นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2542
ความเห็น: 2

ความทรงจำเกี่ยวกับการเรียนภาษาต่างๆ ของผม ตอนที่ 1

การเรียนภาษาก็เหมือนกับการเรียนสิ่งอื่นๆ คือ ต้องมีการฝึกฝน หากปราศจากการฝึกฝน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการเรียนรู้ สมัยเด็กๆ จำได้ว่า ลูกสาวชาวฮากกาที่พูดเป็นแต่ภาษาจีนแคะต้องแต่งงานไปอยู่กับเจ้าบ่าวที่เป็นชาวกวางไส ซึ่งพูดภาษากวางไส (ภาษาที่แปลงจากภาษากวางตุ้ง) หลังจากอยู่กันไปพักใหญ่ สะใภ้ฮากกาก็สามารถพูดภาษากวางไสได้ไม่แพ้คนกวางไสด้วยกัน

 


นับแต่จำความได้ ภาษาแรกที่ผมใช้ในการสื่อสาร คือ ภาษาจีนฮกเกี้ยน เพราะเป็นภาษาที่พ่อและแม่ใช้ในการสื่อสารกับลูกๆ ทุกคน ภาษาต่อมาที่ผมเรียนรู้ อาจจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาจีนกลาง ผมจำไม่ได้ว่า เริ่มเรียนรู้ภาษาไหนก่อน รู้แต่ว่า ต้องพูดภาษาไทยเมื่อต้องสื่อสารกับผู้ที่พูดภาษาไทย ส่วนภาษาจีนกลางนั้น เริ่มเรียนรู้เมื่อพ่อแม่ให้ไปเรียนพิเศษกับครูที่เดินทางมาสอนให้ในหมู่บ้าน

เมื่ออายุได้ประมาณ 8 ขวบ พ่อก็พาไปเข้าเรียนในโรงเรียนจงฝามูลนิธิ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนภาษาจีนด้วย แต่ก็ต้องเรียนภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่ ถ้าจำไม่ผิด ในแต่ละวันมีชั่วโมงเรียนภาษาจีนเพียง 2 ครั้ง คือ เช้าและบ่าย แต่จำไม่ได้ว่า วันละกี่ชั่วโมง แต่ถ้าวันใดมีเจ้าหน้าที่มาตรวจ คุณครูก็จะบอกให้ไม่ต้องนำหนังสือภาษาจีนมา และบางชั่วโมงของภาษาจีนในวันนั้นก็ต้องงดไป และให้เรียนวิชาอื่นที่เป็นภาษาไทยแทน

แต่เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกคนเชื้อสายจีน การสื่อสารกันในหมู่นักเรียนจึงเป็นภาษาจีนมากกว่าจะเป็นภาษาไทย

ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนจงฝา 5 ปี จึงจบ ป. 4 (เพราะถูกบังคับให้ต้องเรียน ป. เตรียมด้วย 1 ปี) ก่อนจบ ป. 4 ก็ต้องดิ้นรนไปหาที่เรียนต่อเอง เพราะพ่อแม่ก็ไม่ทราบว่า จะให้ไปเรียนที่ไหน และโรงเรียนเดิมที่เรียนอยู่ก็สอนเพียง ป. 4 วันหนึ่งจึงขี่รถจักรยานไปที่โรงเรียนถนอมศรีวิทยา ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กม. และก็ลงชื่อสมัครเรียนต่อ ป. 5 โดยครูที่โรงเรียนดังกล่าวให้เขียนชื่อไว้ในสมุดเล่มหนึ่ง

ตลอด 5 ปีในโรงเรียนจงฝา ผมรู้จักแต่ภาษาไทย และภาษาจีน ไม่รู้ว่า ภาษาอังกฤษมีหน้าตาอย่างไร และก็ต้องเริ่มเรียนภาษาอังกฤษเมื่อเข้าเรียน ป. 5 ตอนนั้นก็ต้องเรียนคละกับนักเรียนที่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อนตั้งแต่ ป. 1-4 แล้ว โรงเรียนถนอมศรีวิทยาเป็นโรงเรียนในเครือคริสตจักรคาทอลิก จึงใช้ตำราภาษาอังกฤษแบบเดียวกันทุกโรงเรียนที่อยู่ในเครือเดียวกัน คือ Practical English โดยเริ่มเรียนเล่ม 1-3 ในระดับ ป. 5-7 (ป. 7 น่าจะเทียบเท่ากับ ม. 1 ในปัจจุบัน) และเรียนเล่ม 4-6 ในระดับ ม.ศ.(มัธยมศึกษา) 1-3 (ม.ศ. 3 น่าจะเทียบเท่ากับ ม. 4 ในปัจจุบัน)

จำได้ว่า ช่วงที่เรียน ป. 5 จนถึงประมาณ ม.ศ. 1 ครูสอนภาษาอังกฤษล้วนเป็นคนไทยครับ แต่พอขึ้น ม.ศ. 2-3 ก็เรียนภาษาอังกฤษกับบาทหลวงที่เรียกกันว่า คุณพ่อ หรือ Father ซึ่งเป็นฝรั่ง (ไม่ทราบว่า เป็นฝรั่งชาติใดเหมือนกัน) ระหว่างที่เรียนอยู่ ผมจำได้ว่า เราไม่ค่อยมีโอกาสพูดภาษาอังกฤษนัก แม้จะมีการส่งเสริมให้พูดกันมากๆ และแม้จะเรียนกับคุณพ่อที่เป็นฝรั่ง เพราะเวลาคุณพ่อมาสอน ท่านมักเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับอาณาจักรโรมันเสียมาก เนื่องจากเนื้อหาในหนังสือที่เรียนนำเอาประวัติศาสตร์โรมันมาให้อ่านเป็นตัวอย่าง บางครั้งแทบจะลืมไปว่า นั่นเป็นชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ เพราะเวลาท่านเล่า ท่านก็เล่าเป็นภาษไทยครับ !!

ช่วงที่เรียนที่โรงเรียนจงฝา ผมมีเพื่อนสนิทมากๆ 2 คนที่เกือบจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานเลียนแบบเล่าปี่ เตียวฮุย และกวนอูในสามก๊ก แต่พอจบ ป. 4 เพื่อนคนหนึ่งก็ย้ายไปเรียนที่อื่น และขาดการติดต่อกันตั้งแต่นั้นมา ส่วนเพื่อนอีกคนย้ายไปเรียนโรงเรียนหลวง (โรงเรียนที่ผมเรียนเป็นโรงเรียนราษฎร์) ผมรู้สึกว่า เขาได้เปรียบในการเรียนภาษาอังกฤษ เพราะมีอาสาสมัครชาวอเมริกันชื่อ John มาสอนภาษาอังกฤษให้ และเพื่อนผมคนนี้ก็มีความสนิทสนมกับครูอาสาสมัครคนนี้อย่างมากจนเหมือนเป็นเพื่อนกันก็ว่าได้ ยามที่ผมไปเยี่ยมเพื่อนคนนี้ที่บ้านก็เคยพบว่า ครูอาสาสมัครคนนี้ไปคุยกับเพื่อนผมที่บ้านบ่อยๆ ส่วนเขาคุยกันด้วยภาษาอะไรผมก็ไม่ทราบ เพราะไม่เคยได้ยินตรงๆ

ด้วยความที่มีเพื่อนที่เรียนกับครู John อาสาสมัครชาวอเมริกันคนนั้น ผมก็พลอยมีโอกาสได้พบกับครู John บ่อยๆ แต่ด้วยความที่เป็นคนบ้านนอกที่ขี้อาย ก็เลยไม่ค่อยกล้าพูดหรือสนทนามากนัก (แต่ก็ถือได้ว่า เป็นคนที่กล้ามากคนหนึ่งแล้วครับในสมัยนั้น) ผมยังนึกไม่ออกว่า เคยพูดภาษาอังกฤษกับครู John หรือเปล่า แต่สิ่งที่จำได้แม่นยำก็คือ ผมได้ขอชีทแบบฝึกหัดจากครู John มา และครู John ก็ยินดีจัดให้ผมเป็นชุด ไม่ทราบว่าทั้งหมดมีกี่หน้า แต่น่าจะหนาประมาณสักเกือบๆ 2 นิ้ว ผมก็นำชีทเหล่านั้นกลับไปทำ เสร็จแล้วก็ฝากเพื่อนไปให้ครู John ช่วยตรวจให้ และก่อนที่ครู John จะหมดสัญญากลับอเมริกา ก็ได้คืนชีทดังกล่าวที่ตรวจเสร็จแล้วมาให้

หลังจากนั้น ผมก็ไปเรียนต่อ ม.ศ. 4-5 ที่โรงเรียนสตรียะลา มีอยู่วันหนึ่ง ครูวันดีที่สอนภาษาอังกฤษมาบอกผมว่า มีคนมาหา เมื่อผมไปพบ ก็ปรากฎว่า คือ ครู John นั่นเองครับ เขากลับมาเมืองไทย และอุตส่าห์มาเยี่ยม เขาบอกว่า เขาทราบว่า ผมเรียนที่นี่จากเพื่อนสนิทของผมนั้นเองครับ

อ่านตอนที่ 2 

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 24 ธันวาคม 2550 23:44 แก้ไข: 04 มิถุนายน 2558 11:26 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

โอ้โห อาจารย์เก่งหลายภาษาจังค่ะ..ทึ่ง..
Ico48
โบ [IP: 118.173.156.99]
10 เมษายน 2551 09:22
#26690

สวัดดีคะ

 

หนูกะเป็นเด็กนักเรียนเก่าจงฝาคะ

 

ไม่ทราบว่าอ.มีโปรแกรมภาษาจีนไหม่คะ

 

poo4334-4334@hotmail.com

 

ช่วยส่งมาเมล์ลี้นะคะ

ขอบคุณคะ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.232.147.215
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ