ ค่ะ..แฟนๆ จะได้ทราบว่าอาจารย์เขียนแนวไหน แล้วคนที่ติดตามประจำจะได้คอยมองหาค่ะ..

เรทติ้งไม่ดี แต่อ่านแล้วมีประโยชน์ ก็คุ้มค่าแล้วค่ะ..

 

ที่ผมเขียนไป ก็เป็นการบ่นไปเล่นๆ ครับ ไม่ได้ซีเรียสครับ (ตามประสาคนหัวล้านกระมังครับ)

ตั้งใจจะเขียนอยู่แล้วครับ เมื่อเวลาอำนวย 

ขอบคุณครับที่ให้กำลังใจ 

Ico48
มะม่วงเบา [IP: 192.168.100.112]
30 มกราคม 2551 21:41
#17980

ผมก็เด็กเบตงเหมือนกันครับ ได้เรียนภาษาจีนกลาง ภาษามาลายู จากการอยู่เบตงนี่แหละครับ สมัยเด็ก พูดภาษาจีนไม่ได้ครับ เลยไปเรียนภาษาจีนครับ แล้วมาพูดกับเพื่อนๆ ซึ่งพูดจีนเป็นไฟ ส่วนที่บ้านนั้น ไม่ได้ใช้ภาษาจีนครับ เพราะที่บ้านพูดภาษาไทยครับ ส่วนเพื่อนๆในห้องหลายคนเป็นมาลายู เลยหัดพูดมาลายูกับเพื่อน กลายเป็นว่าได้ภาษาจีนกลางกับมาลายูมาโดยปริยาย  พอขึ้นป 5 เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ ก็แปลกใหม่ อีกครับ จน ม.ปลายก็เริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศส ชีวิตนี้เรียนหลายภาษาแต่ไม่ได้ความสักภาษาห้าๆๆ แค่พอสื่อสารได้เท่านั้นแหละครับ

เรื่องตลกก็คือ โทรทัศน์ไทย ไม่ค่อยชัดที่บ้าน เลยดูแต่โทรทัศน์มาเลครับ ซึ่ง ทำให้ผมต้องฟัง ภาษาอังกฤษ จีนกลาง และมาลายู ไปโดยปริยายเลยทำให้เราฟังเข้าใจมากขึ้น และชินกับการใช้ภาษามากขึ้น แต่ผมพุดไม่เก่งครับ เป็นนักฟังที่ดีครับ ถ้าใครเรียนภาษาต้องหัดพูดด้วยนะครับ จะได้ เก่งทั้งพูดและฟัง 

 ยังไงก็ตาม ยิ่งรู้ภาษาเยอะก็ยิ่งดีนะครับ มันเป็นเหมือนกุญแจ ที่ทำให้เราเข้าใจอะไรใหม่ๆ เพิ่งรู้ว่าพี่ปัญญา ก็เด็กเบตง พูดจีนได้ตั้งหลายภาษา สุดยอดเลยครับ ผมลำพังแค่จีนกลางก็แย่แล้วคับ กวางตุ้ง พอถูๆ ไถๆ สู้พี่ปัญญาไม่ได้แน่นอนครับ

Xinnian yijing lai le, zhu ni xin nian kwai le jian kang , facai

 

  • การฟังเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องมาก่อนสำหรับการเรียนภาษาครับ อย่างที่หลายคนทำ เช่น คุณ mandala ใช้วิธีดูหนังนั้น ก็มีคนแนะนำว่า ให้หาหนังที่ใช้ภาษาดีๆ สักเรื่องมาดูมันซ้ำๆ หลายๆ รอบ ภาษาก็จะไ้ด้รับการปรับปรุงอย่างมากครับ อย่าพยายามใช้วิธีท่องจำนะครับ แต่ใช้วิธีปฏิบัติซ้ำอย่างตั้งใจ
  • คุณ มะม่วงเบา นี่ไม่เบเลยนะครับ รู้ตั้งหลายภาษา !  ความลับที่สำคัญที่ผมอายที่จะบอกก็คือ ผมพูดมลายูไม่เป็นครับ ทั้งที่เป็นเพื่อนบ้านกันครับ ที่พอรู้บ้างก็ไม่กี่คำ และำไม่กี่ประโยคครับ
  • ประโยคสุดท้ายของคุณ มะม่วงเบา หากเขียนให้ถูกก็ควรจะเป็น 新年已经来了、祝你新年快乐健康、发财。 ความหมายก็คือ (สำหรับท่านอื่นที่อ่านไม่ออก) ปีใหม่มาถึงแล้ว ขออวยพรให้คุณมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และร่ำรวย
  • และขอให้คุณ มะม่วงเบา 新年进步、身体健康、恭喜发财!

 

Ico48
อุดม พานทอง [IP: 192.168.100.112]
31 มกราคม 2551 10:36
#18119

   จากการฟังพัฒนาเป็นการเขียนแล้วค่ะ  อ่านมา 3 ภาษาแล้วค่ะ   พูดภาษาต่างกันก็เข้าใจกันได้เพราะฟังกันและกัน  แต่บ่อยครั้งที่พูดภาษาเดียวกันก็ยังไม่เข้าใจกัน   ยกเมือสนับสนุน   การฟังสำคัญจริงๆค่ะอาจารย์ โดยเฉพาะฟังด้วยใจที่ใคร่ครวญ

ภาษาญี่ปุ่นกะภาษาจีนอันไหนยากกว่ากันคะอาจารย์

  • ขอบคุณ ดม ที่มาเยี่ยมและให้ความเห็นครับ เมื่อวานเจอลูกทั้งสอง โตขึ้นมาก จนจำไม่ได้แล้ว คนโตท่าทางจะติดสไตล์คุณพ่อนะครับ
  • น้องเหมียวครับ จีนกับญี่ปุ่น ภาษาไหนยากกว่ากันนั้น ตอบยากครับ และไม่แน่ใจว่า จะตอบได้ถูกหรือเปล่า เวลาเรียนภาษาจีน สิ่งที่ยาก คือ ต้องจำว่า อักษรตัวไหนอ่านออกเสียงอย่างไร เพราะตัวอักษรใช้สื่อความหมาย แต่ไม่สื่อเสียงครับ หากไม่เคยพบมาก่อน ก็จะอ่านไม่ออก อาจจะบอกความหมายได้ ส่วนภาษาญี่ปุ่นก็ใช้อักษรจีนปนกับอักษรของญี่ปุ่นเอง หากเป็นอักษรจีนก็มีปัญหาเดียวกัน
  • ในแง่ของไวยากรณ์  จีนกับไทยค่อนข้างเหมือนกัน (รวมทั้งอังกฤษด้วย) ส่วนญี่ปุ่นนั้นแตกต่างออกไปครับ ช่วงที่ไม่เคยชินจะรู้สึกว่า มันย๊ากๆ จุดที่ยากในภาษาญี่ปุ่นอีกเรื่องก็คือ บางครั้งการสื่อความหมายไม่ตรงไปตรงมา เช่น ในการปฏิเสธ ก็ไม่พูดปฏิเสธตรงๆ ยก ตัวอย่างเช่น ถ้าผมถามเหมียวว่า "ทานข้าวด้วยกันมั้ย" ถ้าตอบปฏิเสธแบบญี่ปุ่น เขาจะไม่ตอบว่า "ไม่ดีกว่า" แต่จะตอบว่า "いいです。"  อ่านว่า "ii  desu"  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ตามตัวอักษรก็จะได้ความว่า "ดีค่ะ" แต่ความจริงแปลว่า "ไม่ดีกว่าค่ะ"
เอาจากประสบการณ์จริงเลยนะคะ

ปกติจะพยายามคุยกับลูกเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่เค้ายังพูดไม่ได้

 เค้าก็สามารถเดาความหมายได้ค่ะ ว่าเราพยายามบอกอะไรเค้าเช่น...go to bed ตอนแรกเค้าไม่เข้าใจ เราก็ชี้ไปที่เตียงนอน เค้าก็เลยพอจะเดาออก โตขึ้นมาอีกนิด สอนให้เค้าพูดโต้ตอบประโยคง่ายๆ เช่น What is your name? How are you?สอนให้เค้าตอบด้วยค่ะ เค้าก็จำได้ 

ช่วงหลังๆ ไม่ได้สอนเอง ให้ทีวีสอน เค้าชอบดูการ์ตูนฝรั่ง พวกบัคบันนี่ ลูนนี่ส์ตูน

 อยู่มาวันหนึ่ง เราก็ถามเค้าตามปกติ How are you? How is your school?

ลูกบอกว่า What’s up boy?....แป๋ววววววว แม่มันยืนงง เลยค่ะ

 เลยมาขอร่วมยืนยันตรงนี้ด้วยว่า เค้าเรียนรู้จากการฟัง และสิ่งแวดล้อม ค่ะ
มาอ่านด้วยคนครับ อ่านแล้วสนุกดี จำได้ว่าสมัยก่อนมีรายการโทรทัศน์ของมาเลย์ มีละครที่พูดกันแบบ 4 ภาษาแบบที่อาจารย์เล่ามา แต่ผมดูไม่รู้เรื่องเนื่องจากความสามารถด้านภาษาของผมไม่เข้าขั้นนะครับ
  • พี่ถนัดฟังภาษาจีนหลายภาษา ตอนเล็ก ๆรอบบ้านมีแต่คนจีนแคะ แต้จิ๋ว พี่ก็ฟังได้นะ แต่พูดไม่ค่อยได้เท่าไร แต่ใครอย่ามาด่านะเชียว....ได้เรื่อง
  • เรียนป.ตรี ได้เรียนภาษมาเลย์ด้วย บางคำยังจำได้ แต่บางคำก็ส่งคืนอาจารยกลับไปบ้างตามสมควร
  • 2 ปีที่แล้วไปอินโด ก้ยังใช้ได้อยู่นะ เช่นต่อ taxi เป็นอะไรทำนองนั้น
  • ภาษาฝรั่งเศสเรียนมา 2 - 3 ปี ไม่แน่ใจว่าคืนอาจารย์หมดแล้วหรือยัง
  • ถ้าอาจารย์ pan เป็นผู้สูงวัย แล้วพี่อัมพรจะเป็นอะไรกว่า?
  1. คุณ คนชายฝั่งครับ คนที่ทำให้ตะลึง คือ คนในรูปของ คนชายฝั่ง หรือเปล่าครับ
  2. คุณ Mr. S คนที่อยากจะไม่มีตัวตน หรือ คนที่ไม่อยากมีตัวตนครับ ผมคิดว่า มันน่าจะรายการเดียวกันครับ ตอนนั้น บ้านผมแค่มีวิทยุก็เรียกว่า ดีจังแล้วครับ ไม่ต้องพูดถึงทีวี เพราะที่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ครับ
  3. พี่ อัมพร ครับ นึกไม่ถึงว่า พี่จะเข้าใจหลายภาษาแบบนั้นด้วยนะ ต้องระวังไว้มากๆ แล้วครับ ขืนแอบนินทา ได้เรื่องแน่ๆ ส่วนเรื่อง สูงวัย อย่าไปคิดมากเลยครับ มันเป็นเรื่องของจิตใจครับ อย่างผมนี่ จิตใจเป็นคนสูงวัยไปแล้ว แต่อย่างอื่น ... ไม่บอกดีกว่า ...
ใช่ค่ะ คุณ panya ตอนนี้น้องอายุ 4 ขวบครึ่ง และชอบทำให้เราหมดความมั่นใจในภาษาอังกฤษเข้าทุกวัน อย่างล่าสุด เล่นถามตอบคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ..เมื่อมาถึงหมวดผลไม้        แม่ : มะละกอ       น้องพรีม : ผ่ะพ้าย่ะ       แม่ : กล้วย       น้องพรีม : บะน๊าน่ะ       ......       น้องพรีม : คุณแม่ขา....แล้วมะยมหล่ะคะ?       แม่ : เอ่อ...อันนี้แม่ไม่รู้ลูก       น้องพรีม : ทำไมแม่ไม่รู้ละคะ แม่เป็นผู้ใหญ่แล้ว แม่ต้องรู้สิคะ...       แม่ : แม่ว่าดึกแล้วนะ ไปอาบน้ำกันดีกว่านะ...       ......!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!............I Love You มาฮัลกี๊ต่า.....ฟิลิปปินส์เอ็มอิวอัน....เวียดนาม

กูกีลาเก๊า....ชาวเล

.......................

ภาษา อยู่รอบๆ ตัวเรา อยู่ที่เราจะเรียนรู้ หรือเดินผ่านมันไป

  • ตามมาอ่านค่ะ อ่านแล้วเพลินเชียวค่ะ สนุกดี
  • เรื่องภาษานั้น สำหรับตัวข้าพเจ้า ก็เป็น 1 คนที่ได้เรียนรู้ภาษาจีนก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาลซะอีก ทีบ้านเป็นจีนแต้จิ๋วค่ะ คุณแม่สอนให้พูดจีนแต้จิ๋ว ตั้งแต่เด็ก อืม...เอาเป็นว่าตั้งแต่จำความได้ก็พูดภาษาจีนแต้จิ๋วได้แล้วค่ะ
  • ตอนเด็ก ๆ พอได้ไปโรงเรียนได้คุยภาษาไทย พอกลับมาบ้านก็จะติดภาษาไทย คุยกับแม่เป็นภาษาไทย ก็โดนคุณแม่ว่า และบอกว่า อยู่บ้านให้พูดภาษาจีนค่ะ (โดนบังคับ) แต่ตอนนี้รู้สึกขอบคุณ คุณแม่มาก ๆ เลย มิเช่นนั้น ป่านนี้อาจจะพูดแต้จิ๋วไม่ได้เลยก็ได้ ฮ่าๆๆ
  • ตอนประถม คุณแม่สอนภาษาจีนกลางให้ แต่ด้วยความขี้เกียจส่วนตัว ทำให้เรียนเท่าไหร่ก็ไม่จบซะทีค่ะ (ลืมบอกว่าคุณแม่ เคยสอนภาษาจีนมาก่อนค่ะ พูดได้หลายภาษาทั้งจีนกลาง จีนแต้จิ๋ว จีนไหหลำ จีนฮกเกี้ยน จีนแคะ จีนกวางตุ้ง ประมาณนั้นค่ะ) แต่ลูกสาวไม่ได้ซึมซับมาเล้ยยย ฮ่า ๆ ได้แค่จีนแต่จิ๋ว ส่วนจีนกลางก็พอถูไถเท่านั้นเอง เหอๆ-*-ล

 

Ico48
มะม่วงเบา [IP: 192.168.100.112]
04 กุมภาพันธ์ 2551 11:51
#18926

ผมสนใจคำถามของคุณเหมียวคุงครับเลย มาขอแจมสักหน่อยนะครับ เรื่องที่ว่าภาษาญี่ปุ่นกันภาษาจีนอะไรยากกว่า ในฐานะเคยเรียนมาบ้างนะครับ และศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์อยู่บ้างนะครับ น่าจะราวๆนี้ครับ(แบบคร่าวๆ)

* โครงสร้างทางไวยกรณ์ของจีน คล้ายไทย คือ ประธานกริยากรรม ในขณะที่ญี่ปุ่นจะคล้ายเกาหลี คือ ประธาน กรรม กริยา มึนสักหน่อยครับ ยิ่งประโยคยาวๆ ก็จะเรียงกันไปคนละทาง ภาษาจีน อาจจะยากตรงที่ คำกริยาวิเศษมีการย้ายที่ หรือ บุพบทด้วย

*  เรื่องเพศ ภาษาจีนกับญี่ปุ่นจะไม่มีเพศ แต่ จะแสดงออกมาเล็กน้อยทางการตั้งชื่อ คล้ายๆ กับภาษาไทยครับ อันนี้เหมือนๆ กันครับ

*ภาจีนและภาษาญี่ปุ่น ไม่มีพจน์ที่ต้องเปลี่ยนรูปศัพท์ เหมือนภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสครับ โดยใช้คำว่า พวก หรือ เหล่า หมู ใส่ไปแทนเพื่อนความเป็นพหูพจน์

*ภาษาจีนไม่มีกาลอันเด่นชัดครับ แต่ภาษาญี่ปุ่นมีกาลอย่างชัดเจนครับ กาลมีทั้ง อนาคต ปัจจุบัน กำลังกระทำ และอดีต อันนี้ยากนะครับ ถ้าใครเคยเรียนภาษาญี่ปุ่น เกาหลี จะรู้จักดีครับ

* ภาษาเขียนของจีนยากเพราะหนึ่งอักษรต่อหนึ่งคำต่อความหมาย เพราะฉนั้น ในชีวิตเราใช้กี่คำ ก็ต้องเขียนเท่ากับจำนวนคำครับ เพราะฉนั้นท่องกันสุดๆ ไปเลย ส่วนภาษาญี่ปุ่น นั้น ก็ไม่เบาครับ มีฮิรากานะ คาตากานะ และคันจิ (อักษรจีน) โดยเฉพาะคันจิที่เด็กญี่ปุ่นต้องเรียนตามหลักสูตร ก็ประมาณ 1850 ตัวนะครับ ถ้าผมจำไม่ผิด ไม่รวมนอกๆ อีกนะครับ ก็ยากเอาการครับผม ทั้งท่องแล้วเอามาทำเป็นเสียง  หรือสร้างศัพท์ ก็เหนื่อยครับ แต่สนุกนะครับ

* การใช้ภาษาสุภาพในภาษาจีน ผมไม่ค่อยแน่ใจ แต่อาจจะมีไม่มากนัก เท่าที่ทราบ แต่ในภาษาญี่ปุ่นหรือเกาหลีคล้ายกับภาษาไทยมากครับ คือมีระดับของภาษาครับผม ถ้าใครพูดกับใครทางโทรศัพท์ เรารู้เลยครับ ว่าพูดอยู่กับใคร อันนี้อาจารย์เรียนภาษาญี่ปุ่น/เกาหลีเล่าให้ฟังครับ และระดับภาษาก็เกี่ยวโยงกับ กาลด้วยนะครับหนุกเข้าไปอีกครับ เพราะกาลกับระดับของภาษาก็ต้องไปด้วยกันด้วยครั

ที่เล่ามานี่ก็เป็นเพียงคร่าวๆ นะครับ น่าจะมีอะไรอีกเยอะครับ ที่รู้มาบ้างเพราะผมเรียนภาษาจีน และมีโอกาสได้เรียนทั้งญี่ปุ้นและเกาหลีครับ แต่ไปไม่รอดครับเพราะเวลาและโอกาสน้อย แต่มีข้อคิดอย่างนึงครับ ภาษามีลักษณคล้ายๆกันทุกๆภาษา ถ้าโยงให้เข้ากันได้ ก็น่าจะมีประโยชน์มากครับผม

 

Ico48
'Chai [IP: 58.8.22.180]
24 กรกฎาคม 2552 13:43
#46564

ได้อ่านเรื่องที่เขียนน่าสนใจในแง่ประสบการณ์ที่ผ่านมา และกล่าวถึงโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่ในเครือแคทอลิกสมัยนั้น  การสอนภาษาปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วครับ  อดีตเคยเป็นบุคลากรที่นั่น 2 ปี และปัจจุบันก็ยังเกี่ยวข้องกับภาษา  ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ

ขอบคุณครับที่แวะมา

เขียนไปได้ 2 ตอน ยังไม่มีโอกาสเขียนต่อเลยครับ ...

ไม่แน่ใจว่า ท่านคือ อาจารย์สิทธิชัยหรือเปล่าครับ.... หากไม่ใช่ก็ขออภัยด้วยครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.205.176.100
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ