นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1876
ความเห็น: 4

ขอบคุณที่ใส่ใจ

เรื่องราวที่ได้จากการอ่านหนังสือขนาด 225 หน้า ขอบคุณที่ใส่ใจ ทุกวิกฤตผ่านพ้นไปได้จากเรื่องเล็กที่ชื่อ ความใส่ใจ เขียนโดย Han, Sang Bok  แปลโดย สุนทรี  ลาภรุ่งเรือง  ตามบันทึกที่เล่าไว้ที่นี่วานนี้ว่าเข้าร่วมสนุกกับโครงการชวนสมาชิก gotoknow ร่วมแลกหนังสือระหว่างกันในเดือนแห่งความรัก  โดยให้ส่งหนังสือและสรุปสิ่งที่ได้จากการอ่าน มา 1 หน้า A4  ไหนๆ ก็ทำแล้วจึงบันทึกมาแบ่งปันไว้ที่นี่ด้วย

 
ดิฉันซื้อหนังสือเล่มนี้เพื่อฆ่าเวลาระหว่างนั่งเครื่องบินกลับหาดใหญ่ ก็เพราะนิสัยไม่อยากสนใจคนอื่นนี่แหล่ะซื้อเพราะสะดุดตากับชื่อเรื่องรอบแรกอ่านแบบข้ามๆ  และมาอ่านจบรอบ 2 เมื่อคืนนี้ หนังสือเล่มนี้พยายามสื่อให้เห็นว่า คนที่ทำงานเก่งมากตั้งอกตั้งใจทำงานมักไม่ค่อยสนใจผู้อื่น และเป็นธรรมดาที่คนเก่งเช่นนี้ต้องเติบโต ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในหน้าที่การงานเพราะความสามารถของเขาเองแต่ไม่เสมอไปคนเก่งก็สามารถเจอกับวิกฤตต่างๆได้ถ้าไม่ใส่ใจผู้อื่น  ผู้เขียนเชื่อมโยงความรู้สึกนึกคิดที่อยากสื่อผ่านตัวละครชื่อ
วี ซึ่งเป็นคนหนุ่มรุ่น 40 ปี "วี" มักจะไม่ค่อยจะเห็นมุมอื่นๆ ไม่สนใจสังเกตสิ่งรอบตัว เขาใช้พลังที่มีอยู่ ทั้งหมดพุ่งไปที่ความสำเร็จในความพยายามในการทำงาน วีมีภรรยาและลูกสาว ซึ่ง วีไม่ค่อยสนใจครอบครัว วี ไม่ชอบไปพักกลางวันในเวลาที่เขาคนอื่นในสำนักงานพัก เพราะเขาไม่ชอบคนพลุกพล่านเขามักจะเดินไปกินตอนที่คนอื่นเขากินกันเสร็จแล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องเจอใคร วีไม่ชอบงานสังสรรทุกประเภท เขาจัดสรรเวลาให้กับงานเป็นความสำคัญลำดับที่หนึ่ง

และแล้ววันหนึ่งวีถูกจัดให้ไปเป็นหัวหน้าทีมงานที่มีปัญหาหมักหมม ยอดการขายไม่เคยเข้าเป้าและได้ชื่อว่าเป็นทีมที่ถูกแขวนลอยไม่มีฝีมือในการทำงาน  วีคิดว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรมซะเลย ที่คนมีความสามารถได้รับการตอบแทนแบบนี้ (จัดทีมงานที่ไม่ได้ส่งเสริมเขาเลย แต่อาจทำให้เขาหมดแรงในไม่ช้านี้) เขาไม่เคยเล่าอารมณ์ความรู้สึกของเขาให้ใครฟัง แม้แต่ภรรยาเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระและอ่อนแอ  


เขาแทบจะทนไม่ได้ในช่วงแรกเพราะไม่เข้าใจวิธีคิดของทีมงานการเสนอแนะความคิดเห็น แต่ละเรื่องเขาแทบจะทนไม่ได้ แต่เมื่อได้ร่วมงานกันไประยะหนึ่ง วีได้เรียนรู้การถ่อมตน  การรู้จักฟังผู้อื่น ผู้คนมีความคิดที่หลากหลาย เรียนรู้ที่จะมองจากมุมอื่นในทีสุดเขาก็ค้นพบว่าทีมงานมีความตั้งใจทำงาน  วีเริ่มจะสนใจว่าคนที่ทำงานไม่เก่ง วันๆ เขาคิดอะไร ทำไมผลงานพวกเขาจึงตกต่ำทั้งที่มีความตั้งใจในการทำงาน  และรู้ว่าทีมงานเช่นนี้ต้องการหัวหน้าทีมที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ ...ช่วยเหลือในการคิด ...ผู้จัดการจึงส่งเขามาเป็นหัวหน้าทีมนี้เพื่อใช้ความเก่งความมุ่งมั่นของเขาในการบริหารยอดขายให้บริษัท ขณะเดียวกันก็ส่งที่ปรึกษามา Coach ให้หนุ่มไฟแรงคนนี้มีชีวิตที่เต็มไม่แหว่งโหว่เบ้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งและที่สำคัญคอย Coach ให้เห็นคุณค่าของความใส่ใจกันในชีวิตการงานเขาได้รับคำชื่นชมมาตลอดชีวิต และไม่เคยทำงานลวกๆ เลยสักครั้งเดียวผลงานโดดเด่นก็ควรคู่กับการได้เลื่อนตำแหน่งที่รวดเร็วแต่เมื่อมาอยู่กับทีมงานที่ไม่สามารถเร่งผลงานได้ ไม่ว่าจะทำเช่นไร

 เนื้อเรื่องถูกผูกไว้กับ ระหว่างทีมงานของเขา และอีกทีมที่มียอดขายทะลุเป้า กริยาอาการที่ เขาสัมผัสกับภรรยาและลูก  รวมถึงที่ปรึกษาผู้มีประสบการณ์ในการบริหารผู้คนมาชั่วชีวิต วีจะได้รับการดึงให้มองในมุมอื่นจากที่ปรึกษา ท่านนี้เสมอเขาพยายามตักเตือนเรื่องการยอมรับบุคลิกที่แตกต่างกันของผู้คนในสำนักงาน มุมของการเสียสละมากกว่ามองเฉพาะความสำเร็จ แม้จะเป็นคนทำงานเก่งก็ต้องใส่ใจในการให้กำลังผู้อื่น ซึ่ง"วี"ถกเถียงกับที่ปรึกษาว่า แล้วมันผิดตรงไหน ที่ตัวเองสนใจที่ความสำเร็จของงานเป็นสำคัญกว่าเรื่องอื่นๆ การใช้เวลาคุยในเรื่องที่ไม่ใช่งานควรทำหรือ? ถ้าคนทั้งสำนักงานพากันพูดคุยเรื่องไร้สาระแล้วใครจะทำงาน ใครจะผลิตผลงานใครจะเร่งยอดขาย  ที่ปรึกษาพยายามบอก"สิ่งที่มากกว่าความชอบคือ ความสนุกสนานและรื่นรมย์ในการทำงาน"ซึ่งต่อให้ต้องเจอกับเรื่องยากมากแค่ไหนก็ต้องพยายามมองให้เป็นเรื่องที่รื่นรมย์ ให้ได้  การจะรื่นรมย์ได้ต้องรู้จักใส่ใจผู้อื่น เพราะโลกนี้ออกแบบมาให้ผู้คนใส่ใจกันเป็นเสมือนห่วงโซ่ที่ คอยประสานและเชื่อมโยงโลกนี้เข้าด้วยกัน ดึงผู้คนเข้าหากัน ผลัดกันให้ผลัดกันรับ ปัจจัยของการใส่ใจความใส่ใจไม่ใช่การเลือกแต่เป็นกฎของการอยู่ร่วมกัน   สังคมดำรงอยู่ได้ด้วยความใส่ใจ"ในที่สุด วีก็ใช้ความใส่ใจบวกพลังการนำ บริหารทีมงานของเขาเป็นทีมงานที่มียอดขายถึงเป้า และที่ปรึกษาเขาก็จากไป

   
ทุกวันนี้ดิฉันก็ดูเหมือนจะมีที่ปรึกษาที่มากประสบการณ์ เขามักชี้ช่องและชักจูงให้ดิฉันมองอะไรในมุมอื่นที่มากกว่ามุมงาน มุมความสำเร็จในการงาน ความรื่นรมย์และการออกกำลังกายเพื่อผ่อนคลาย และสอนเสมอว่าการทำงานที่มีความรื่นรมย์ควบคู่ไปได้ รวมถึงการอย่าลืมดูแลครอบครัว


ดิฉันก็เหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไปที่ตั้งใจทำแต่งาน จนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้างไม่ค่อยจะสานสัมพันธ์กับใคร สามีรึ!ก็อาจจะหมางเมิน(ไม่เด่นชัด)ทุกอย่างสะสมจากเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ดิฉันคิดว่าไม่สำคัญ แต่แล้ววันหนึ่งมันก็พอกพูน โชคดีที่มีที่ปรึกษาคอยบอกคอยทำให้เห็น ปฎิบัติเป็นตัวอย่าง
อ่านเรื่องนี้จบ ทำให้หัวใจอ่อนลง  และรู้สึกขอบคุณท่านที่ปรึกษาที่วิเศษสุดที่ดิฉันมีโดยไม่รู้ตัว

ปล.บันทึกนี้อาจดูแปลกตา เพราะเขียนใน Word แล้วมาแปะ ซึ่งเดิมจะเขียนใน Notepad แล้วแปะ

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 19 กุมภาพันธ์ 2553 17:34 แก้ไข: 19 กุมภาพันธ์ 2553 18:45 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา, Ico24 ปุกปุย, และ 2 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
[[ddlink]] [IP: 101.66.89.138]
29 พฤศจิกายน 2554 16:42
#72402

in the first quarter of this year over the Kunlun to combine the two but also

เห็นภาพชัดเจนและเข้าใจชัดแจ้ง

" ผิดตรงไหนที่เห็นงานสำคัญมากกว่าการพูดเล่นไร้สาระ"

"ผิดตรงที่ชีวิตขาดความรื่นรมย์ ในการอยู่ร่วมกันในหมู่คณะ"

"แต่ไม่ผิด ตรงที่ว่าจริตไม่ต้องกัน...ทำให้ไม่สามารถรื่นรมย์ได้กับทุกคน"

ฉะนั้นคงต้องเลือกทั้งสองอย่างค่ะี่จิ้บ

1. (บ้า)ทำงานแล้วมีผลงาน และรื่นรมย์กับคนจริตเดียวกันแต่น้อยหน่อย

กับ 2.ไม่ทำงานไม่มีผลงานรื่นรมย์แบบเอียนๆไปวันๆแต่คนมากหน่อย เอางั้ยดี!

ขออภัยเป็นอย่างยิ่ง

พิมพ์ตกคำว่า " พี่จิ้บ" ไปค่ะแฮ่ะ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.94.202.172
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ