นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2658
ความเห็น: 2

โรคติดเชื้อแบคทีเรีย Lactococcus garvieae ในกุ้งก้ามกราม

 


          อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งเป็นธุรกิจหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ  ช่วยในการขจัดความยากจนและพัฒนาประเทศ  โดยกุ้งสำคัญที่เลี้ยงในประเทศไทย  ได้แก่  กุ้งขาว  กุ้งกุลาดำ  และกุ้งก้ามกราม  ซึ่งสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงเป็นอย่างมาก 

          สำหรับการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในประเทศไทยนั้นมีมานานกว่า 60 ปี  และกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ  แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามประสบปัญหาการขาดโรคระบาดทั้งในวัยอ่อนและตัวเต็มวัย  ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย  และก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามภายในประเทศเป็นอย่างมาก

          แลคโตคอคโคซีส (lactococcosis) จัดเป็นโรคแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สร้างความเสียหายแก่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก  โดยสาเหตุหลักของโรคชนิดนี้เกิดจากแบคทีเรีย Lactococcus garvieae ซึ่งก่อให้เกิดการตายสูงถึง 30-75 เปอร์เซ็นต์ในกุ้งก้ามกรามที่ติดเชื้อ

          กุ้งก้ามกรามมีชื่อเรียกทั่วไป  ได้แก่  กุ้งนาง  กุ้งหลวง  กุ้งก้ามเกลี้ยง  กุ้งแห  กุ้งใหญ่  เป็นต้น  กุ้งก้ามกรามเป็นสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลัง  มีเปลือกหุ้มเป็นโครงร่างแข็งอยู่ภายนอกร่างกาย  เปลือกหุ้มมีสารไคติน  กุ้งก้ามกรามมีเลือดสีน้ำเงิน  เนื่องจากมีรงควัตถุฮีโมซัยยานินซึ่งมีทองแดงเป็นองค์ประกอบ  ส่วนต่างๆของร่างกายประกอบด้วย  ขาเดินคู่ที่ 1 และ 2 มีลักษณะเป็นก้าม  โดยคู่ที่ 2 มีขนาดใหญ่กว่าที่ 1 มีสีครามสดถึงสีครามแก่  โดยตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย  เปลือกบริเวณหัวมี่หนามแหลม 2 อัน  มีร่องอยู่ด้านข้าง  กรีแบน  ยาวเรียว  โคนกรีหนานูน  ตรงกลางแอ่นลง  ส่วนปลายงอนขึ้น  มีหนามลักษณะเป็นฟันเลื่อยด้านบน 8 – 13 ซี่  และฟันกรีด้านล่าง 13 ซี่  ปลายหางแหลมมีหนาม 4 คู่  ปลายหางยาวจรดด้านข้างของแพนหาง  มีหนวด 2 คู่  มีขาว่ายน้ำ 5 คู่  ช่องปล่อยน้ำเชื้อของเพศผู้อยู่บริเวณโคนขาเดินคู่ที่ 5 เพศเมียมีช่องปล่อยไข่บริเวณโคนขาเดินคู่ที่ 3 ส่วนปลายขาว่ายน้ำคู่ที่ 2 ในเพศผู้จะแยกเป็น 4 แขนง  ในเพศเมียแยกเป็น 3 แขนง

          กุ้งก้ามกรามมีความต้องการออกซิเจนสูง  จึงมักพบบริเวณที่น้ำไหลและใสสะอาด  มีนิสัยชอบเกาะซุกซ่อนตัวอยู่ตามเสาไม้และรากไม้  ตลอดจนโขดหินที่จมอยู่ใต้น้ำ  มีความไวต่อแสง  ว่องไวปราดเปรียว  หลบหลีกศัตรูได้คล่องแคล่วเมื่อถูกรบกวน  ตามปกติกุ้งก้ามการามออกหากินในเวลากลางคืน  ตอนกลางวันจะซุกซ่อนตัวในแหล่งหลบซ่อน  กินอาหารได้ทุกประเภท  ทั้งอาหารมีชีวิตและซากที่เน่าสลาย  ทั้งพืชและสัตว์  ได้แก่  เนื้อปลา  เนื้อหอย  พันธุ์ไม้น้ำ  เมล็ดข้าว  ถั่ว  ตัวอ่อนของแมลง  หนอน  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีนิสัยดุร้าย  กินกันเอง  โดยเฉพาะในระยะที่กำลังลอกคราบ  จะอ่อนแอ  ถูกทำร้ายเป็นเหยื่อของกุ้งตัวที่แข็งแรงกว่า

          กุ้งก้ามกรามผสมพันธุ์วางไข่ตลอดปี  ถ้าอุณหภูมิน้ำสูงกว่า 21 องศาเซลเซียส  โดยวางไข่ได้ปีละ 4-5 ครั้ง  การผสมพันธุ์วางไข่เกิดขึ้นเมื่อตัวเมียลอกคราบเสร็จใหม่ๆ  และเปลือกยังอ่อนอยู่  ตัวเมียจะรับน้ำเชื้อจากตัวผู้ซึ่งมีลักษณะเป็นสารเหนียวสีขาว  ติดอยู่ที่หน้าอกระหว่างขาเดินของตัวเมีย  หลังจากนั้น 2-3 ไข่จะเคลื่อนออกมาผสมกับน้ำเชื้อ  แล้วถูกเก็บไว้บริเวณส่วนท้องระหว่างขาว่ายน้ำ  แม่กุ้งจะใช้ขาว่ายน้ำโบกพัดให้น้ำไหลผ่านเพื่อให้ออกซิเจนแก่ไข่  ไข่ที่ออกมาใหม่ๆ มีสีเหลืองส้ม  ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6 – 0.8 มิลลิเมตร  และมีวิวัฒนาการจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือสีเทาซึ่งพร้อมจะฟักเป็นตัวภายใน 2 – 3 วัน  ระยะเวลาที่ไข่ติดอยู่ที่ท้องจนฟักเป็นตัวประมาณ 17-21 วัน  หลังจากวางไข่แล้วลูกกุ้งจะล่องลอยไปตามกระแสน้ำและใช้เวลา 15-40 วัน  จนวิวัฒนาการเป็นกุ้งวัยรุ่นแล้วจึงอพยพเข้าไปเจริญเติบโตในน้ำจืด  จนมีอายุประมาณ 5 เดือน  จึงพร้อมจะผสมพันธุ์วางไข่ได้

          ในธรรมชาติกุ้งก้ามกรามผสมพันธุ์ตลอดปี  ถึงแม้ว่าจะมีบางช่วงมีอัตราการผสมพันธุ์สูง  ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมเป็นสำคัญ  เมื่อมีกุ้งก้ามกรามจะอพยพมาอยู่บริเวณปากแม่น้ำลำคลองที่เป็นน้ำกร่อย  เพื่อผสมพันธุ์วางไข่  ไข่จะฟักเป็นตัวในเขตน้ำกร่อยและพัฒนาไปเรื่อยๆ จนมีลักษณะเหมือนกุ้งโตจึงเข้าไปหากินในแหล่งน้ำจืด  การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นการเลี้ยงแบบดั้งเดิมซึ่งมีการเลี้ยงแบบคล้ายๆกันคือ

  1.  ไม่มีบ่อพักน้ำ  เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ใช้พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นบ่อเลี้ยง  ไม่มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนไว้เป็นบ่อพักน้ำ  เมื่อต้องการเปลี่ยนถ่ายน้ำจึงสูบน้ำโดยตรงจากคลองชลประทานหรือแม่น้ำลำคลองเข้าไปในบ่อเลี้ยง  กรณีที่ต้องการถ่ายน้ำในขณะจับกุ้ง  น้ำที่ระบายออกจากบ่อเลี้ยงทั้งหมดจะไม่มีการสูบน้ำเข้าไปเก็บไว้ในบ่อตกตะกอน  ก่อนที่จะปล่อยลงไปสู่แหล่งน้ำสาธารณะ  ดังนั้นน้ำที่ระบายออกจากแหล่งกุ้งก้ามกรามโดยตรงจะมีสีเข้มจัด  กรณีที่คุณภาพน้ำภายนอกไม่ดีหรือมีการระบาดของโรคกุ้งก้ามกรามจากบริเวณข้างเคียงนั้น  การสูบน้ำโดยตรงเข้าไปในบ่อเลี้ยงจึงถือว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างสูง  หรือในกรณีที่คลองส่งน้ำหยุดการส่งน้ำเป็นบางช่วงเวลา  เกษตรกรจะใช้วิธีสูบน้ำจากีคลองชลประทานที่ยังหลงเหลืออยู่บางส่วนมาใช้แทน  ซึ่งน้ำที่มีอยู่ในคลองชลประทานที่มีอยู่ปริมาณน้อยจะมีการหมักหมมของเชื้อโรคหรือสิ่งต่างๆเมื่อสูบเข้าไปในบ่อเลี้ยงกุ้งจะทำให้กุ้งมีปัญหาได้เช่นเดียวกัน  ซึ่งมักจะพบว่าถ้าน้ำในคลองชลประทานมีการปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง  คุณภาพน้ำจะดีกว่าเมื่อคลองชลประทานหยุดการส่งน้ำ
  2. ไม่มีเครื่องให้อากาศ  การเลี้ยงกุ้มก้ามกรามของเกษตรกรใช้ระยะเวลานาน  โดยในการเลี้ยงแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 8-10 เดือน  คือมีการปล่อยลูกกุ้งจำนวนมาก  โดยไม่มีเครื่องให้อากาศ  ในที่สุดพื้นบ่อจะเกิดการเน่าเสีย  เนื่องยจากของเสียสะสมที่พื้นบ่อ  และการไม่มี่เครื่องให้อากาศทำให้ออกซิเจนละลาสยน้ำบริเวรพื้นบ่อมีไม่เพียงพอ  จะเห็นได้ว่าปัญหากุ้งป่วยจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ตามระยะเวลาการเลี้ยง  เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามต้องให้อาหารวันละ 2-3 มื้อ  ปริมาณอาหารที่หลงเหลือและสิ่งขับถ่ายจะเกิดการเน่าเสียอยู่ที่พื้นบ่อ  กุ้งก้ามกรามเป็นกุ้งที่อาศัยอยู่ตามพื้นบ่อตลอดเวลา  เมื่อพื้นบ่อสกปรกเน่าเสีย  จึงทำให้กุ้งอ่อนแอและป่วยในที่สุด  ในกรณีที่พื้นบ่อสกปรกแต่ไม่ถึงกับทำให้กุ้งป่วยเป็นโรคตาย  แต่จะมีผลทำให้การเจริญเติบโตของกุ้งช้ากว่าปกติ  ตัวกุ้งไม่สะอาด  คุณภาพไม่ดี  ราคาจึงลดลงตามมา
  3. ปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่น  ที่ผ่านมาเกษตรกรปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่นประมาณ 100,000 ตัวต่อไร่  ในระหว่างการเลี้ยงมีการทยอยจับกุ้งโตบางส่วนออกมาเรื่อยๆ  เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามจะใช้เวลานานมากในขณะที่ไม่มีเครื่องให้อากาศ  ทำให้พื้นบ่อเน่าเสียซึ่งส่งผลต่อการเจริยเติบโตและเป็นโรค  ผลผลิตที่ได้จะต่ำและกุ้งที่ทะยิยจับขึ้นมาขายจะมีขนาดเล็กทำให้ได้ผลตอบแทนน้อย  หรืออาจจะขาดทุนได้
  4. ผลิตอาหารเอง  คุณภาพไม่แน่นอน  เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่ทำอาหารกุ้งใช้เอง  โดยซื้อวัตถุดิบมาผสม  หลังจากการผลิตอาหารเสร็จแล้วจะตากอาหารให้แห้งตามลานบ้านหรือบนถนน  ทำให้คุณภาพอาหารไม่ดีเท่าที่ควร  คือมีคุณภาพไม่แน่นอนและไม่ได้มาตรฐาน  อีกทั้งการนำอาหารมาตากข้างถนนเพื่อให้อาหารแห้งในบางฤดูกาลที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง  โอกาสที่อาหารจะไม่แห้งสนิท  มีความชื้นค่อนข้างสูง  ทำให้เกิดเชื้อราบนอาหาร  ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อกุ้งได้  การผลิตอาหารใช้เองเป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยงของเกษตรกร  แต่ความไม่แน่นอนของคุรภาพอาหารซึ่งมาจากวัตถุดิบไม่สดหรือคุณภาพไม่ดี  กุ้งอาจจะไม่กินหรือกินได้น้อยลง  ทำให้มีอาหารเหลืออยู่ในบ่อเลี้ยงในปริมาณมาก  มีผลทำให้น้ำเน่าเสียได้ง่าย  และในที่สุดจะมีผลต่อสภาพพื้นบ่อ  ส่งผลให้กุ้งมีโอกาสเป็นโรคสูง
  5. สายพันธุ์ดั้งเดิม  กุ้งก้ามกรามที่เกษตรกรเลี้ยงในปัจจุบันเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิม  ไม่มีการปรับปรุงคุณภาพพ่อแม่พันธุ์  ส่วนมากจะใช้กุ้งในบ่อเลี้ยงบางส่วนที่มีลักษณะดี  เช่น  มีขนาดใหญ่มาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์  หลังจากการเลี้ยงมาหลายปีจะเห็นได้ว่าขนาดของกุ้งก้ามกรามเล็กลง  ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน  โดยเฉพาะกุ้งเพศเมียจะมีขนาดเล็กลงมาก  ในขณะที่กุ้งเพศผู้ส่วนใหญ่ก้ามจะใหญ่มาก  ส่วนของลำตัวมีขนาดเล็กแต่ในความเป็นจริงตลาดต้องการกุ้งเพศผู้ที่มีก้ามขนากเล็ก  หรือที่เกษตรกรนิยมเรียกกันว่า “ก้ามทอง”  ซึ่งในแต่ละรุ่นที่เลี้ยงจะมีประมาณ  20-25 เปอร์เซ็นต์  ที่เหลือจะเป็นกุ้งเพศเมียประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์  ที่เหลือจะเป็นกุ้งเพศผู้ก้ามโตหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า  “ก้ามลาก”  25-30 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้จะต่ำเนื่องจากกุ้งเพศเมียตัวเล็กจะมีราคาต่ำมากและผลผลิตโดยรวมค่อนข้างต่ำและใช้ระยะเวลานานมากต่อการเลี้ยงแต่ละรอบ
  6. ปัญหายาตกค้าง  เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของเกษตรกรมีการปล่อยกุ้งอย่างหนาแน่นมาก  เมื่อเลี้ยงได้ระยะหนึ่งจนกุ้งบางส่วนมีขนาดใหญ่  เกษตรกรจะใช้อวนลากกุ้งที่มีขนาดใหญ่ออกมาขายก่อน  ส่วนกุ้งที่มีขนาดเล็ก  จะเลี้ยงต่อไปอีกจนกุ้งมีขนาดโตขึ้น  จึงจะใช้อวนลากออกไปอีก  ในการลากอวนแต่ละครั้งทำให้ตะกอนของเสียบริเวณพื้นบ่อเกิดฟุ้งกระจาย  ทำให้คุณภาพน้ำบริเวณพื้นบ่อมีของเสียก๊าซพิษจำนวนมาก  พบว่าหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันกุ้งที่เหลือในบ่อเริ่มมีปัญหาป่วยเป็นโรค  และทยอยตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จากปัญหาที่กล่าวมานี้เกษตรกรแก้ปัญหาโดยผสมยาปฏิชีวนะในอาหารให้กุ้งกิน 2-3 วัน  ก่อนจะใช้อวนลากเอากุ้งบางส่วนไปขาย  กุ้งเหล่านี้จึงมีปัญหาต่อการส่งออก  เมื่อห้องเย็นตรวจพบว่ามีปริมาณยาตกค้างที่สูงมากจะไม่สามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้

       ปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคในการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามคือ  การเกิดโรคซึ่งพบทั้งในกุ้งก้ามกรามวัยอ่อนและกุ้งก้ามกรามเต็มวัย  ถึงแม้จะมีการศึกษาโรคกุ้งก้ามกรามไม่มากนัก  แต่พอสรุปได้ว่าการเกิดโรคในกุ้งก้ามกรามมาจากหลายสาเหตุ  ทั้งจากสภาะวะความเครียด  สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม  และโรคติดเชื้อ

        โรคติดเชื้อในกุ้งก้ามกราม  ได้แก่  โรคที่มีสาเหตุจากไวรัส  โรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย  โดยตัวอย่างรีคติดเชื้อจากแบคทีเรียที่สำคัญได้แก่  โรคเรืองแสง  และโรคแลคโตคอคโคซีส

         โรคติดเชื้อแบคทีเรีย L. garvieae เป็นโรคหนึ่งที่สร้างปัญหาให้แก่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก  แบคทีเรียชนิดนี้เป็นสาเหตุของโรคในปลาหลายชนิด  L. garvieae เป็นแบคทีเรียแกรมบวก  รูปกลมต่อกันเป็นโซ่สั้น  ขนาด1.4 x 0.7 ไมโครเมตร  แบคทีเรียชนิดนี้ไม่เคลื่อนที่และสามารถย่อยสลายเม็ดเลือดได้เล็กน้อย  สามารถเจริญได้ที่อุณหภูมิ 10 ถึง 45 องศาเซลเซียส  ความเค็ม 0 ถึง  6.5 เปอร์เซ็นต์  และความเป็นกรดด่าง 4.5 ถึง 9.6  โดยสภาวะที่เหมาะสมที่สุดคืออุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส  ความเค็ม 0 เปอร์เซ็นต์  และความเป็นกรดด่าง 7.5  แบคทีเรียชนิดนี้สามารถหมักน้ำตาลกลูโคสและไม่สามารถผลิตเอนไซม์คะตะเลส  การรักษาโรคชนิดนี้สามารถทำได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะ  เช่น  อิริธโทรมัยซิน  สไปรามัยซิน  โจซามัยซิน

 

 

 


เอกสารอ้างอิง:
นเรศ  ซ่วนยุก, วุฒิพร  พรหมขุนทอง, ชุติมา  ตันติกิตติ  และบุยกอบ  วิริยพงศ์สุธี. 2556. โรคติดเชื้อ Lactococcus garvieae ในกุ้งก้ามกราม. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ศูนย์วิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ  กิจการ  ศุภมาตย์  ภาควิชาวาริชศาสตร์  คณะทรัพยากรธรรมชาติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่  จ. สงขลา

 

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 15 มกราคม 2557 09:44 แก้ไข: 15 มกราคม 2557 09:44 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 Monly, และ 6 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
เปตอง (Recent Activities)
15 January 2014 13:33
#95319

กลับมาแล้วค่ะกับบทความทางวิชาการ...จากที่ห่างหายไปทำหน้าที่คุณแม่ 3 เดือนนะค่ะ

ด้วยแรงคิดถึง น่ารักจุงเบย

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.233.224.8
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ