นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1236
ความเห็น: 0

ทะลายปาล์ม...ใครกำหนดราคา?

“ทำไมตอนนี้ราคาทะลายปาล์มน้ำมันจึงต่ำลง...?” “มันเกิดอะไรขึ้นกับราคาปาล์ม...?”

 

 

 

 

          “ทำไมตอนนี้ราคาทะลายปาล์มน้ำมันจึงต่ำลง...?”  “มันเกิดอะไรขึ้นกับราคาปาล์ม...?”  เป็นคำถามที่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มสงสัยเนื่องจากราคาปาล์มน้ำมันในปีเดียวกันเคยขึ้นลงต่างกันถึง 3-5 บาทต่อกิโลกรัม

ราคาทะลายปาล์มสูง 9-10 บาท/กิโลกรัม  เป็นเรื่องผิดปกติหรือไม่?

          หากวิเคราะห์ดูราคาทะลายปาล์มตั้งแต่เดือนเมษายน 2551  ถึงเดือนตุลาคม  2553  จะเห็นว่าราคาปาล์ม  อยู่ระหว่าง 3-6 บาทต่อกิโลกรัม  การที่ราคาปาล์มสูงถึง 9-10 บาทต่อกิโลกรัม  ในเดือนมกราคม 2554  ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ  (แต่ดีสำหรับเกษตรกร)  ปัจจัยที่ทำให้ราคาทะลายปาล์มสูง  คือ  ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่สูงขึ้นในช่วงดังกล่าว  ซึ่งอาจเกิดจากกลไกตลาด  หรืออะไร  ก็ไม่สามารถมราบได้  หลังจากนั้นราคาก็กลับสู่สภาวะปกติ  ดังนั้นการที่ราคาอยู่ที่ 5-6 บาท/กิโลกรัม  ไม่ใช่ราคาทะลายปาล์มลดลงแต่เป็นราคาในสภาวะปกติ  จะเห็นได้ว่าสภาวะปกติราคาทะลายปาล์มจะสอดคล้องกับราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เสมอ

ราคาทะลายปาล์มในปัจจุบันต่ำจริงหรือ...?

          หากดูข้อมูลทะลายปาล์มย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 จะเห็นว่าราคาทะลายปาล์มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2553  ถึงมีนาคม 2554  สูงกว่าราคาปาล์มในช่วงเดียวกันของปี 51/52  และปี  52/53  คำถามคือ  “ราคาทะลายปาล์มในปัจจุบันต่ำจริงหรือ...?” คำตอบคือ  “ไม่จริง”  เมื่อเทียบกับราคาในช่วงเดียวกันของปีก่อนๆ 

การกำหนดราคาทะลายปาล์มน้ำมัน

          ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า  เมื่อเกษตรกรที่ปลูกปาล์ม  นำทะลายปาล์มไปขายให้กับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม  โรงงานสกัดไม่ได้ซื้อทะลายปาล์มแต่ซื้อน้ำมันที่อยู่ในทะลาย  ดังนั้น  ถ้าทะลายปาล์มสมบูรณ์  ผลปาล์มสุกเต็มที่  มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง  โรงงานก็จะซื้อในราคาสูง  ในทางตรงกันข้าม  หากเป็นปาล์มดิบหรือปาล์มเน่า  มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำ  โรงงานสกัดก็จะซื้อปาล์มในราคาต่ำ

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มตั้งฐานราคาปาล์มอย่างไร...?

          ผลผลิตที่ออกจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม  คือ  น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ดังนั้น  การตั้งราคาทะลายปาล์มจะตั้งจากราคา CPO ที่โรงงานขายแล้วนำมาคำนวณปริมาณน้ำมันที่อยู่ในทะลาย  แล้วจึงตั้งราคาทะลายปาล์ม

ตัวอย่าง

-         ถ้าโรงงานขาย CPO ราคากิโลกรัมละ 40 บาท

-        ต้นทุนการผลิตโรงงานในการผลิต CPO จะประกอบด้วยค่าพนักงาน  ค่าเสื่อมของเครื่องจักร  ค่าดอกเบี้ยธนาคาร  ค่าอื่นๆอีกมากมาย  รวมถึงผลกำไรด้วย  สมมติว่าอยู่ที่ 3 บาทต่อการผลิต CPO 1 กิโลกรัม  ดังนั้น  โรงงานจะเหลือเงินไปซื้อวัตถุดิบ (ทะลายปาล์ม)  เท่ากับ 40-3 = 37 บาท

-        เงิน 37 บาท  โรงงานจะซื้อทะลายปาล์มในราคากิโลกรัมละเท่าไหร่  ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์น้ำมันในทะลาย

-        ถ้าทะลายปาล์มผลดี  มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันเท่ากับ 20 เปอร์เซ็นต์  หมายความว่าโรงงานหีบน้ำมัน CPO ได้ 20 กิโลกรัม  จะต้องใช้ปาล์ม 100 กิโลกรัม

-        ดังนั้น CPO 1 กิโลกรัมจะต้องใช้ปาล์มเท่ากับ 100/20 กิโลกรัม = 5 กิโลกรัม  โรงงานจะใช้เงิน 37 บาทเพื่อซื้อปาล์ม 5 กิโลกรัม  ดังนั้น  ราคาทะลายปาล์ม 1 กิโลกรัมเท่ากับ 37/5 บาท = 7.4 บาท

-        ถ้าทะลายปาล์มผลดิบหรือปาล์มเน่ามีเปอร์เซ็นต์น้ำมันเพียง 13 เปอร์เซ็นต์  หมายความว่าโรงงานหีบน้ำมัน CPO 13 กิโลกรัม  จะต้องใช้ปาล์ม 100 กิโลกรัม  ดังนั้น CPO 1 กิโลกรัม  จะต้องใช้ปาล์ม  เท่ากับ 100/13 กิโลกรัม = 7.69 กิโลกรัม  ดังนั้นราคาปาล์ม 1 กิโลกรัม เท่ากับ 37/7.69 = 4.81 บาท

จากตัวอย่างข้างต้น  คือ  การกำหนดราคาในสภาวะปกติ  (ไม่ได้มีการแก่งแย่งทะลายปาล์ม  หรือกดราคาจากโรงงาน)

ใครคือผู้กำหนดราคาทะลายปาล์มตัวจริง...?

          จากกลไกกำหนดราคา (ในสภาวะปกติ)  ที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่าราคาทะลายปาล์มจะสูงหรือต่ำ  ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยคือ 

-         ปัจจัยที่ 1  ราคา CPO ในตลาดโลก  ปัจจัยนี้เราไม่สามารถควบคุมได้ตามความต้องการ  มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผู้บริโภค

-        ปัจจัยที่ 2  โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม  ซึ่งเป็นผู้แปรรูป  หากโรงงานมีประสิทธิภาพสูง  ไม่มีการสูญเสียในระหว่างกระบวนการผลิต  มีการเพิ่มมูลค่าของเสียจากกระบวนการผลิต  ก็จะทำให้ต้นทุนในการผลิตลดลง  สามารถนำจ่ายส่วนนี้ไปเพิ่มราคาของวัตถุดิบ (ทะลายปาล์ม)  ได้สูงขึ้น

-        ปัจจัยที่ 3  เกษตรกรผู้ส่งวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน  เกษตรกรจะต้องผลิตทะลายปาล์มที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง  ได้แก่ทะลายปาล์มที่สมบูรณ์  มีความสุกเต็มที่  และไม่มีสิ่งเจือปน

          จะเห็นได้ว่าราคาทะลายปาล์มจะสูงไม่ได้เกิดจากปัจจัยใด  ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น  แต่เกิดจากปัจจัยรวมทั้ง 3 ปัจจัย “ปัจจัยของราคา CPO อาจเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก  แต่ปัจจัยที่ 2 และ 3  สามารถควบคุมได้”

ถึงเวลาแล้วหรือยัง...?

          ที่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม  และโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันมีความคิดว่าทั้งสองฝ่าย  ต่างเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ  โดยเกษตรกรคิดว่าโรงงานสกัดก็เป็นเกษตรกร  จะต้องผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูงสู่โรงงานสกัด  และโรงงานสกัดก็คิดว่าทะลายปาล์มที่เข้าโรงงานก็เป็นทะลายของตัวเอง  มีการตั้งราคาอย่างเป็นธรรม  ถ้าทำได้  ทั้งสองฝ่ายก็ต่างได้รับผลประโยชน์  โดยเกษตรกรจะได้ราคาทะลายปาล์มสูงขึ้น  โรงงานลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย  เนื่องจากในการผลิต CPO 1 กิโลกรัม  จะใช้จำนวนทะลายปาล์มลดลง  การสึกหรอของเครื่องจักรกลและการใช้แรงงานจะน้อยลง  ความมั่นคงของราคาทะลายปาล์มก็จะเกิดขึ้น  ซึ่งจะส่งผลถึงความยั่งยืนในอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศอย่างแน่นอน

 

*********************************************************

ข้อมูลโดย: คุณธีระพงศ์  จันทรนิยม  นักวิชาการเกษตรกชำนาญการพิเศษ  ศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมัน  ฝ่ายวิจัยและบริการ  คณะทรัพยากระรรมชาติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา.

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 29 ตุลาคม 2557 09:42 แก้ไข: 29 ตุลาคม 2557 09:42 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 คนธรรมดา, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.238.190.82
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ