นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1960
ความเห็น: 6

คุณอัศวินที่ขี่ม้าขาวมาช่วย...ทุกครั้ง

หลายๆ ครั้งในการใช้ชีวิต การทำงาน...เวลาท้อ เวลาเครียด เวลาออกจากวังวนอะไรไม่ได้....อัศวินที่ขี่มาขาวมาช่วยทุกครั้งดูเหมือนจะเป็นคุณ...."คิดบวก"  นี่หล่ะคะ

คิดบวกได้กำไรเห็นๆ ที่เห็นเลยคือได้ 2 ขีด (- ขีดเดียว, + สองขีด)

ดิฉันอ่านบทความของคุณเบิร์ดคนเขียนบันทึกที่ดิฉันชื่นชอบอีกคนใน gotoknow.org
หลายวันก่อนจึงส่งอีเมลไปขออนุญาต นำบทความเรื่องคิดบวกของเธอมาแปะไว้ให้...ชาว share ของเราได้เห็น สำนวนและลีลาของเธอ....วันนี้เธอตอบอนุญาตมาแล้วจึงขอนำมาลงให้อ่านกันค่ะ 

.............................................

ความคิดเชิงบวก ( Positive  thinking )  สำคัญไฉน ?

ในชีวิตคนเรานั้นความคิดเชิงลบจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าความคิดเชิงบวกเยอะค่ะ เพราะธรรมชาติของมนุษย์จะพร้อมที่จะมองเห็นความบกพร่องมากกว่ามองเห็นข้อดี...ทำให้เราถนัดที่จะตำหนิ กล่าวโทษเรื่องราว คน และสถานการณ์ต่างๆ กรรมหรือแม้กระทั่งตัวเราเอง ! ..เพราะง่ายและชินมากกว่าที่จะมองให้ลึกขึ้นอีกระดับหนึ่ง

 “ ความคิดเชิงบวก “เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยมุมมองและการคิดที่ลึกซึ้งกว่าเชิงลบมากมายนักค่ะ ไม่ใช่เป็นการคิดชั้นเดียวจากการเห็นแล้วสรุปความเลยว่าสิ่งนั้นไม่ดี แต่ต้องเกิดจากมุมมองที่เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น(โดยเฉพาะเรื่องไม่ดี ไม่ถูกใจ) ย่อมมีประโยชน์หรือความดีแฝงอยู่ด้วยเสมอ...

ดังนั้นการมองโลกเชิงบวก ( positive thinking ) จึงหมายถึงการมองสิ่งต่างๆอย่างเข้าใจ ยอมรับได้ในด้านลบมองปัญหา ความทุกข์ ความไม่ราบรื่น ความไม่ถูกใจว่าเป็นเรื่องธรรมดา และรู้จักเลือกใช้ประโยชน์จากด้านบวกที่แฝงอยู่จากสิ่งนั้นๆ ได้ เพราะเหตุการณ์บางอย่าง เราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด  แต่เมื่อเกิดขึ้นไปแล้ว เราสามารถเลือกได้ว่าจะมองและรู้สึกกับมันอย่างไรค่ะ...

มาดูหลักการมองโลกเชิงบวกแบบตามใจฉัน ( อีกเหมือนเดิม ) กันค่ะ
 

บันไดขั้นที่ 1 : มองตัวเองว่าดี
การที่คนเราจะมองโลกหรือมองคนอื่นในแง่ดีได้  ต้องมาจากพื้นฐานที่มองและเชื่อว่าตัวเองดีเสียก่อนนะคะ  ขั้นตอนเพื่อการมองตัวเองว่าดี มีดังต่อไปนี้ค่ะ
- หาข้อดีของตนเอง ลองสำรวจพิจารณาข้อดีของตนเอง (ไม่ใช่การเข้าข้างตัวเองนะคะ) อาจเป็นความดีเล็กๆน้อย เช่น พาคนแก่ข้ามถนน ช่วยลูกนกที่ตกต้นไม้ ฯลฯ เพื่อให้เกิดความรักและความภาคภูมิใจในตัวเองไงคะ

- ถ่อมตัว  การมองเห็นว่าความดีของตนเองนั้นมีไว้เพื่อบอกตัวเราเองให้เกิดความพอใจในตัวเอง รักตัวเอง แต่ไม่ใช่เพื่อข่มหรือคุยทับคนอื่น การถ่อมตัวจึงเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่พึงจะมีควบคู่กัน ค่ะ

- นอกจากจะรู้จุดแข็ง(ข้อดี)แล้ว ยังควรต้องสำรวจจุดอ่อนของตนเองด้วยนะคะ เพราะเมื่อเรายอมรับได้ว่านั่นคือข้อบกพร่องของเราจริงๆ ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด

- เพิ่มความดี แม้จะรู้ว่าตนมีข้อดีในด้านใดบ้าง ก็ไม่ควรหยุดตัวเองไว้เพียงเท่านั้นค่ะ  แต่ควรเพิ่มคุณสมบัติอื่นๆที่ดีให้มากยิ่งขึ้น อาจเริ่มต้นโดยการตั้งเป้าหมายเป็นข้อๆว่าอยากจะทำอะไรดีๆเพิ่มขึ้นบ้างแล้วค่อยๆฝึกฝนไปทีละข้อ งานนี้เป็นการเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองให้มากขึ้นได้ด้วยนะคะ

บันไดขั้นที่ 2 : มองคนอื่นว่าดี
   เมื่อผ่านบันไดขั้นแรกมาแล้ว จะทำให้เราเริ่มตระหนักว่าคนทุกคนล้วนแต่ไม่สมบูรณ์ ย่อมมีข้อบกพร่องมากน้อยแตกต่างกันออกไป เพราะแม้แต่ตัวเราเองก็ยังมีข้อเสียนี่คะดังนั้น การมีชีวิตที่มีความสุขจึงหมายถึงการอยู่ร่วมกันโดยเลือกมองและใช้ประโยชน์จากความดีที่ผู้อื่นมีอยู่    โดยไม่ใช่การเสแสร้ง แกล้งทำนะคะ แต่เรามองเห็นความดีของเขาจริงๆ

บันไดขั้นที่ 3 : มองสิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ขาดหาย
   เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆขึ้น ลองมองความทุกข์หรือปัญหานั้นเป็นเรื่องธรรมดานะคะ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วย่อมกลับไปแก้ไขไม่ได้ แต่เราสามารถนำมาพิจารณาได้ว่าในวิกฤติที่เราพบนั้นมีข้อดีอะไรแฝงอยู่หรือจะใช้ประโยชน์จากปัญหานั้นได้อย่างไรบ้าง เช่นผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งรู้สึกว่า รักตัวเองมากขึ้น เลิกทำอะไรไร้สาระ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจมากขึ้น เช่น ฝึกสมาธิ ช่วยเหลืองานการกุศล   เป็นต้น

บันไดขั้นที่ 4 : หมั่นบอกตัวเอง
   ขึ้นชื่อว่าเป็นความคิดส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่กับเราไม่นานหรอกค่ะ
 (ถ้าไม่คิดซ้ำๆวนเวียนด้วยเหตุด้านลบเช่นความโกรธความกังวล ความไม่พอใจต่างๆ ฯลฯ เป็นส่วนใหญ่นะคะ ) แต่ความคิดก็มักเป็นต้นทางและบ่อเกิดของการกระทำของเรา ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องทำให้ความคิดดีๆอยู่กับเราตลอดเวลาค่ะ เช่น

บอกตัวเองว่าเป็นคนเก่งทุกครั้งที่ทำอะไรสำเร็จ แม้จะเป็นเพียงความสำเร็จเล็กน้อยก็ตาม บอกตัวเองว่าเพื่อนร่วมงานก็เป็นคนดีคนหนึ่งแม้เขาจะมีข้อบกพร่องหลายอย่าง

บอกตัวเองว่าเราโชคดีที่ได้ทำงานยากๆแม้ค่าตอบแทนจะน้อยแต่ก็ทำให้เราได้ประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ  ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเป็นคนมองในแง่บวกได้ดีขึ้นๆ และมีความสุขในชีวิตได้ง่ายมากยิ่งขึ้นค่ะ เพราะจะอยู่กับใครก็ได้ ไม่ถูกขังอยู่ในความคิดที่ทำให้เกิดทุกข์ของตัวเองจนคลื่นความหงุดหงิดกระวนกระวายส่งแผ่ไปทำให้คนอื่นไม่มีความสุขในการอยู่ร่วมกับเราและท้ายที่สุดก็เหงาเพราะพูดทีไรคนรอบข้างหายหมดทุกที

บันไดขั้นที่ 5 : ใช้ประโยชน์จากคำว่าขอบคุณ
   เคยมีคำสอนจากอาจารย์เซนท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า เมื่อต้องพบเจอเรื่องร้ายจงยิ้มแล้วกล่าวคำว่าขอบคุณ เพราะนั่นคือบททดสอบที่ดีของการมีชีวิตที่เข้มแข็ง  หากมีคนด่าว่าเราการกล่าวคำว่าขอบคุณ แทนที่จะโต้ตอบ จะช่วยลดท่าทีความรุนแรงลงได้เกือบทั้งหมด ทั้งยังทำให้บุคคลนั้นแปลกใจ และอาจกลับไปพิจารณาพฤติกรรมของตัวเองได้โดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรสักคำ...หากเราตั้งสติและพินิจพิเคราะห์อุปสรรคต่างๆอย่างมากพอ เราจะรู้สึกขอบคุณต่อข้อขัดข้องเหล่านั้นเช่นเดียวกันค่ะ อย่างน้อยก็ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น  เข้าใจจากความผิดพลาดว่าสิ่งใดไม่ควรทำ (แม้ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะสำเร็จก็ตาม) และช่วยให้รอบคอบมากขึ้นเพื่อไม่ผิดพลาดซ้ำอีก..


เบิร์ดชอบคำพูดของโธมัส อัลวา เอดิสัน มากเลยค่ะ เค้าเคยบอกกับผู้ช่วยในระหว่างการทดลองประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าว่า "เราไม่ได้ล้มเหลวจากการทดลอง 700กว่าครั้งที่ผ่านมา แต่เรากำลังเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่า มี 700 วิธีที่ไม่ควรทำ และใกล้จะพบคำตอบแล้ว "... ช่างเป็นการมองเชิงบวกที่สมบูรณ์แบบเสียนี่กระไรนะคะ!   

ความผิดพลาด ความไม่พอใจ  ความผิดหวังจึงเป็นบันไดขั้นสำคัญในการเรียนรู้  หากรู้จักใช้ประโยชน์ ก็ไม่ถือว่าสูญเปล่าเลยนะคะ การมองโลกในแง่ดี จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีคิดเพื่อการใช้ชีวิตที่มีความสุข ที่เริ่มต้นง่ายๆได้จากตัวเรานี่เองค่ะ ^ ^

ตามอ่านบันทึกเธอได้ที่นี่ค่ะ http://gotoknow.org/profile/birdton

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 15 กุมภาพันธ์ 2551 16:31 แก้ไข: 15 กุมภาพันธ์ 2551 17:50 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
มดแดง [IP: 192.168.100.112]
15 กุมภาพันธ์ 2551 16:51
#20633

เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา
จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู
ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย
จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง.

    (มองแต่แง่ดีเถิด :  คำสอนของท่านพุทธทาส)

 


(^_^)
Ico48
Kon1Kon (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
17 กุมภาพันธ์ 2551 12:44
#20760

ใช่ค่ะ..ใน Bible ก็สอนไว้ว่า "จงขอบคุณทุกกรณี" เพราะว่าในที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็ย่อมส่งผลดีกับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งค่ะ..

     เห็นด้วยคะ

     ตะกี้ยังเขียนไม่เสร็จเลย แต่ดันกดพลาดไป จึงต้องเข้ามาเขียนต่อ

     เห็นด้วยคะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง ต่างเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนแห่งชีวิตทั้งนั้น

     @^_^@  ขอให้โลกสงบสุข

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.232.51.247
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ