นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2235
ความเห็น: 5

พึงพร่ำย้ำสำรวจกำแพงในใจ

การตัดสินตัวเองเป็นสิ่งที่ยากที่สุด คนเราจะตัดสินตัวเองได้ยากกว่าตัดสินผู้อื่น

ว่าจะเขียนบันทึกอยู่หลายที แต่ทุกทีก็ต้องปิดพับ เก็บไฟล์
นึกอะไรไว้ เขียนไม่เคยจบซะทีสิน่า
คราวนี้ลองใหม่ ดูซิจะจบมั้ย 55+

จากบันทึกนี้  ที่ย้ำให้ พึงพร่ำย้ำสำรวจตนเอง และบันทึกนี้ กำแพงในใจ
ส่งผลให้อยากเขียนอะไร ๆ เล็กน้อยถึงปานกลาง จึงคลอดบันทึกนี้ออกมางับ


เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้
แม้ว่าเราอาจอยู่บ้าน อยู่หอคนเดียว
แต่เราก็ต้องทำงาน ต้องเรียน ต้องกิน ต้องเที่ยว ต้อง....
หลายสิ่งหลายอย่างเราไม่ได้ทำคนเดียว (แต่ไม่ใช่ว่าสิ่งที่ทำคนเดียวจะไม่มี)
อยู่บ้าน ก็แวดล้อมด้วยครอบครัว
ถ้าครอบครัวไหนเป็นครอบครัวใหญ่ และสนิทสนมกันทุกคน
ก็คงมีพื้นที่สำหรับอยู่ตัวคนเดียวน้อยลง
ครอบครัวไหนที่ความสนิทสนมน้อยลงมา
ก็คงมีพื้นที่สำหรับอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น
(ความสนิทสนมแปรผกผันกับพื้นที่)
ขนาดครอบครัวและความสนิทกันภายในลดลง
พื้นที่สำหรับอยู่ตัวคนเดียวก็คงปรับตามสภาพแตกต่างกันไป
เมื่อคนเราไม่ได้มีแค่ครอบครัว
ไหนจะยังมีเพื่อน
เพื่อนข้างบ้าน
เพื่อนสมัยประถม
เพื่อนสมัยมัธยม
เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย
ตลอดจนเพื่อนที่ทำงาน
(ไม่นับเพื่อนใจ ฮิ้วววววววว)
จากที่พยายามร่ายยาวมาทั้งหมดนั้น
ไม่ได้เกี่ยวกับบันทึกค่ะ ....เอ้า....ร่ายมาซะยาว (ฮา)

จริง ๆ หลังจากที่ได้อ่านท่อนนึงจากบันทึกพี่เน็ก
ชอบมากมาย เลยเก็บมาเขียนต่อค่ะ

สิ่งที่เห็น ใช่เป็นสิ่งที่เห็น เช่นนั้นเสมอนา
เห็นด้วยตาเนื้อหาได้ใช่สิ่งที่เห็น

การคาดเดา บางครั้งไม่จำเป็นต้องคาดเดา
เพราะมันเป็นเช่นนั้นแล
เมื่อลมพัดก็อย่าขวางทางลมพัด
ปล่อยให้ลมพัดตามใจลมสมปรารถนา

ไม่ต้องคาดเดาว่าลมจะพัดอย่างไร ทางไหน รุนแรงแค่ไหน
เพราะมันเป็นเช่นนั้นแล

พึงพร่ำย้ำสำรวจตนเอง
พึงพร่ำย้ำสำรวจใจตนเอง
พึงพร่ำย้ำสำรวจตนเอง
มันเป็นเช่นนั้นแล

สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น
บางครั้งสิ่งที่เห็น อาจเป็นแค่การประจวบเหมาะ
ความบังเอิญ หรือความ... อะไรก็ตาม
ทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจตามสิ่งที่เห็น
ซึ่งมันอาจคลาดเคลื่อนไปจากความจริงที่เป็น
ถ้าหากผู้ที่พบเห็นได้ไถ่ถามก็อาจได้รับรู้ความจริงจากปาก
ว่าเหตุการณ์แท้จริงเป็นเช่นไร
แต่หากไม่มีการถาม แล้วทึกทักเอาเอง ว่า
เป็นเช่นนั้น เช่นนี้ คาดเดาไปต่าง ๆ นานา
สรุปสุดท้าย...เราได้รับข้อมูลแค่สิ่งที่เห็น แต่หาใช่ความจริงที่เป็นไม่...
แต่ไม่ว่ายังไง...ความจริง ก็ยังเป็นความจริงอยู่เสมอ

การคาดเดา บางครั้งไม่จำเป็นต้องคาดเดา
เพราะมันเป็นเช่นนั้นแล

เอิ๊กๆๆๆๆ

และจากที่ได้อ่านบันทึกของ อ. ป้อม ชอบค่ะ

โดยทั่วไปคนเรามักมีกำแพงในใจกั้นอยู่เสมอ โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว
ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้ากับลูกน้อง เพื่อนกับเพื่อน พี่น้อง หรือแม้แต่กับ พ่อแม่ก็ตาม
กำแพงที่เราสร้างขึ้นในใจเรา ลึก ๆ เราเองที่รู้ดีว่า มันมีมั้ย และสูงแค่ไหน
ไม่ว่าจะเป็นการจับผิด หรือการไม่ยอมฟังเหตุผล
ซึ่งการอยู่แต่ภายในกำแพงที่เราสร้างขึ้นมา แล้วใส่สิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะได้จากการคาดเดาข้างต้น (พยายามโยงเรื่องให้เป็นเรื่องเดียวกัน 55+)
เหมือนกับการตีกรอบล้อมตัวเองจากภายนอก
อยู่กับสิ่งที่ในความเป็นจริง อาจไม่ใช่เรื่องจริง

และดังเช่นที่อาจารย์ว่ามา บางครั้งอุปสรรคของกรอบกำแพงที่เราสร้างล้อมตัวเรา ปิดทัศนียภาพเราอยู่นั้น อยู่ที่ การปรุงแต่งข้อมูลข่าวสาร, การเลือกเฉพาะส่วนที่ต้องการรับรู้ หรือใช้กลไกปกป้องตนเอง เข้ามาเกี่ยวข้องอีก


การตัดสินตัวเองเป็นสิ่งที่ยากที่สุด คนเราจะตัดสินตัวเองได้ยากกว่าตัดสินผู้อื่น (ตอนหนึ่งที่ประทับใจจากหนังสือ “เจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) ”

เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจใช่/ไม่ใช่ เป็น/ไม่เป็น เหตุผลของอีกคนหนึ่งเสมอไป

...ไม่เสมอไป...

เราจึงมีกลไกการปกป้อง หาเหตุผลให้กับใจตัวเอง (โดยไม่รู้ตัว)
หรือเลือกรับรู้ข้อมูลแค่บางส่วนตามแต่ต้องการ (โดยไม่รู้ตัว)
กำแพงในใจ จึงถูกสร้างมา (โดยไม่รู้ตัว)
และแผ่ขยายพื้นที่ เพื่อกางกั้น ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (โดยไม่รู้ตัว)
แต่กว่าที่เราจะรู้ตัว.....

เพราะฉะนั้นเราจึงต้อง

พึงพร่ำย้ำสำรวจตนเอง
พึงพร่ำย้ำสำรวจใจตนเอง
พึงพร่ำย้ำสำรวจตนเอง
มันเป็นเช่นนั้นแล

หากเราพยายามสร้างสะพานในใจให้มากๆ คงจะดีกว่าการสร้างกำแพงในใจ และเปลี่ยนจากการจับผิด มาเป็นความเข้าใจ เราอาจเห็นโลกที่สวยงามในอีกแง่มุมหนึ่งก็เป็นได้

ขอยืมท่อนท้ายบันทึกของ อ. ป้อม  ค่ะ อ่านแล้วรู้สึกดี อยากให้ทุกคนสร้างสะพานใจกันมาก ๆ ใจเราจะได้สื่อถึงกันได้ค่ะ อิอิ
ขอร่วมสร้างสะพานใจ โดยการสร้างสะพานเชื่อม สองบันทึก เป็นบันทึกนี้ค่ะ (เกี่ยวกันอ๊ะป่าว? มาแบบเนียน ๆ อิอิ)

หากลอง สำรวจ ใจตน

ลองค้น ดูบ้าง ดีไหม

กำแพง ที่กั้น กลางใจ

เอามัน ออกไป จากเรา

มาร่วม กันสร้าง สะพานใจ

ให้โลก ใบนี้ ไม่เหงา

ทุกสิ่ง เริ่มจาก ที่เรา

มอบความ เข้าใจ ให้กัน

กวี “สีเขียด



วันนี้ อ่านหนังสือไป ฟังเพลงไป บังเอิญได้ยินเพลงนี้ ชอบค่ะ เลยเอามาฝากกัน


เพราะฉะนั้น จึงรักกันเช่นฉะนี้ - ศุ บุญเลี้ยง

แม้เวลาผ่านนานแสนนาน ใจยังไม่เปลี่ยน
ถึงฤดูเปลี่ยน หมุนเวียน ไม่เคยหยุดเฉย
แต่ความรักที่ให้กัน ไม่มีวัน ลดน้อยลงเลย
ยังคงพูดเชยเชยรักเธอ

ขอเพียงรู้สึก เชื่อใจ ในยามต้องห่าง
แม้มีความต่างแต่ร่วมทาง กันด้วยเหตุผล
มีความหวังให้กันต่อเติมฝัน ของคนสองคน
มีทั้งสุขทุกข์ทนนานมา

เพราะฉะนั้นจึงรักกันเช่นฉะนี้
เพราะเรามีวันเก่าเก่า
มิใช่มีแต่เพียงดอกไม้ มีรอยยิ้มและมีน้ำตา
วันที่โลกเหว่ว้า อย่างน้อยมีเธอ

เพราะฉะนั้นจึงคิดถึงกันเสมอ
เหมือนมีเธอคอยชิดใกล้
แม้จะอยู่ห่างกันเพียงไหน ห่างไกลทะเลขวางกั้น
ยามเมื่อนอนหลับฝันจะฝันถึงเธอ

ขอเพียงรู้สึกเชื่อใจ ในยามต้องห่าง
คิดถึงกันบ้างคำสัญญา ที่เคยให้ไว้
จะมีรักให้กันและแบ่งปัน เพื่อคนมากมาย
ใจจึงอุ่นแม้กายไกลกัน

เพราะฉะนั้นจึงรักกันเช่นฉะนี้
เพราะเรามีวันเก่าเก่า
มิใช่มีแต่เพียงดอกไม้ มีรอยยิ้มและมีน้ำตา
วันที่โลกเหว่ว้า อย่างน้อยมีเธอ

เพราะฉะนั้นจึงคิดถึงกันเสมอ
เหมือนมีเธอคอยชิดใกล้
แม้จะอยู่ห่างกันเพียงไหน ห่างไกลทะเลขวางกั้น
ยามเมื่อเราหลับฝันจะฝันถึงกัน

ที่มา : http://oldsonghome.exteen.com/20070524/entry

 

สร้าง: 11 มีนาคม 2552 01:44 แก้ไข: 11 มีนาคม 2552 01:48 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

โอะโอ ยาวยืดตืดบ่อง(ยาวมาก) เลย  จินตนาการของน้องเขามากมายจริงๆ เอามาเชื่อมๆ โยงๆ กันได้ ค่อยมาอ่านใหม่อีกรอบตอนมุ๊งมิ๊งตอนนี้ Ram ต่ำ จะหลับแล้วด้วย

ภาษใต้:มุ๊งมิ๊ง
คำแปล  พรบค่ำ,โพล้เพล้

การตัดสินบางอย่าง ด้วยข้อมูลที่มีอย่างจำกัดจำเขี่ย ย่อมต้องใช้ความระมัดระวัง และการตรึกตรองที่ลึกซึ้ง

บางครั้งข้อมูลน้อยมากที่จะใช้ประกอบการตัดสินใจ นั่นย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้สูง

รัก โลภ โกรธ หลง เป็นธรรมดาในคน คนที่ละวางสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ ย่อมเป็นมนุษย์ที่เหนือคน

ในโลกเบี้ยวๆ กลมๆ ปุ่มป่ำใบนี้ มนุษย์น้อยนักที่จะเหนือมนุษย์ ในด้านจิตใจ

เมื่อตาเห็นหรือได้ยินเสียง หรือได้รับทราบข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง การคิดประมวลผล

มนุษย์มีพฤติกรรมในการปกป้องตนเองจากสิ่งคุกคามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทาง กาย วาจา ใจ หรือแม้แต่ทางมโนภาพ

การตั้งไว้ซึ่งกำแพงในใจเพื่อเป็นกรอบ แนวป้องกันตนเองนั้น ย่อมมีอยู่ในทุกผู้คน

แล้วแต่ว่ากำแพงของใครจะสูง จะกว้าง จะแคบก จะหนาว่ากัน

อคติที่เกิดขึ้นจากความไม่ถูกใจ จากความรู้สึกสูญเสีย หรือปกป้องตนเอง ได้ก่อเป็นแนวกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นอยู่

และอคิตินี่เองที่ส่งผลต่อการคิด ตัดสินใจ

เมื่อมีอคติในใจเกิดขึ้นแล้ว ยิ่งได้รับฟัง ได้เห็น ได้ข้อมูลข่าวสารในเชิงที่โน้มนำไปทางด้านลบแล้วด้วย มนุษย์ก็ย่อมโน้มเอียงที่จะตัดสินสิ่งนั้นไปในทางลบด้วย

เพราะอคติเป็นตัวนำ

ในบันทึกนี้  ได้พูดถึง โศลกธรรมของ "ฮุ่ยหนิง" สังฆปรินายกรุ่น ๖ที่พระอาจารย์ "หงเริ่น" ใช้รองเท้าลบเสีย ด้วยรู้สึกได้ถึง "ความริษยา" ที่จะเกิดขึ้น

แต่อาจารย์ "หงเริ่น" ยังยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้อง

สิ่งที่เห็นหาใช่เป็นดังที่เห็น เสมอไป
ยิ่งหากขาดข้อมูลประกอบ หรือข้อมูลที่มีอยู่ น้อยยิ่ง

อคติย่อมโน้มนำไปสู่ทางด้านลบเสมอ

การคาดเดาไม่จำเป็นต้องคาดเดา

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมทิ้งร่องรอยเอาไว้เบื้องหลัง

ไม่ต้องคาดเดาว่าลมจะพัดอย่างไร ทางไหน รุนแรงแค่ไหน

หลังลมพัดผ่านไป ร่องรอยย่อมปรากฏชัดยิ่ง

มันเป็นเช่นนั้นเอง

การเปิดใจ ยอมรับต่อสิ่งต่างๆ ย่อมทุบทำลายกำแพงให้บางลง ให้เตี้ยลงได้

ชาติ กอบจิตติ ได้สำเสนอเอาไว้ใน "คำพิพากษา"

การรู้เท่าทันจิต จึงเห็นหนทางที่จะ ทะลายกำแพงที่มองไม่เห็นออกไป

พึงพร่ำย้ำสำรวจตน
พึงพร่ำย้ำสำรวจใจ
พึงพร่ำย้ำสำรวจใจ ตน
มันเป็นเช่นนั้นแล

เราเอง

ปล. กลอนเกลินอะไรแต่งไม่โถกนิ

 

55555 (ขอให้ครบ 5)

เชื่อมโยงได้ดีครับ น้องเล็ก

Ico48
ตัวนิดเดียว [IP: 61.7.149.32]
16 กันยายน 2552 14:01
#48385

เห็นด้วยนะคะ ว่าคนเราสร้างกำแพงเพื่อกั้นตัวเองจากโลกซังกะบ๋วยใบนี้ หากคนเราสร้างกำแพงที่ไม่มีประตูเปิดรับสิ่งต่างจากภายนอกบ้างคนนั้นคงไม่อาจที่จะรู้จักใคร ๆ ที่จริงใจหลายคนได้อีกมากมายที่อาจได้เจอะเจอก้อเป็นนะ เน๋อ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 35.171.183.163
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ