นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2103
ความเห็น: 3

ตาบอด ..จัดดอกไม้ ..งาม

"เด็กๆจ๋า ที่นี่มีอะไรไว้ต้อนรับเด็กตาบอดบ้างหนอ"

วันนี้อยากแทนตัวว่า  "ฉัน"  ค่ะ

ไม่คุณเคยนัก ...แต่ก็ทำให้รู้สึกสนุกกับการเล่าเรื่องราว

 

.... ฉันเคยเล่าแล้วว่า ฉันได้รับมอบหมายให้จัดนิทรรศการจิตตปัญญาศึกษา  ซึ่งปีนี้มี กิจกรรม "จัดดอกไม้จัดใจ"  มาเป็นนางเอกของงาน  ...

บรรยากาศ สบายๆ กับถาดทรายละเอียดยิบ ...และกลุ่มเป้าหมายที่เราไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้ฉันวางกฏเกณฑ์ไว้ว่า  "เข้าห้องนี้จะต้องถอดรองเท้า"  ฉันว่ามันเป็นมาตรการในการคัดกรองคน แบบเดียวกะที่ใครบางคนบอกว่า  "เหล้าร้านนี้ราคาแพงมากเพราะเขาสกรีนให้คนมีระดับเท่านั้นเข้ามาได้"   

 

การถอดรองเท้าเข้าบ้านของฉัน  ก็เป็นการป้องกันให้คนไม่ตั้งใจจริง ...เกิดความขี้เกียจ และไม่อยากเข้ามา  จะว่ากีดกันเล็กๆก็พอได้นะ ...ก็กิจกรรมในห้องนี้ต้องการ  "หัวใจ" และรับจำนวนจำกัด

 แต่ความจริงก็คือ เหล้าแพง ก็สกรีนคนจนคนรวยไม่ได้ และคนที่ยอมถอดร้องเท้าก็ใช่ว่าจะอยากเรียนรู้จริงกันทุกคน

ผู้คนจึงทะลักทะล้นเข้ามาในบางช่วงขณะ ...ทั้งคุณครู ทั้งนักเรียน เด็กๆของฉันจัดคิวกันแทบไม่หวาดไหว  ...เด็กๆน่ารักและตั้งใจอย่างมากที่จะช่วยฉัน พวกเขาลากเสื่อออกไปกางกันที่หน้าบ้าน  เพื่อรั้งเหล่าลิงทะโมนไว้กับกิจกรรม ...ทายปัญหาคุณธรรม ...สะบักสะบอมกันเชียวค่ะ

 

ฉันทำนายคุณธรรมอยู่อย่างเพลิดเพลิน  ฟังเรื่องเล่าจากผู้มาขอคำทำนาย ... บางความอัดอั้นตันใจพร่างพรู ทั้งๆที่เราต่างเป็นคนแปลกหน้า ...

 

ฉับพลันนั้น  เด็กน้อยวัยทะโทนกลุ่มใหญ่ทยอยเข้ามาอย่างนุ่มนวล สิบห้าคนต่อหนึ่งกลุ่มเห็นจะได้  ที่คุณครูคอยต้อนแถวเข้ามา  ฉันชะงัก งง งัน ไปชั่วครู่ ... สบตากับบรรดาพี่เลี้ยงของตัวเองอย่างขอคำปรึกษา

"เด็กๆจ๋า ที่นี่มีอะไรไว้ต้อนรับเด็กตาบอดบ้างหนอ"   นี่คือแววตาที่ฉันสื่อสารไป

ฉันยอมรับว่า ฉันปฎิบัติต่อเขาไม่เหมือนเด็กสายตาปกติ  ฉันให้อภิสิทธิ์แก่เขาเล็กน้อย ด้วยการอนุญาตให้นั่งรอจัดดอกไม้ และทายปัญหาอยู่ในห้อง  ซึ่งเหล่าลิงทะโมนทั่วไปจะโดนไล่กลายๆ ด้วยการเชิญชวนให้ไปเล่นระบายสีรออยู่นอกห้อง เพราะเราต้องการเงียบตามสมควร ... แต่คราวนี้ ฉันยอมให้เด็กๆส่งเสียงดังในห้องได้  โดยบอกผู้มาทำนายคุณธรรมว่า "เป็นโอกาสอันดีที่คุณจะได้ฝึกสมาธิขั้นสูง" ความสงบนั้น อยู่ในใจเราได้เสมอ   ^_____^

 

แต่ฉันไม่มีสมาธินักหรอกค่ะ 5555  

 ไม่มั่นใจว่าเด็กๆจะดูแลน้องได้ดีหรือไม่  ไม่มัน่ใจว่าห้องนี้จะทำให้เขาแตกต่างไปจากคนปกติไหม ความกังวลคงฉายชัดในแววตา

เด็กๆของฉัน พยายามช่วยน้องถอดรองเท้า ..ในขณะที่คุณครูร้องเสียงหลงว่า  น้องทำเองได้ค่ะ ...แค่่ช่วยหาที่นั่งให้ก็พอ (ประทับใจคุณครูมาก)

 

ความอาทรต่อกันนั้น  เป็นความมหัศจรรย์ในชีวิตสำหรับฉัน 

เด็กๆ ยกถาดทรายมาให้น้องตาบอดเล่น โดยไม่เหน็ดเหนื่อยที่จะคอยตามเก็บกวาด   ในแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเมตตา 

ภาพที่น้องสัมผัสทรายนุ่มละเอียดอย่างเบามือ ค่อยๆลูบหินเล็กใหญ่ทีละก้อน ละมุนตา  ฉันนึกถึงภาพเจ้าลิงทะโมนทั้งหลายที่แทบคว่ำถาดทรายฉันทิ้งด้วยความมันมือและอมยิ้มขึ้นมา  

โลกที่มืดมน คงสอนให้น้องตาบอดทำอะไรอย่างช้าช้า ...ใคร่ครวญทุกขณะ 

บางครั้ง ข้อจำกัดที่ต้องช้านั้นก็อาจจะทำให้เขาสัมผัสความงามที่นุ่มนวลได้มากกว่าคนตาดี

 

ฉันเพิ่งรู้ว่าตนเองมีความสุข  เมื่อสังเกตเห็นคนตาดีในห้อง หันมายิ้มสบตากัน ..ที่น้องคนตาบอดยิ้มแย้มแจ่มใส ในห้องนี้ 

 

 พี่ๆ ขยันหาปัญหาสารพันที่เกี่ยวกับความดีงาม มาไถ่ถามให้น้องมีส่วนร่วม ...แต่แล้วน้องได้กลิ่นดอกไม้  ... และน้องอยากจัดดอกไม้

 

ฉันยังคงนั่งทำนายคุณธรรมให้คุณครูของน้องตาบอดมา  ในขณะที่  "พี่ส้ม"  พี่สาวจากมูลนิธิเอ็มโอเอ ซึ่งมาเป็นวิทยากรจัดดอกไม้โคริงกะให้นั้น กำลังสอนน้องๆที่ตาบอดจัดดอกไม้

 

ฉันแทบกลั้นหายใจกับความงดงามตรงหน้า

เด็กๆของฉันกำลังได้เรียนรู้บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าบทเพลง "ต้นชบากับคนตาบอด"  พวกเขาได้เห็นภาพน้องๆตาบอด ค่อยพิศดอกไม้ทีละดอกด้วยมือที่นุ่มนวล  พี่ส้มบอกให้น้องๆค่อยๆเลือกดอกไม้ ที่รู้สึกว่าสวยที่สุด ดอกไม้ที่เรียกเราให้นำเขาไปประดับแจกัน

 

ฉันคิดเอาเองว่า คนตาบอดคงหยิบเอาสักดอกหนึ่ง แต่ที่ฉันเห็นคือเขาสัมผัสดอกไม้ทุกๆดอก และเลือกดอกที่สวยที่สุด  ในยามที่ต้องเลือกแจกัน เขาสัมผัสแจกันทีละใบ  และเลือกใบที่เขารักที่สุด  เขาค่อยๆบรรจงปักดอกไม้ลงในแจกัน

 

ในภาวะที่คนสายตาปกติ ต้องถอยออกมา เพื่อชมดอกไม้ว่าเราพอใจหรือไม่ ...น้องๆวางมือ  และค่อยๆสัมผัสทั้งดอกไม้และแจกัน เพื่อชื่นชมดอกไม้ที่เขาจัด 

 

ฉันถามพี่ส้มว่า ... เราจะรู้ได้อย่างไรว่าน้องๆเขาชอบดอกไม้ที่เขาจัด

พี่ส้มตอบฉันว่า  ...  ก็เหมือนคนสายตาปกติค่ะ ..

เมื่อคนจัด "ยิ้ม"  นั่นแปลว่าเขาพอใจ  และนั่นคือความงาม 

 

จบบันทึกนี้แล้ว "รอยยิ้ม"  นั้น ยังพิมพ์ใจอยู่ค่ะ

 

ด้วยมิตรภาพและความรัก

หมวดหมู่บันทึก: พัฒนางานประจำ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 01 กันยายน 2554 20:52 แก้ไข: 01 กันยายน 2554 21:15 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 mandala, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

บางทีความอยากรู้ อยากเรียน อยากเห็น อยากทำ อยากได้ มันมีมากจนเราละเลยสิ่งที่เรียกว่าการ "สัมผัส"

แต่เมื่อเราถูกจำกัดให้เรียนรู้ ให้ทำ ในขอบเขตจำกัด เราใช้เวลากับการเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นด้วยความละมุนละไม การเรียนรู้อาศัยการ "สัมผัส" เข้าสู่ข้างใน เรียนรู้จากภายใน

ยิ้มละไม

เราเอง

เสียงของการตบมือข้างเดียว เป็นอย่างไร?

เป็นส่วนของ อาตนะภายในที่มี 6 ช่องทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่สัมพันธ์กับอายตนะภายนอก ที่มี 6 เหมือนกัน คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สัมผัส) ธรรมารมณ์ สองส่วนนี้สัมพันธ์ใกล้ชิดกัน สำคัญมากๆในชีวิตประจำวันและการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ เพราะต้องพบเจออยู่ตลอดเวลา เผลอไม่ได้ทีเดียว เผลอเมื่อไหร่ สุข-ทุกข์เกิดทันที มันเป็นเช่นนั้นเองแหละครับ

ความสวยงาม สัมผัสได้ด้วยใจ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.238.147.211
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ