นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 3484
ความเห็น: 5

เริ่มต้นเขียนบันทึก....ได้ยังไง....

ดิฉันเริ่มเขียนบันทึกผ่าน Blog ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มกราคม  2549 ที่ Gotoknow.org  จนเวลานี้ย้ายวงมาเขียน ที่ Share.psu.ac.th แห่งนี้อย่างถาวร นับเวลารวม 743 วันแล้ว 

ดิฉันไม่ได้เป็นคนเขียนบันทึกที่ดีที่น่าเอาเป็นแบบอย่าง...ไม่ได้เขียนบันทึกได้ เร้าใจ น่าติดตาม แต่ทว่ามีความสม่ำเสมอในการพยายามเล่าเรื่องจากหน้างาน สาระบ้างไม่สาระบ้างของการมีชีวิตขยันอ่านบันทึกคนอื่น..อย่างตั้งใจ..และเก็บเกี่ยว...แรกๆ เขียนเดือนละ 1 บันทึก เมื่อเข้ามาคลุกคลีเริ่มเห็นประโยชน์ของการเขียนที่ได้กับตัวเองเช่น

1.จัดลำดับความคิดในการเล่าเรื่องของตัวเอง
2.คิดทบทวนเรื่องงาน ของตัวเอง
3.นำเสนอสิ่งที่ตัวเองคิด
4.ฝึกการใช้ภาษา...
5.ฝึกควบคุมอารมณ์เมื่อไม่ถูกใจ...ไม่พอใจ
6.ฝึกเปิดรับ มองในมุมอื่น
7.ฝึกการให้....ให้ความรู้  ให้เทคนิค ให้โอกาสตัวเองในการนำเสนอเรื่องราวสู่ผู้อื่น
8.ฝึกการมอง...ในมุมอื่น อีกด้าน

ในโอกาสที่ได้ออกเดินสาย ขายความคิดในการใช้ชานชาลา
คำถามที่ฮิตติดชาร์ทคือ ไม่รู้จะเขียนเรื่องเล่าอะไร บางคนก็บอกว่ามีเรื่องที่ตัวเองทำอยู่เยอะแยะแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเล่าอย่างไร บ้างก็บอกว่าบันทึกบ้างแล้วแต่ก็ไม่มีใครเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อท้ายบันทึกเสียที ทำให้รู้สึกว่าเขียนไปก็ไม่มีคนอ่าน พาลไม่อยากเขียนเข้าไปอีก
งานหน้าตักเต็มไปหมด...เขียนกันตอนไหนเนี่ย! ทำงานตัวเองก็ไม่ทัน มัวแต่นั่งเขียน...ตกลงจะเอางานหรือจะให้เขียนสารพัดที่จะเอื้อนเอ่ย...เป็นเหตผลแห่งการไม่เขียนของตน

ดิฉันไม่สามารถตอบตรงๆ แต่ละคำถามได้หรอกค่ะ

แต่รู้ว่าเมื่อตัวเองเริ่มชอบจึงนำมาจัดสรรเข้าเป็นวิถีชีวิตเริ่มเขียนทยอยขึ้นมาบ่อย ๆ สม่ำเสมอจนเขียนทุกวัน..เห็นอะไรก็เขียนได้ไปหมด จิ้งจกตกมาจากหลังคาก็เอามาเขียนได้ เขียนตุนไว้เรื่อยๆ จังหวะไหนจะเอาเรื่องไหนลงก็ post

แรกๆที่เขียนบันทึกก็ไม่มีใครมาเขียนต่อท้ายบันทึกเลยไม่เป็นไร..เราก็ทำหน้าที่ของเราในการเขียนอย่างซื่อสัตย์ ตามความตั้งใจเดิมของเรา

ชวนเพื่อนๆ เขียนบ้างเวลาที่เราอ่านบันทึกใครที่อ่านแล้ว ชอบๆ ก็ link ไปให้เพื่อนอ่านบ้างแนะนำตัวให้เจ้าของบันทึกนั้นรู้จักเราไปด้วยบ้าง
ทุกครั้งที่เราเข้าไปแสดงความคิดเห็นนั้น ต้อง log in เข้าระบบเขาจะได้ตามมาหาเราถูกอย่าลืมที่จะเขียนบันทึกของเราขึ้นไปใหม่เรื่อย ๆ

เขียนเรื่องที่ดีคือการเขียนเรื่องราวที่เราปฏิบัติอยู่ เป็นความรู้ จากการปฏิบัติที่เราเรียกว่า Tacit Knowledgeไม่ควรไปคัดลอกมาจากหนังสือหรือเว็บไซด์นั่นเป็นความรู้จากตำรา หรือ Explicit Knowledge
ใครก็หาอ่านเองได้ แต่ทว่าหากจะนำมาประกอบบันทึกประกอบความเห็นของเราก็ไม่ผิดกติกา  ความรู้จากการปฏิบัติเป็นเคล็ดลับเป็นเทคนิคเฉพาะตัวที่ใคร ๆ เข้ามาอ่านแล้วจะเกิด ความสนใจ ซึ่งเราต้องเขียนให้เป็นประเด็นขั้นตอนเห็นวิธีการปฏิบัติโดยใช้ภาษาง่าย ๆ เข้าใจได้ง่าย ๆ  อาจเดินเรื่องโดยใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม อย่างไร  จบด้วยการ “สรุป” ทิ้งท้ายบอกผลของเรื่องที่ทำของเหตุการณ์หรือ ข้อคิดที่ได้จากการทำ ทิ้งประเด็นกระตุกต่อมคิดของผู้อื่นต่อได้

ตกแต่งตัวอักษรและข้อความให้อ่านง่าย มีรูปมาประกอบเรื่องจะยิ่งน่าสนใจ การตั้งชื่อเรื่องให้ชวนติดตามก็สามารถทำให้เพิ่มความน่าสนใจได้เช่นกัน


เมื่อเขียนบันทึกขึ้นไปแล้ว จะต่อด้วยการเข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่นสักพักหนึ่งเสียก่อนที่จะออกจากการเชื่อมต่อ การเข้าไปอ่านและแลกเปลี่ยนต่อท้ายบันทึกของผู้อื่น ...เป็นวิธีการเพิ่มกัลยาณมิตรได้ดี
และช่วยเสริมแรงให้ผู้อื่นพร้อมกันไป

เราต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยสำนวนในทางบวก หากมีความเห็นต่าง ควรใช้ถ้อยคำที่สุภาพนุ่มนวล ให้เกียรติเจ้าของบันทึก ไม่แสดงความเย้นหยันล่วงละเมิดคนที่คิดต่าง ผู้มาร่วมแสดงความคิดเห็นในบันทึก รวมถึงการเข้าไปแลกเปลี่ยนกับผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มาก ๆ เป็นประจำ จะทำให้สามารถพัฒนาความคิดและวิธีคิดของตัวเองเพิ่มมากขึ้นได้เรื่อย ๆ

ไม่ต้องกังวลกับความเห็นท้ายบันทึกมีบ้างไม่มีบ้างไม่ต้องเก็บมาเป็นสาระ เขียนบันทึกใหม่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นเรื่องที่ตรงกับความสนใจของผู้ใดเข้า เขาก็จะเข้ามาแลกเปลี่ยนกับเราเอง...

ลีลา ท่าทางเป็นเฉพาะตัวของแต่ละคน ที่ลอกเลียนได้ยากต้องลองเข้าไปอ่านบันทึกของท่านที่เขียนอย่างมีที่โดนซึ่งอาจโดนแตกต่างกัน

ข้อสำคัญ...อย่ายอมแพ้...ท้อแท้ใจ...หากจะเปรียบเทียบคงเหมือนการตั้งใจทำอะไรให้สม่ำเสมอเช่น ออกกำลังกาย การอดบุหรี่ การลดความอ้วน (ยากมั้ยหล่ะ) พอเขียนได้ทำได้ผ่านไประยะหนึ่ง ก็จะกลายเป็นสิ่งที่เราสามารถปฏิบัติได้เป็นประจำ

อย่าลืมตั้งเป้าหมายไว้ว่าเดือนนี้เราจะบันทึกกี่วัน กี่บันทึก ทยอยเขียนเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะสามารถเขียนบันทึกได้ เป็นวิถีชีวิตไปโดยปริยาย

ขอให้มีความสุขกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่ะ

 

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 13 กุมภาพันธ์ 2551 17:50 แก้ไข: 13 มิถุนายน 2552 20:23 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

จะเอาความรู้จากที่อื่นมาเขียนก็คงจะได้อยู่นะครับ

หากคิดว่าในสังคมแห่งนี้ยังไม่รู้

ก็หลากหลายไว้ก่อนในช่วงเริ่มแรก

พอแก่กล้าก็น่าจะเริ่มใส่ความเห็น/ความรู้ของเราเพิ่มเข้ามาได้เองแหละครับ

ขอคิดต่างหน่อยนะครับ


  • คุณ คนธรรมดา
  • จะเอาความรู้จากที่อื่นมาเขียน ได้อยู่ค่ะมันอยู่ที่เจ้าของบันทึก ว่าต้องการสื่ออะไร 
  • หลากหลายทั้งในช่วงแรกและช่วงปลายs นั่นคือสีสันและรสชาดของการได้เข้ามาร่วมในชานชาลา นั่นหล่ะ.
  • ไม่ต้อง แก่...ไม่ต้องกล้า ก็ใส่ความเห็นในมุมของตนได้นี่คะ (ข้อนี้ขอคิดต่างเช่นกัน)
  • ด้วยความเคารพ

ผมว่าส่วนหนึ่งที่ยากสำหรับหลายคนที่จะเริ่มเขียน ก็คือการที่เราไปตั้งธงไว้ว่าต้องเป็น tacit knowledge

หลายครั้งผมเองก็สับสน ว่าที่ผมเขียนอยู่เป็นความรู้แบบติดตัวฝังลึกที่ผมพัฒนาขึ้นมาเอง หรือว่าเป็นความรู้ที่ผมได้มาจากตำราหรือค้นคว้าจากแหล่งศึกษาอื่น หรือได้มาจากการแลกเปลี่ยนกับคนอื่น

ไอ้ครั้นจะมองว่าเขียนเรื่องราวของเราจากงานประจำ แต่ละคนก็มีงานประจำต่างกันอีก
ยกตัวอย่างทางด้านวิทยาศาสตร์ (เอาศูนย์เครื่องมือฯ เป็นตัวอย่างก็ได้ครับ ชัดดี) การเขียนสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันในทางวิทยาศาสตร์จะต้องชัดเจน ถูกต้อง ตรวจสอบได้ ทำซ้ำได้โดยได้ผลไม่ผิดเพี้ยนกันมากนัก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ซึ่งแหล่งที่มาเหล่านี้ถูกจัดไปอยู่ในกลุ่ม explicit เสียอีก ถ้าเราอิงตามเกณฑ์ในการจัดจำแนกความรู้ออกเป็นสามกลุ่มแบบที่ผมเขียนไว้ข้างล่าง

หรือแม้แต่ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ความรู้เหล่านี้ได้มีการบันทึกไว้แล้วทั้งนั้น อยู่ที่ใครไปย่อยเนื้อหามาแล้วเอามาแบ่งปันแลกเปลี่ยนกันในวงให้คนอื่นเข้าใจด้วยง่ายๆ เท่านั้นเองครับ

ในเบื้องต้น ถ้ามันจะคละปะปนกันระหว่าง tacit (ความรู้ที่อยู่ในตัวเรา คนอื่นไม่รู้), implicit (ความรู้ที่อยู่ในตัวเรา คนอื่นรู้บ้างไม่รู้บ้าง และยังไม่ได้จัดเก็บ หรือเขียนออกมาให้เป็นเรื่องเป็นราว), explicit knowledge (ความรู้ในสองกลุ่มข้างต้น ที่ได้มีการบันทึกจัดเก็บไว้แล้ว) บ้าง ก็ถือเป็นเรื่องปกติครับ เพียงแต่เราต้องค่อยๆ กระตุ้นให้เขาเล่าในส่วนที่เขาสะสมในตัวออกมาเรื่อยๆ ให้ได้มีการไหลเวียนแลกเปลี่ยนกันเท่านั้นเองครับ

เหมือนๆ เราไปบีบคอห่านให้ออกไข่ทองคำมา ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ บางอย่างต้อง build อารมณ์กันนาน

ความมั่นใจในการเขียนของทุกคนจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามประสบการณ์ครับ รวมถึงการต้อนรับ (อย่างอบอุ่น) จากทุกคนด้วย
แรงเชียร์ รอยยิ้มเป็นเรื่องสำคัญมาก เช่นเดียวกัน เพราะมันหมายถึงว่า กระโดดเข้ามาในสนามแล้วมีเพื่อน ไม่ใช่มีแต่แรงคาดหวังเต็มไปหมด กดดันแย่ครับ ถ้าเป็นแบบนั้น

พอคุ้นกันแล้ว อะไรๆ ที่เป็นเทคนิคเฉพาะตัว (ซึ่งหลายสาขายังต้องอิง explicit knowledge อยู่นะครับ) ก็จะค่อยๆ ออกมา

Ico48
mandala (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
15 กุมภาพันธ์ 2551 13:38
#20578

เริ่มต้นเขียนบันทึกโดยไม่เข้าใจว่า KM คืออะไร เพราะไม่ได้เข้าอบรมการเขียน share

บันทึกที่ตัวเองเขียนไปก็ไม่แน่ใจว่าเป็น KM มากน้อยแค่ไหน เพราะหลายต่อหลายเรื่องที่เล่าไปก็เกิดจากการอ่านตำราหรือสื่อต่างๆ

ในการทำงานโดยปกติก็จะนำทฤษฎีหรือความรู้ในตำรามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับงานนั้นๆ  บางครั้งแทบจะยกทฤษฎีทั้งหมดมาใช้ ซึ่งช่วยให้งานเราสำเร็จไปกว่าครึ่ง ไม่ต้องเริ่มต้นนับจากศูนย์

การบอกเล่าเรื่องจากหน้างานจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องมีข้อมูลจากตำรามาอ้างอิงประกอบ แต่อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะมีเทคนิคอะไรในการแปลงจากภาคทฤษฎีมาเป็นปฏิบัติ

เทคนิคตัวนี้หรือเปล่าที่เราเรียกว่า  tacit knowledge

เห็นด้วยอย่างที่สุดกับคุณ NovemberRain  ว่า แรงเชียร์ รอยยิ้มเป็นเรื่องสำคัญมาก

Ico48
Pisan (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
15 กุมภาพันธ์ 2551 15:17
#20603

เป็นข้อคิดและคำแนะนำที่ดีมากเลย นี่แหละครับประโยชน์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผมเองนั้นเชื่อเสมอครับว่า ทุกคนมีความรู้ แต่อาจจะรู้ไม่เหมือนกัน เมื่อแลกเปลี่ยนกัน ความรู้ก็เพิ่ม เกิดประโยชน์ทั้งตัวผู้ให้ และตัวผู้รับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.232.51.247
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ