นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 800
ความเห็น: 0

โรคสัตว์ที่ต้องเฝ้าระวังในหน้าฝน

 

          สภาพอากาศที่แปรปรวนในฤดูฝน บางวันฝนตกหนัก บางวันแดดจ้าจนร้อนจัด คงไม่ใช่เฉพาะมนุษย์อย่างเราๆเท่านั้นที่มีโอกาสเจ็บไข้ไม่สบาย  สัตว์ก็เช่นกันที่จะอ่อนแอและอาจไวต่อการติดเชื้อโรคระบาดได้ง่าย ดังนั้นเกษตรกรผู้ดูแลจึงควรจัดเตรียม น้ำ อาหาร และวิตามินให้สัตว์กินเสริม และทำวัคซีนป้องกันโรคไว้อย่างสม่ำเสมอ  เป็นที่ทราบกันดีว่าโรคสัตว์ที่มักมากับหน้าฝนนั้นในสัตว์ต่างชนิดก็มักจะเป็นโรคที่แตกต่างกันออกไป เช่น ในโค กระบือ แพะ แกะ มักมีปัญหาเรื่องท้องอืด ท้องเสียจากการกินหญ้าอ่อนเข้าไปเป็นจำนวนมาก (หลังจากที่กินแต่ฟาง หรือหญ้าแห้งในช่วงฤดูแล้งมานาน) และยังมีโรคหวัด โรคปอดบวม  โรคคอบวม โรคปากและเท้าเปื่อย  ส่วนสุกรต้องระวังโรคปากและเท้าเปื่อย  และโรคพีอาร์อาร์เอส ในสัตว์ปีกต้องระวังโรคไข้หวัดนกซึ่งไม่มีการทำวัคซีนแล้ว และโรคหลอดลมอักเสบติดต่อ ที่อาจสร้างความสูญเสียด้านสัตว์ปีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เกษตรกรจึงควรหมั่นสังเกตอาการของสัตว์ที่เลี้ยงถ้าพบมีอาการ มีไข้ ซึม ปัสสาวะสีแดงให้รีบแจ้งปศุสัตว์จังหวัดหรือปศุสัตว์อำเภอหรือสัตวแพทย์ใกล้บ้านโดยด่วน

          โดยทั่วไปเมื่อโค กระบือ แพะ แกะ และสุกรป่วย จะแสดงอาการผิดปกติที่เกษตรกรสามารถสังเกตได้คือ ซึม เบื่ออาหาร หากเป็นโค-กระบือ จะมีขี้ตา หายใจลำบาก มีขี้มูก ไอหรือจาม หรือท้องเสีย นอกจากนี้อาจมีการแท้งลูกได้ ในเบื้องต้นสัตว์เคี้ยวเอื้องมักจะไม่มีการเคี้ยวเอื้อง จมูกเปียกแฉะหรือแห้งผิดปกติ ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม หนังไม่สั่นไล่แมลง  หากเป็นสัตว์ปีก อาการที่พบได้คือ  คอตก คอบิด หายใจเสียงดัง  หรืออาจมีน้ำมูกไหลได้ เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลปศุสัตว์ของตนให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์ แข็งแรง โดยต้องดูแลในเรื่องของการจัดการโรงเรือนหรือคอกสัตว์ที่ดี มีหลังคา ป้องกันฝน ลม และละอองฝนได้เป็นอย่างดี หรือจัดเตรียมสถานที่ที่ให้สัตว์สามารถหลบฝนได้มีการจัดเตรียมน้ำ อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ให้พร้อม เพื่อเสริมสร้างให้สุขภาพสัตว์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยได้ง่ายๆ และที่สำคัญควรทำวัคซีนแต่ละชนิดให้ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดของแต่ละชนิด สัตว์อีกด้วย

          นอกจากนี้ภายหลังจากฝนตกติดต่อกันหลาย ๆ วัน บางพื้นที่อาจประสบปัญหาน้ำท่วมขัง เกษตรกรเองก็ต้องดูแลรักษาร่างกาย เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องรับประทานยา และวิตามินเสริมบำรุงร่างกายให้แข็งแรง และหากต้องลงในพื้นที่น้ำท่วมขังเกษตรกรต้องสวมรองเท้าบู๊ททุกครั้ง เพื่อป้องกันโรคเลปโตสไปโรซีส หรือโรคฉี่หนู  ซึ่งเป็นโรคสัตว์ติดคนที่อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้  ในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่สัตว์กีบ เช่น โค กระบือ สุกร แพะ แกะ มักเจ็บป่วยจากการโดนลม โดนฝน หรือยืนแช่น้ำเป็นเวลานาน อาจทำให้ร่างกายสัตว์อ่อนแอ โดยเฉพาะสัตว์ที่ต้องเดินทาง หรือเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หากสัตว์มีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง ก็จะไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย และยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โรคระบาดต่างๆ แพร่กระจายไปยังที่ต่างๆ ได้อีกด้วย  ดังนั้น เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลปศุสัตว์ของตนให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยต้องดูแลในเรื่องของการจัดการโรงเรือนหรือคอกสัตว์ที่ดี มีหลังคา ป้องกันฝน ลม และละอองฝนได้เป็นอย่างดี  หรือจัดเตรียมสถานที่ที่ให้สัตว์สามารถหลบฝนได้มีการจัดเตรียมน้ำ อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ให้พร้อม เพื่อเสริมสร้างให้สุขภาพสัตว์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยได้ง่ายๆ และที่สำคัญควรทำวัคซีนแต่ละชนิดให้ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดของแต่ละชนิดสัตว์อีกด้วย  โดยโรคระบาดสัตว์ที่พบบ่อยในช่วงฤดูในมีดังนี้

(1) โรคปากและเท้าเปื่อย: เป็นโรคระบาดที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งของโค กระบือ สุกร แพะ แกะ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก เนื่องจากติดต่อได้เร็วและควบคุมให้สงบลงได้ยาก โรคนี้ไม่ทำให้สัตว์ถึงตายแต่สุขภาพทรุดโทรม ทำให้ผลผลิตลดลง  สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส โดยการติดต่อของโรคเป็นไปได้หลายทาง คือ โดยการกินเอาเชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่กับอาหารและน้ำ หรือหญ้า โดยการหายใจเอาเชื้อที่ปะปนอยู่กับอากาศและฝุ่นละอองโดยการพาของลม โดยการเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ที่เป็นโรคก็จะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และคนที่เข้าไปในพื้นที่หรือบ้านที่มีโรคระบาดอยู่แล้ว เชื้อโรคจะติดมากับรองเท้า เสื้อผ้า  และตามร่างกาย แล้วนำเชื้อโรคแพร่ระบาดไปยังฝูงอื่นต่อไป  สัตว์ที่ป่วยมักมีอาการน้ำลายไหลฟูมปาก เกิดเป็นเม็ดตุ่มที่เยื่อชุ่มบริเวณปากและจมูก กีบเท้า ทำให้สัตว์เจ็บปาก กินอาหารไม่ได้ เดินกระเผลก กีบหลุด ซูบผอม เลี้ยงไม่โต แท้งลูก ผสมไม่ติด 

การรักษา: ใส่ยารักษาแผลที่ปากและเท้า การฉีดยาปฏิชีวนะร่วมด้วยจะช่วยให้สัตว์หายป่วยเร็วขึ้น และสามารถป้องกันการฉีดวัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยในโค กระบือ แพะ และแกะ ทุก 6 เดือน  แต่โรคนี้จะมีความรุนแรงน้อยลงในสัตว์อื่นๆ เช่น โค แกะ สุกร ม้า อูฐ กวาง และช้าง เป็นต้น โรคนี้ไม่เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน

(2)    โรคคอบวม:
ลักษณะสำคัญของโรค:
คือ สัตว์จะหายใจหอบลึกมีเสียงดัง คอ หรือหน้าบวมแข็ง อัตราการป่วยและอัตราการตายสูงเชื้อชนิดนี้อยู่ในระบบทางเดินหายใจสัตว์ปกติได้ โดยที่สัตว์ไม่แสดงอาการป่วยแต่เมื่อ มีภาวะทำให้สัตว์เครียด สัตว์จะแสดงอาการป่วยและขับเชื้อออกมาสู่สิ่งแวดล้อม มีระยะฟักตัว ประมาณ 2-5 วัน แต่บางครั้งเชื้อที่มีความรุนแรงมาก ระยะฟักโรคอาจจะเร็ว 1-2 วัน

สาเหตุและการแพร่ระบาด:  เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ พาสทูเรลลา มัลโตซิดา การระบาดของโรคจะเกิดขึ้นได้ง่ายในสภาวะที่สัตว์เกิดความเครียด  เช่น ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ ต้นฤดูฝน  การเคลื่อนย้ายสัตว์หรือการใช้แรงงานสัตว์มากเกินไปในสภาวะความเครียดเช่นนี้สัตว์ที่เป็นตัวเก็บเชื้อ จะปล่อยเชื้อออกมาปนเปื้อนกับอาหารและน้ำ  เมื่อสัตว์ตัวอื่นกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่เข้าไป ก็จะป่วยเป็นโรคนี้ และขับเชื้อออกมากับสิ่งขับถ่ายต่างๆ  เช่น น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ ทำให้โรคแพร่ระบาดต่อไป เชื้อนี้จะมีชีวิตอยู่ในแปลงหญ้าอยู่ได้ประมาณ 24 ชั่วโมง
แต่ถ้าอยู่ในดินที่ชื้นแฉะได้นานถึง 1 เดือน

          อาการ:

          แบบเฉียบพลันมาก สัตว์ที่เป็นโรคจะมีอาการซึม ไข้สูง 104-107 อาศาฟาเรนไฮน์ น้ำลายไหล และตายภายในเวลาอันรวดเร็วไม่เกิน  24  ชั่วโมง

          แบบเฉียบพลัน จะสังเกตเห็นอาการทางระบบหายใจ คือ อ้าปากหายใจ หายใจหอบลึก ยืดคอไปข้างหน้าหายใจมีเสียงดัง ลิ้นบวมจุกปาก หน้า คอ หรือบริเวณหน้าอกจะบวมแข็งร้อน ต่อมาจะมีอาการเสียดท้อง ท้องอืด อุจจาระมีมูกเลือดปน สัตว์จะตาย ภายใน 2-3  วัน

          แบบเรื้อรัง สัตว์ป่วยจะมีชีวิตได้นาน 3-4 เดือนและจะมีสุขภาพทรุดโทรม และมีโรคแทรกซ้อน
          สามารถป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนให้แก่สัตว์ที่อายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไปและฉีดซ้ำเมื่อครบปี ปีละครั้ง และดูแลด้านการจัดการและสุขาภิบาลที่ดี อย่าให้สัตว์เครียดจะทำให้ป่วยง่าย


(3)  โรคไข้สามวัน  สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสเกิดในโคทุกอายุ แต่ลูกโคอายุต่ำกว่า 6 เดือนมักไม่แสดงอาการ โคจะแสดงอาการ 2-10 วัน หลังจากได้รับเชื้อโรค การติดต่อแมลงดูดเลือดเป็นตัวนำโรคเท่านั้น ไม่เกิดจากการสัมผัสโดยตรงหรือการปนเปื้อนจากน้ำมูก น้ำลาย รวมทั้งนำเชื้อของสัตว์ป่วย อาการไข้สูง 105-106 องศาฟาเรนไฮต์ เบื่ออาหาร กล้ามเนื้อสั่น ตัวแข็ง ขาเจ็บ น้ำนมลด หรือมีน้ำมูก น้ำลายไหลบริเวณคอ หรือไหล่ อาจบวมในบางราย ส่วนใหญ่สัตว์มักมีไข้ ซึม เบื่ออาหารอยู่ประมาณ 3 วันฃ

การป้องกันและการรักษา: ไม่มียารักษาโรคโดยตรง อาจให้ยาปฏิชีวนะป้องกันโรคแทรกซ้อนร่วมกับยาบำรุง ควรหลีกเลี่ยงการกรอกยา เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบ สัตว์ที่ขาเจ็บลุกไม่ขึ้นควรได้รับการดูแลที่เหมาะสม แต่ป้องกันได้ด้วยการกำจัดแมลงดูดเลือดโค

(4)    โรคแท้งติดต่อ (บรูเซลโลซิส):  เป็นโรคติดต่อเรื้อรังในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น โค กระบือ แพะ แกะ สุกร และสุนัข สัตว์ป่วยรักษาไม่หาย ให้ผลผลิตต่ำและยังเป็นโรคติดต่อมาสู่คนที่มีความรุนแรง หากไม่มีการควบคุมที่ดีแล้ว สัตว์ป่วยจะขับเชื้อออกมาทางปัสสาวะ น้ำนม น้ำคร่ำ รก และติดต่อตัวอื่นได้ง่าย โดยการสัมผัสอยู่ร่วมฝูง การกิน การผสมพันธุ์  โรคนี้ไม่สามารถสังเกตอาการด้วยตาเปล่าได้ สัตว์มีอาการปกติ ไม่แสดงอาการป่วยใด ๆ ให้เห็นอาการที่พอสังเกตได้ คือ บางตัวอาจมีการแท้งลูก รกค้าง มดลูกอักเสบ ให้ลูกอ่อนแอ ผสมไม่ติด เป็นหมัน อัณฑะบวม เป็นต้น  โรคนี้อาจจะแพร่กระจายไปทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายอย่างมากแก่ผู้เลี้ยงสัตว์และสุขภาพของประชาชน  เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย บรูเซลล่า ที่สามารถมีชีวิตอยู่ในพื้นดินที่ชื้นแฉะได้นาน 1 ปี ถูกทำลายได้ง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อโรคทั่วไป  หรือถูกแสงแดดโดยตรง 2 ชั่วโมง หรือความร้อนเกิน 60 องศาเซลเซียส ในเวลา 10 นาที ถึงแม้ว่าโรคแท้งติดต่อจะยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผล แต่ป้องกันได้โดยไม่เลี้ยงสัตว์ปะปนกับฝูงอื่น ตรวจเลือดสัตว์ปีละ 1 ครั้ง และคัดแยกตัวป่วยออกจากฝูง และทำลายสัตว์ป่วยอย่างทันที 

(5)   โรคพยาธิที่สำคัญในโค-กระบือ:
          ส่วนมากเป็นพยาธิตัวกลม พบในสัตว์ช่วงอายุน้อย เป็นพวกพยาธิไส้เดือนซึ่งติดต่อมาจากแม่ทางสายรกและทางน้ำนม ทำให้อัตราการตายสูง ถ้าอายุเกิน 6 เดือนขึ้นไป จะมี พวกพยาธิเม็ดตุ่ม พยาธิปากขอ ซึ่งติดจากการกินตัว่อนของพยาธิที่อยู่ตามหญ้าเข้าไป โค กระบือจะผอม โลหิตจาง ท้องเสียเรื้อรัง เติบโตช้า สามารถป้องกันรักษาได้โดยการให้ยาถ่ายพยาธิลูกโคทุกตัวเมื่ออายุ 3 สัปดาห์ และให้ยาซ้ำเมื่ออายุ 6 สัปดาห์ ส่วนลูกโค กระบือที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ให้ถ่ายพยาธิปีละ 2 ครั้ง ยาถ่ายพยาธิที่ใช้ได้ผลดี เช่น ปิปเปอราซิน ซิเตรท ใช้ผสมอาหารหรือละลายน้ำให้กินใน ขนาด 22 กรัมต่อน้ำหนักสัตว์ 100 กิโลกรัม เฟนเบนดาโซล ใช้ผสมอาหารให้กินขนาด 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักสัตว์ 100 กิโลกรัม มีเบนดาโซล ให้กินขนาด 880 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักสัตว์ 100 กิโลกรัม อัลเบนดาโซล (11-12%) ให้กินขนาด 10 ซี.ซี. ต่อน้ำหนักสัตว์ 100 กิโลกรัม เป็นต้น 

(6)   โรคท้องอืด(Bloat)
          เป็นโรคที่เกิดในสัตว์เคี้ยงเอื้อง เป็นความผิดปกติของระบบย่อยอาหารในกระเพาะหมักใหญ่ (Rumen) โดยแก๊สที่เกิดขบวนการย่อยจะถูกขับออกช้าหรือไม่ถูกขับออก จึงสะสมอยู่ในกระเพาะเป็นจำนวนมาก ทำให้กระเพาะโป่งขยายใหญ่  เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน
           สาเหตุแรกได้แก่ กินอาหารข้นมากเกินไป แต่ได้รับอาหารหยาบน้อย  

  สาเหตุที่สอง มีวัตถุแปลกปลอมหรืออาหารบางชนิดไปอุดตันบริเวณหลอดอาหาร ทำให้สัตว์เรอเอาแก๊สออกไม่ได้
         สาเหตุที่สาม กินพืชหรืออาหารสัตว์ที่มีไนเตรทหรือสารก่อให้เกิดไซยาไนต์ (Phytocyanogenic glycosides) ในปริมาณมาก หลังจากสัตว์กินเข้าไปในร่างกาย จะปลดปล่อยแก๊สไซยาไนด์ (Cyanide; Hydrocyanic acid; HCN) ออกมาทำให้สัตว์ตายเนื่องจากไซยาไนด์ขัดขวางไม่ให้ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงนำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ ทำให้เกิดภาวะเลือดไม่นำออกซิเจน (Tissue Anoxia) โดยที่สัตว์จะแสดงอาการท้องอืดและตายอย่างรวดเร็ว (พืชที่มีสารก่อให้เกิดไซยาไนต์ เช่น มันสำปะหลัง (ใบ หัว) ใบไมยราบหนาม ข้างฟ่าง กะทกรก ฯลฯ ส่วนสารไนเตรทมีมากในต้นไมยราบไร้หนาม)
         ส่วนสาเหตุที่สี่ คือ กินหญ้าอ่อนๆ ที่ย่อยง่ายและมีน้ำสะสมเข้าไปมากเกินไป สัตว์จะแสดงอาการกระวนกระวาย มักหันหน้าไปทางสวาป น้ำลายไหลยืด หายในหอบ หัวใจเต้นเร็ว บริเวณสวาปด้านซ้ายจะโป่งขยายใหญ่ หายใจขัดและตาม เนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว
          วิธีการรักษาโดยที่แก้ไขตามสาเหตุ หรือเจาะสวาปซ้ายให้แก๊สออก โดยรีดผิวหนังให้ตึงแล้วแทงท่อเจาะแก๊ส (Trocar canula) ให้ทะลุกล้ามเนื้อเช้าช่องท้องและผนังกระเพาะหมักใหญ่ (rumen)  อาจลดการเกิดแก๊สด้วยสารต้านฟองอากาศ (Anti-foaming agents) เช่น Mineral oil ( Petroleum oil), dioctyl sodium sulfosuccinate 300-500 ซี.ซี. ต่อน้ำหนักสัตว์ 450 กิโลกรัมหรืออาจใช้น้ำมันพืชแทน กรณีที่สัตว์กินหญ้าอ่อนมากเกินไป หรือถ้าเกิดจากการกินอาหารข้นมากเกินไป ให้กรอกโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 กรัมต่อน้ำหนักสัตว์ 1 กิโลกรัม แล้วรีบตามสัตวแพทย์มารักษา แต่ถ้าเกิดจากพิษของยูเรีย ควรกรอกน้ำส้มสายชู หรือน้ำเย็นปริมาณมากๆ
 

(7)     โรคตาอักเสบติดต่อ
           โรคนี้จะมีการระบาดมากในช่วงฤดูฝน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส หรือปรสิต หรือเชื้อรา แพร่โรคโดยแมลงต่างๆ สัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอาการโดยรวม คือ น้ำตาไหล เยื่อบุตามีสีแดง กระจกตาขุ่นขาว หรือมีสีชมพู อาจมีขี้ตาหรือหนองเกรอะกรัง และถ้าเป็นนานๆ จะทำให้ตาบอดได้
              วิธีการควบคุม คือ กำจัดแมลงที่มาตอมบริเวณตาที่อยู่ตามคอกที่อยู่อาศัยของสัตว์

 

 

 


ขอบคุณข้อมูลจาก :  รศ. สุรพล  ชลดำรงค์กุล  ภาควิชาสัตวศาสตร์  คณะทรัพยากรธรรมชาติ  และสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์    

 

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 27 พฤศจิกายน 2557 15:02 แก้ไข: 27 พฤศจิกายน 2557 15:02 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 anni, Ico24 ทดแทน, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.80.10.56
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ