เชิญชวนร่วมเขียนเรื่องราวความสุขของท่าน ผ่าน Share.psu.ac.th โดยใส่คำสำคัญ PSU.QWL
อ่าน: 3498
ความเห็น: 23

ก้าวต่อไปของ ม.อ.กับ TQA

เรารู้จักคำว่า “PMQA” เพราะ ม.อ. เสนอตัวที่จะทำ PMQA ในคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปี พ.ศ. 2553   โดยสำนักงาน กพร. ได้กำหนดเกณฑ์การประเมินสำหรับสถาบันอุดมศึกษาขึ้น พร้อมนี้ได้มีแบบฟอร์มและแนวทางการประเมินมาให้มหาวิทยาลัยพิจารณาเป็นที่เรียบร้อย หากมหาวิทยาลัยดำเนินการได้ครบตามเกณฑ์ทุกข้อ จะได้คะแนนในส่วนนี้ไป

ต่อมา  เราได้ยินคำว่า "TQA" เพิ่มมาอีกหนึ่งคำ เมื่อมหาวิทยาลัยได้เข้าร่วมก้บโครงการเกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ 2552-2553  ของสกอ.

ทั้งสองเป็นระบบคุณภาพที่มีรากเหง้ามาจาก TQA/MBNQA เหมือนกัน แต่เรียกชื่อต่างกันตามหน่วยงานที่ประเมิน และเกณฑ์การประเมินก็แตกต่างกันด้วยเช่นกัน  แต่ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเลือกที่จะรับการประเมินจากทั้ง 2 หน่วยงาน

ดังนั้นเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน มหาวิทยาลัยจึงกำหนดแนวปฏิบัติให้ทุกคณะ/หน่วยงานดำเนินการตามเกณฑ์ของ สกอ.  สำหรับการประเมินตามเกณฑ์  PMQA มหาวิทยาลัยจะดำเนินการเอง โดยคาดว่าจะดึงข้อมูลจากการทำ TQA (สกอ.)  มาประกอบการจัดทำ PMQA


การดำเนินงานที่ผ่านมา

กิจกรรมที่มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการไปแล้วและที่จะดำเนินการอันใกล้นี้ ประกอบด้วย


หน่วยงานต่างๆ ได้กลับไปทำการบ้านของตนเองให้แล้วเสร็จ มหาวิทยาลัยก็เช่นกัน สัปดาห์ที่ผ่านมา (8 - 12 มีค. 53) อธิการบดีได้กำหนดให้เป็น TQA Week เพื่อให้คณะกรรมการแต่ละหมวดจัดทำรายงานการประเมินตนเองในภาพรวมของมหาวิทยาลัย  โดยนำความรู้ที่ได้จากการสัมมนามาประกอบความคิด

ขณะเดียวกัน ได้นำเกณฑ์การประเมินของ PMQA  มาประกอบการพิจารณาด้วย  ซึ่ง คุณหยกมณี ได้มาเล่าประสบการณ์ไว้แล้วในบันทึก การประเมินตนเองตามเกณฑ์ PMQA/TQA ผลจากการปฏิบัติ กรรมการส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การประเมินตนเองตามเกณฑ์ PMQA ทำได้ง่ายกว่า TQA


ทำไมกรรมการส่วนใหญ่จึงคิดว่า PMQA ง่ายกว่า TQA

การประเมินตนเองตามเกณฑ์ TQA เป็นการตอบคำถามในหมวด 1 - 6  จำนวน 90 คำถาม บนพื้นฐานของงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว พร้อมทั้งให้กำหนดตัวชี้วัดในหมวดที่ 7 เองทั้งหมด วิธีการในการตอบหมวด 1-6 พยายามจะนำหลัก ADLI มาตอบ ซึ่ง ADLI  ของแต่ละคน แต่ละหน่วยงานอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับคำนิยามและความเข้าใจของแต่ละหน่วยงานที่จะกำหนดขึ้นมา   

เมื่อนำกิจกรรมที่ทำไปแล้ว มาจับกับ ADLI  จะพบว่า สิ่งนี้ก็ใช้ สิ่งนี้ก็ถูก   สิ่งนี้ก็เกี่ยวข้อง  แล้วสิ่งไหน คือ สิ่งที่ถูกต้องอย่างแท้จริง  ข้อเท็จจริงที่ได้ คือ 10 หน่วยงาน ก็จะมี 10 มาตรฐานการดำเนินงาน

ความไม่ชัดเจนในมาตรฐานของ ADLI  จึงอาจทำให้เราตอบคำถามได้ไม่ครอบคลุมในโจทย์ที่ถาม ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างที่นำเสนอใน workshop ท่านวิทยากรมักจะบอกว่า ข้อมูลยังไม่ครบถ้วนตามโจทย์กำหนด

การประเมินตนเองตามเกณฑ์ PMQA  เป็นการตอบคำถามในแต่ละหมวดเพียง 46 คำถาม เนื่องจาก สำนักงาน ก.พ.ร. เห็นว่า สถาบันอุดมศึกษาพึ่งเริ่มต้นทำ PMQA ดังนั้นจึงควรผ่านเกณฑ์ขั้นพื้นฐานให้ได้ก่อน จึงเลือกที่จะประเมินเฉพาะคำถามที่จำเป็นต้องมีก่อนเท่านั้น และกำหนดตัวชี้วัดทั้ง 7 หมวดมาให้อย่างครบถ้วน

โดยในแต่ละคำถาม ก.พ.ร. จะกำหนดแนวทางการประเมินแยกเป็น ADLI ชัดเจน  แต่ละ A-D-L-I  จะมีแนวทางในการประเมินให้อย่างละเอียด ม.อ. เพียงตอบคำถามว่า 'มี' หรือ 'ไม่มี'  ถ้ามีให้แสดงหลักฐาน  ถ้าไม่มีให้ทำเป็นแผนพัฒนาองค์การ  เราเรียกว่า OFI สำหรับเป็นแผนการดำเนินงานในปีถัดไป (เกณฑ์การประเมินตามแนวทาง PMQA)

'ความง่าย' ของ  PMQA  มาจากการที่ ก.พ.ร. กำหนด 'มาตรฐานการประเมิน' มาให้สถาบันเป็นแนวทางในการประเมิน  และมีแบบฟอร์มการรายงาน พร้อมทั้งตารางคำนวณคะแนนที่ชัดเจน

การมีสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมคนส่วนใหญ่จึงเห็น การประเมินตนเองตามเกณฑ์ PMQA  ง่ายกว่า TQA  


ข้อดี ข้อเสียของการ 'มี' และ 'ไม่มี' ระบบ

 เมื่อพิจารณาจากความแตกต่างของวิธีการปฏิบัติของทั้ง 2 เกณฑ์แล้ว เราพบข้อดีข้อเสีย ว่า

    • ข้อดีการไม่มีระบบ  ดำเนินการได้ทันที
    • ข้อเสียของการไม่มีระบบ
      • ขาดทิศทางในการดำเนินงานและไม่เห็นความเชื่อมโยงของแต่ละหมวด
      • การประเมินตนเองโดยไม่มีกรอบ อาจไม่สอดคล้องกับแนวทางของผู้ประเมิน
      • การจัดทำแผนปรับปรุงพัฒนาองค์กรไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ส่งผลให้อาจแก้ไขไม่ตรงจุด
    • ข้อดีการมีระบบ  
      • เป็นแนวทางชี้นำในการปฏิบัติงาน
      • สามารถนำระบบมากำหนดเป็นมาตรฐานการประเมินได้ เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้ผู้รับการประเมินทราบแนวทางการประเมิน
      • นำผลการประเมินมาจัดทำแผนปรับปรุงองค์การได้ง่าย แก้ปัญหาได้ตรงจุด ว่ากระบวนไหนที่เรายังไม่ได้ปฏิบัติ
    • ข้อเสีย ยากในการออกแบบและค่อนข้างใช้เวลามาก

 

ก้าวต่อไปของ ม.อ. กับ TQA

หากมหาวิทยาลัยจะทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าการดำเนินงานตาม TQA  'ง่าย' เหมือนทำ PMQA        จำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้มีระบบ  มีมาตรฐานการประเมิน ประเมินตนเอง และปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

  • ออกแบบระบบ PSU Model
    เป็นการออกแบบระบบการทำงานของแต่ละหมวด ว่า จะประกอบด้วยกระบวนการอะไรบ้าง และแต่ละกระบวนการจะมีวิธีการดำเนินงานอย่างไร เพื่อแสดงถึงความมีคุณภาพ ระบบที่ออกแบบนี้จะต้องสอดคล้องกับบริบทการทำงานของ ม.อ.   

    การออกแบบ 'ระบบ' คือ การคิด ADLI ของกระบวนการนั้นเอง เป็นการแสดงถึง วัตถุประสงค์ วิธีการปฏิบัติงานที่แสดงถึงขั้นตอนอย่างชัดเจน มีคู่มือการปฏิบัติงาน เพื่อให้คนในองค์การทำงานมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน 

    การมีระบบไม่ได้การันตี "ผลงาน" แต่เป็นการการันตี "คุณภาพ" ของกระบวนการทำงาน  โดยอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า หากระบบดีแล้ว ผลงานย่อมดีด้วยเช่นกัน

    แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า คิดระบบแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  เราสามารถพัฒนาระบบได้ตลอดเวลา เพราะคิดครั้งแรกย่อมไม่สมบูรณ์อย่างแน่นอน  และบางครั้งเราอาจมีวิธีการใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม ก็สามารถปรับระบบการทำงานได้  แต่การปรับระบบไม่ใช่ปรับจากหน้ามือเป็นหลังมือ (กรณีนี้จะเกิดเฉพาะที่คิดมาผิดหมดเท่านั้นเอง)

  • กำหนดมาตรฐานเกณฑ์การประเมิน
    เป็นการกำหนดแนวทางการประเมินตาม 'ระบบ' ที่ได้ออกแบบ ไว้ อาจมีคำถามว่า ทำไมไม่นำเกณฑ์ของ PMQA มาใช้ กับ TQA  ในเมื่อมีระบบอยู่แล้ว  ในประเด็นนี้ ก.พ.ร. ได้พูดไว้ชัดเจนว่า  เกณฑ์ PMQA กับ TQA ไม่เหมือนกัน แม้จะมีรากเหง้ามาจาก NBMQA  เหมือนกัน แต่มุมมอง  จุดมุ่งหมายของผู้คิดระบบไม่เหมือนกัน อีกทั้งเกณฑ์ที่นำมาใช้ในปี 2553 นี้ ยังไม่ครอบคลุมข้อคำถามทั้งหมด และ ก.พ.ร. ยังคงพัฒนาเกณฑ์ในส่วนที่เหลืออยูต่อไป

  • การประเมินตนเองตามมาตรฐานเกณฑ์การประเมิน
    การประเมินตนเองสิ่งที่สำคัญ คือ เข้าใจเกณฑ์อย่างว่าถ่องแท้ว่า เกณฑ์ต้องการอะไร โดยตอบอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง  ทำก็บอกว่าทำ ไม่ทำก็ระบุว่า ยังไม่ได้ดำเนินการ ไม่ใช่ ข้างๆคูๆ สีข้างเข้าถู  ตามที่คุณคนธรรมดาว่าไว้ ไม่เช่นนั้นจะไม่ส่งผลต่อการปรับปรุง

    ในประเด็นมาตรฐานการประเมิน อาจมีคำถามว่า เมื่อคิดระบบของ ม.อ. แล้วจะนำมาตอบ PMQA ที่จะพัฒนาจากเกณฑ์พื้นฐาน Fundamental Level เป็น Successful Level หรือเกณฑ์ของ สกอ. ได้หรือไม่  ปัญหานี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่คิดว่า หากเราสามารถคิดระบบที่ครอบคลุมทุกกระบวนการ และแต่ละกระบวนการกำหนดวิธีการดำเนินงาน (ADLI) ที่เหมาะสม มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกัน ปัญหาความไม่สอดคล้องก็ไม่น่าจะเกิด หรือมีช่องว่างระหว่างกันมากนัก

  • การทำแผนปรับปรุงองค์การ (OFI)
    แผนปรับปรุงองค์การ ได้จากการประเมินตนเองเปรียบเทียบกับเกณฑ์ ว่ากระบวนการหรือกิจกรรมอะไรยังไม่ดำเนินการ ก็นำมาดำเนินการ ซึ่งการปรับปรุงจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ระบบมีคุณภาพ


ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมา ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไป หากเรามี 'ระบบ' ที่ดีนำทาง ซึ่งจะช่วยให้เราเหนื่อยน้อยที่สุด

บันทึกหน้าเราคงได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกันเรื่อง 'ระบบ' อย่างละเอียดค่ะ

 

****************************************************************

บันทึกที่เกี่ยวข้องในหมวด

 

หมวดหมู่บันทึก: ประกันคุณภาพ ตัวชี้วัด ประเมินผล
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 21 มีนาคม 2553 01:26 แก้ไข: 07 เมษายน 2553 11:31 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการจัดความคิดในการถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ

อ่านแล้วเห็นภาพ  ถึงแม้จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบคุณภาพทั้ง 2 ระบบ  แต่ก็แอบที่จะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้อยู่เนือง ๆ อย่างเสมอ ๆ

ในฐานะคนหน้างานเล็ก ๆ อ่านแล้วทำให้ต้องกลับมาย้อนมองในงานของตัวเอง  แล้วทำให้คิดได้ว่า หากคนหน้างานทุกคน เริ่มต้นการทำงานโดยวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ มีการจัดทำมาตรฐานการทำงาน, มีการจัดทำคู่มือการปฎิบัติงาน มีการจัดทำแผนการปฏิบัติงาน  ก็จะสามารถทำให้การทำงานมีมาตรฐานเพิ่มมากขึ้น  นี่คือจุดเล็ก ๆ ที่เราจะสามารถเริ่มต้นได้

เรามาช่วยกันเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานในการทำงานร่วมกันเถอะค่ะ  อย่างน้อย ก็จะเป็นตัวการันตีได้ว่า  เราไม่ได้ทำงานอย่างข้าง ๆ คู ๆ

 ก็คิดเอาเองแล้วกัน

 

มีความสุขในวันหยุดนะคะ

มีความยินดีที่ได้อ่านบันทึกนี้ครับ

ในฐานะคนที่กำลังทำ PMQA/TQA ยิ่งทำก็ยิ่งรู้ซึ้งถึงข้อดีในการตั้งต้นจากระบบที่ดีครับ

SEC เรากำลังรอการเปิดเผยระบบการนำองค์กรในโมเดล "นาวาลำใหม่ครับ"

Ico48
[IP: 58.9.17.53]
21 มีนาคม 2553 23:46
#55541

"ระบบ"คือหัวใจของการปฏิรูปการบริหารของโลกทั้งปฏิรูปการเมือง(ระบบราชการ)และปฏิรูปการศึกษา ฯลฯ ตามข้อกำหนดขององค์กรมาตรฐานสากลเมื่อ พ.ศ. 2530

หมายความว่า..การบริหารทุกเรื่องต้องมีระบบรองรับเรียกว่า"การบริหารระบบ"Quality Management System

รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 2540 และฉบับ 2550 บัญญัติในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐทั้ง 2 ฉบับให้รัฐต้อง"จัดระบบ"งานราชการทั้งส่วนหลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น..รัฐบาลหลายชุดสอบตกเพราะ"จัดระบบ"ไม่เป็น

Tom Peters ปราชญ์ทางการบริหารระบบอีกท่านหนึ่งให้คุณค่าสูงกับ"ระบบ"โดยเขียนในเรื่อง Re-imagine 2003(พ.ศ.2546) สรุปดังนี้...ระบบเป็นเรื่องสำคัญ...ระบบเติบโตได้ด้วยตนเอง...ระบบไม่ว่าจะมีเจตนาดีเพียงใด ก็ยังเป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรมและความก้าวหน้า...ระบบนั้นสำคัญเกินกว่าจะทิ้งให้อยู่ในความดูแลของ"ผู้ดูแลระบบ"(Process Owner)แต่ฝ่ายเดียว...ระบบต้องอยู่ในความสนใจของผู้บริหารสูงสุด...ระบบเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้...ระบบเอื้อให้เกิดนวัตกรรมได้...ระบบทำให้ชัดเจนได้...ระบบทำให้ง่ายได้...ระบบทำให้สง่างามได้...ระบบทำให้สวยงามได้.

ระบบ...รักมัน...เกลียดมัน...ออกแบบมัน...รื้อแบบมัน...ทำให้มันง่าย...ทำให้มันชัดเจน. ทั้งหมดคือข้อเขียนของ ทอม ปีเตอร์ส

ระบบเปรียบเสมือนตัวเครื่องยนต์ของพาหนะ พาหนะนั้นจะเป็นรถยนต์ชั้นดี..รถยนต์ขัดข้อง หรือเป็นรถอีแต๋น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องยนต์หรือระบบว่าออกแบบมาได้ดีแค่ไหน ...เมื่อออกแบบเป็นระบบแล้วก็ให้ผู้บริหารสูงสุดขององค์กร เช่น อธิการบดี/คณบดี เป็นผู้ขับเคลื่อน

เกณฑ์การประเมิน PMQA และ TQA ตามบันทึกข้างต้นเปรียบเสมือนพาหนะที่ยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องยนต์  มีรูปลักษณ์เป็นเกวียนไม่มีเครื่องไม่มีระบบ..จึงใช้เป็นเครื่องประเมินมิได้...ถึงแม้จะมีความรู้เรื่อง A-D-L-I ก็ตาม เพราะ ADLI ชี้ให้เห็นภาพของระบบ แต่ ADLI มิใช่ระบบ

ดังนั้น การประเมินตนเองตามเกณฑ์ของ PMQA หรือ TQA ไม่ว่าใครจะดีกว่ากัน...ใครจะง่ายกว่ากันล้วนไร้ค่า...เพราะไม่ได้ใช้ระบบเป็นมาตรฐานในการประเมิน

ขอชมเชย ก.พ.ร.ที่มีความเฉียบแหลม(Keen)ที่ดำริมอบหมายให้ ม.อ. เป็น PMQA Expert Center

ตามบันทึกข้างต้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ม.อ.กำลังจะสร้างเครื่องยนต์(ระบบ)ไม่ใช่ระดับธรรมดา อย่างน้อยก็เป็นเครื่องของรถที่อยู่ในกลุ่ม F-1

 

ทำก็บอกว่าทำ ไม่ทำก็ระบุว่า ยังไม่ได้ดำเนินการ ไม่ใช่ ข้างๆคูๆ สีข้างเข้าถู...ถูกใจคำนี้จริงๆ อิอิ

ตามมาเสนอความเห็นด้วยคนค่ะ

ตอนนี้ ม.อ.เรายอมรับ PMQA และ TQA มาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินตนเอง + ระบบประเมินของม.อ.

คิดว่า ประเด็นสำคัญ คือ กรอบการทำงานในแต่ละหมวดและภาพรวม ที่ครอบคลุมขั้นตอน กระบวนงาน ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ ฯลฯ

 ที่ผ่านมา เรามีเจ้านายหลายเจ้า แต่ละเจ้าต้องการไม่เหมือนกัน ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน ก้อทำกันไป เพื่อให้มี output ตามที่เค้าต้องการ

แต่เจ้า PMQA และ TQA เค้าว่าเค้าต้องการวางระบบพัฒนาองค์กร จึงวางระบบการทำงานให้เราด้วย และตรวจตามระบบที่เค้าวาง

 ตัวอย่างใน PMQA ที่พูดถึงระบบที่เกี่ยวกับตัวเรา (ในฐานะบุคลากรธรรมดาๆ) ว่าต้องถูกประเมินเกี่ยว ความผาสุก  ความพึงพอใจ ความไม่พึงพอใจ  การสร้างแรงจูงใจ การประเมินผลการปฎิบัติงาน  การรับรู้และเข้าใจเรื่องทิศทางการดำเนินงานของสภา  วิสัยทัศน์&แผนฯของ ม.อ.+หน่วยงานตนเอง  จรรยาบรรณในการทำงาน รวมถึงการแสดงตนว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ....

ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ได้ผลลัพธ์เท่านั้น แต่ต้องมีหลักฐานที่แสดงวิธีการทำงาน รายละเอียดตามขั้นตอนกระบวนการแต่ละขั้นตอน เช่นหลักฐานการวัดความพึงพอใจ หลักฐานที่แสดงว่ามีส่วนร่วมไม่ใช่แค่ไปกล่าวเปิด+ปิดประชุม

เป็นไงคะ เริ่มเห็นภาพความสนุกที่กำลังจะก่อเกิดขึ้นแล้วนะคะ

ทำใจให้ดีๆ เตรียมตัว+ใจรับไว้ให้มั่น ยอมรับและจัดทำไปเพื่อการพัฒนา ที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง 5555

 

อีกนิดนึงนะคะ

ใครส่งอะไรมาให้ช่วยตอบแบบสำรวจ ทั้งที่เป็นกระดาษ หรือ ผ่านระบบ online ฯลฯ

ก้อกรุณาให้ความร่วมมือตอบด้วยนะคะ เพราะท่านจะต้องได้รับเกรียรตินั้นแน่นอน ฟันธงค่ะ

สุดยอดเลยค่ะ... ชัดเจนมากมาก

คิดอยู่นานว่าจะมาเม้นต์บันทึกนี้ไหม.. ฮ่า เพราะไม่ลึกซึ่งเอาซะเลย ในเรื่องนี้  แหะๆ  แต่ก็ตัดสินใจเม้นต์ค่ะ แมนแมน ดีกว่าเข้าใจไปเองว่าเข้าใจ ฮ่าๆ

คลุกคลีตีโมงกับระบบประกันคุณภาพมาบ้าง TQA เป็นระบบที่ปุยชอบที่สุด (เท่าที่กบในกะลาอย่างปุยรู้จักนะคะ) เพราะมันเป็นระบบที่ค่อนข้าง อิสระในการอธิบาย และมันมี "หลักการ" ที่โดนใจ ซับซ้อน ลุ่มลึก แต่ไม่วุ่นวาย ไม่จุกจิก คือมีแนวทางให้เขียนแต่ไม่ตีกรอบด้วยแบบฟอร์มและตัวเลขจนเกินไปนัก  ที่สำคัญคือ ถ้าไม่มี ไม่ทำ  ด้นไปแค่ไหน ยังไงก็ตายตอนจบ... เพราะคำตอบไม่ใช่แค่ "มี" หรือ "ไม่มี" เพราะถ้าคุณตอบว่า "มี"  ปัญหาต่อมาคือ คุณ(หมายถึงองค์กรไม่ใช่คนเขียนนะคะ)  รู้ไหมว่าคุณมี สิ่งนี้ ไว้ทำไม มีมาได้ยังไง แล้วมันดีพอไหม คุณรู้ได้ยังไงล่ะว่ามันดี ... หัวใจของมันอยู่ที่การทำความรู้จักว่าเค้าถามอะไร เพื่ออะไร (ไม่ใช่เพื่อตอบอะไร)เป็นคำถามปลายเปิด  ที่ทำให้สนุกคิด (ไม๊คะ)

แต่ประเด็นคือ ไม่มีอะไรจะตอบ  เพราะไม่อยากตอบว่า "ไม่มี" 

 ยอมรับว่าขัดหัวใจหน่อยๆ ตอนมาเจอ PMQA ด้วยตัวเอง (บางคนอาจจเจอคนละมุมกับปุยนะคะ) คือความจัดเจนในเรื่อง "ระบบ" กับ "แบบฟอร์ม"  มันยังไม่เคลียร์ในความรู้สึกเรา 

มีระบบ ไม่จำเป็นต้องมีแบบฟอร์ม มีแบบฟอร์มไม่ได้หมายถึงมีระบบ (แต่ถ้ามีทั้งคู่นับว่าดีที่สุด อิอิ)

ที่น่ากลัวคือ แบบฟอร์ม มันเอื้อให้ร่ายมนตร์ไป ราวกับว่า มีระบบ  มันคล้ายๆภาพลวงตา  "...มันก็เป็นแค่เพียง ภาพลวง หลอกตา สร้างขึ้นมาให้ช้านนนนน  ตายใจ.."    วิทยาเขตอาจจะตอบคำถาม โดยอ้างอิง ระบบ จาก วิทยาเขตหลัก ทั้งๆที่มัน "อาจจะ"  เป็นแบบนั้นจริงในแบบฟอร์มแต่ไม่ใช่ในวิถีที่ทำงานกันทุกวี่ทุกวัน  เพราะถ้าเราไม่เห็น "คุณค่า" ในสิ่งที่เราทำ ให้โมเดลดีแค่ไหนมันก็เป็นได้แค่โมเดลนะคะ

มั่วมาซะยาวเลย

จบด้วยเพลงนี้ดีกว่า... หา "หัวใจ" ให้เจอก็เป็นสุข

Ico48
Prida [IP: 58.9.23.39]
22 มีนาคม 2553 12:24
#55564

การออกแบบระบบ คือการใช้ความคิดบนรากฐานของ ADLI โดยกำหนดให้มีเป้าหมายและขั้นคอนวิธีปฏิบัติที่สามารถนำมาประเมินเพื่อหาโอกาสในการปรับปรุง OFI...ถ้าวัดหรือประเมินไม่ได้ก็บริหารไม่ได้...ก็ปรับปรุงอันเป็นเป้าหมายของ PMQA/TQA ไม่ได้

Measurements are key. If you cannot measure it, you cannot control it. If you cannot control it, you cannot manage it. If you cannot manage it, you cannot improve it.

James H. Harrington

ADLI เป็นองค์ประกอบที่ใช้ในการประเมิน"ระบบ"ด้วย(Evaluate process) ประเมินเพื่อพิจารณา"ระบบ"ขององค์กรผู้สมัครขอรับรางวัล MBNQA ว่ามีจุดแข็ง...และจุดอ่อนเพื่อเป็นโอกาสในการปรับปรุง OFI.(Opportunity for Improvement)ขององค์กร

คล้ายๆกับ"ระบบการฝึกอบรม"(Training System)ที่มีกระบวนการเพื่อหาจุดแข็ง..จุดอ่อน เพื่อนำจุดอ่อนไปพัฒนาให้เป็นจุดแข็งที่เรียกวิธีนี้ว่า Identifying the Training Needs.

การ Identify Training Needs มิใช่"ระบบ" เช่นเดียวกับ ADLI มิใช่ระบบ การที่จะทำให้ ADLI เป็นมาตรฐานในการประเมินได้ต้องทำเป็นระบบต่างหาก Evaluation System.

ทั้ง Training System และ Performance Evaluation System เป็นเพียง 2 บทใน...Workforce(HR) Manual ซึ่งจะทำให้สมบูรณ์ได้ต้องมีระบบเป็นบทต่างๆไม่น้อยกว่า 20 บท เช่น ระบบค่าตอบแทน(Remuneration) ระบบสวัสดิการ...ระบบรางวัล...ระบบจริยธรรม(Ethics)...ระบบแต่งตั้ง(ที่ไม่มีส่วย). ฯลฯ

ระบบ Workforce(HR) ของ MBNQA เป็นระบบที่หน่วยประเมิน(Board of Examiners)ให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะ"คน"นอกจากเป็นปัจจัยที่สร้างความสำเร็จให้องค์กรแล้ว "คน"ยังเป็นลูกค้าภายใน(Internal Customer)ที่ผู้บริหารสูงสุดต้องสร้างความพึงพอใจให้ด้วย ดังนั้น การออกแบบระบบ Workforce System จึงจำเป็นต้องทำให้สมบูรณ์ที่สุดและดีที่สุด

  • ขอบคุณ ความเห็น 3 และ ความเห็น 9 คุณปรีดา  ที่สร้างความชัดเจนและความเข้าใจเรื่อง 'ระบบ' มากยิ่งขึ้นว่า

"ADLI มิใช่ระบบ แต่ ADLI ชี้ให้เห็นภาพของระบบ เพราะ การออกแบบระบบ คือการใช้ความคิดบนรากฐานของ ADLI โดยกำหนดให้มีเป้าหมายและขั้นคอนวิธีปฏิบัติที่สามารถนำมาประเมินเพื่อหาโอกาสในการปรับปรุง OFI "

  • TQA เป็นระบบการบริหารที่เน้นคุณภาพ ที่บุคลากรทุกคนมีส่วนร่วมในระบบ โดยทำงานในหน้าที่อย่างมีคุณภาพ  และวิธีการที่แสดงถึงการมีคุณภาพของงาน คือ มีการจัดทำมาตรฐานการทำงาน, มีการจัดทำคู่มือการปฎิบัติงาน มีการจัดทำแผนการปฏิบัติงาน     ตามความเห็นของ  พี่รัตติยา  ซึ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ 'ระบบ'

  • TQA/PMQA เป็นการวัดคุณภาพของกระบวนการ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการแสดงหลักฐานที่แสดงถึงกระบวนการได้มาซึ่งผลลัพธ์นั้นๆ ผอ.plan คงไม่ต้องกังวล หากเราทำจริงหลักฐานต้องปรากฎแน่นอน 

  • แต่ที่บางครั้งอาจเกิดปัญหาเหมือนที่ ปุกปุย กล่าวไว้ คือ "แบบฟอร์ม มันเอื้อให้ร่ายมนตร์ไป ราวกับว่า มีระบบมันคล้ายๆภาพลวงตา"  นั้นเพราะ เราเอาเรื่องที่ทำเล็กๆ มาอธิบายกระบวนการใหญ่ เลยดูเหมือนว่าเราทำหมดแล้ว มันจึงอาจคล้ายๆ ข้างๆ คูๆ เอาสีข้างเข้าถู 

    แต่หากเราเข้าใจเกณฑ์และจุดประสงค์ที่แท้จริงของคำถามแล้ว ว่าต้องการอะไรแน่นอน เราก็อาจฟันธงได้เลยว่า "ไม่มี" แทนคำว่า "มี" ในตอนแรกก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ อุโยะจัง คงตระหนักเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นแล้ว  

  • สำหรับศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ของ คุณคนธรรมดา ได้รับการรับรอง ISO เรียบร้อยแล้ว เรื่องระบบ คู่มือ มาตรฐานการทำงาน มีหมดทุกส่วนแล้ว เพียงตบแต่งให้เข้ารูปเข้าร่างอีกเล็กน้อย  รับรองว่า "นาวาลำใหม่" จะปรากฎโฉมอีกไม่นานนี้ 

  • ขอบคุณ พี่เมตตา ที่ช่วยเผยแพร่บันทึกนี้ให้เด่นชัดมากขึ้น

  • ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบันทึกนี้

- ขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะต่อสำนักงานประกันคุณภาพทุกท่านค่ะ

- ก่อนอื่นต้องยอมรับค่ะว่าในระบบ TQA หรือ PMQA นั้น ถึงแม้สำนักงานประกันคุณภาพจะมีการอบรมให้ความรู้ทั้งที่จัดให้บุคลากร ม.อ. และเข้าอบรมเอง เมื่อต้องลงมือทำจริงก็ยังงงๆ.....

- จากการที่มหาวิทยาลัยจัด PMQA-TQA week ไปเมื่อ 8-12 มี.ค. 53 ที่ต้องลงมือประเมินตนเองในแต่ละหมวด ทำให้บุคลากรที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละหมวด และของสำนักงานประกันคุณภาพเข้าใจระบบมากขึ้น

- วันที่ 17-18 มี.ค. 53 ได้ฟังก.พ.ร. แล้ว รู้ถึงพัฒนาการแนวคิด PMQA และได้เข้าไปศึกษาการวางระบบของก.พ.ร.ตั้งแต่ปี 2549  ทำให้ทราบที่มาที่ไปของเกณฑ์ ADLI ว่าเริ่มแรกนั้น คำถามของก.พ.ร.ก็เปิดกว้างเหมือนคำถาม TQA ที่คณะ/หน่วยงานตอบในขณะนี้...ต่อมาจึงต้องปิดระบบด้วย ADLI ตามที่เขียนใน การประเมินตนเองตามแนวทาง PMQA-TQA

- ดังนั้นเพื่อให้ประชาคมมีทิศทางอย่างชัดเจน  สำนักงานประกันคุณภาพ และ champion ของแต่ละหมวด จะยกร่าง ADLI เพื่อชี้ให้เห็นภาพของระบบ ซึ่งจะเป็นระบบ Version แรกของ ม.อ. เพื่อให้คณะ/หน่วยงานใช้เป็นกรอบในการประเมินตนเอง

โดยทางสำนักงานประกันคุณภาพจะเร่งดำเนินการต่อไปค่ะ

และขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง มา ณ โอกาสนี้อีกครั้งค่ะ 

 

อ่านแล้วเคลียร์ขึ้นเลยค่ะ
Ico48
[IP: 192.168.100.112]
23 มีนาคม 2553 14:18
#55612

MBNQA จัดทำเกณฑ์ Performance Excellence ไว้ 3 ประเภทเพื่อใช้งานใน 3 ลักษณะองค์กร  คือ
1. องค์กรภาคธุรกิจ (Business)  
2. องค์กรภาคการศึกษา (Education) และ
3. องค์กรที่ให้บริการสุขภาพ (Health care)

ปท.ไทยก็นำเกณฑ์ดังกล่าวมาปรับใช้ในชื่อ TQA ซึ่งเราไม่เคยสนใจเท่าไหร่นัก เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของภาคเอกชน

พอมาวันนี้สกอ.มองเห็นประโยชน์ของเครื่องมือดังกล่าวที่จะนำมาใช้พัฒนายกระดับคุณภาพการศึกษา จึงได้แปลเกณฑ์ของ MBNQA  2009 - 2010 Education Criteria for Performance Excellence เป็นภาษาไทยเรียกว่า "เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ 2552-2553" หรือมักเรียกว่า "ECPE" เพื่อให้สถาบันการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ

ซึ่งก็ตรงกับ กพร. ที่ต้องการพัฒนายกระดับการบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ เป็นแนวทางของการปฏิรูประบบราชการ จึงได้นำเกณฑ์ TQA มาพัฒนาเป็นเกณฑ์การพัฒนาการบริหารจัดการภาครัฐ  เรียกชื่อใหม่ว่า  Public Sector Management Quality Award ;PMQA

สรุปแล้ว ทุกเกณฑ์ล้วนมาจากเหง้าของ MBNQA แต่อยู่ที่องค์กรใดหยิบเกณฑ์ใดไปใช้ ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะกับองค์กรนั้นๆ

TQA  เน้นภาคธุรกิจในเชิงการแสวงหากำไร

PMQA  เน้นการบริหารภาครัฐ ซึ่งน่าจะเหมาะกับระดับสถาบัน

ECPE  เน้นการจัดการศึกษา คณะ/วิชาควรจะใช้เกณฑ์นี้ในการขับเคลื่อนดำเนินการควบคู่กับอีกเกณฑ์หนึ่งของสกอ. คือ TQF

 ณ วันนี้ในการสื่อสารกับคนในองค์กรเราเองยังสับสนตกลงเราจะทำอะไรกันแน่ PMQA หรือ TQA หรือ ECPE .....

  • ขอบคุณ ความคิดเห็น 13 ที่ทำให้ทราบว่า "เกณฑ์คุณภาพการศึกาเพื่อการดำเนินการทีเป็นเลิศ 2552-2553" เรียกสั้นๆ ว่า "ECPE"  ซึ่งมันก็คือตัวเดียวกับ เกณฑ์ของ MBNQA ขององค์กรภาคการศึกษา ฉบับภาษาอังกฤษ ต่อไปคงต้องเรียกให้ถูกต้อง และสื่อสารให้กับประชาคมทราบ เพื่อไม่ให้สับสนกับ เกณฑ์ TQA ของสถาบันเพิ่มผลผลิต

  • บันทึกนี้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ เพราะ คุณหยกมณี เข้ามารับไม้ต่อเรียบร้อยแล้ว

  • ดีใจที่บันทึกนี้ทำให้ น้องต้นหลิว เข้าใจเรื่อง TQA/PMQA มากขึ้น

ช่วงเวลานี้ อะไรจะ HOT

 ร้อนแรง ร้อนรน และร้อนก้นไปกว่า PMQA ไม่มีอีกแล้ววว

Ico48
Prida [IP: 58.11.2.65]
23 มีนาคม 2553 21:55
#55634

เรื่องการบริหารคุณภาพ MBNQA.(TQA/PMQA)...น่าเวียนหัวจากบันทึกของอาจารย์ OS-L น่าจะเพราะเข้าใจได้ยาก...เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการ"จัดระบบ"หรือการออกแบบระบบ แม้รัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐ"จัดระบบ"มากว่า 10 ปีแล้ว

เมื่อสามารถออกแบบระบบได้แล้ว การบริหารประเภทนี้จะง่าย เพราะระบบจะชี้เป้าหมาย(วัตถุประสงค์)Purpose...และแสดงกระบวนการวิธีปฏิบัติงาน(Procedures)ให้เห็นชัดเจน

เป้าประสงค์ของ MBNQA ของสหรัฐคือ การปรับปรุงคุณภาพ(Quality Improvement)ตามที่ระบุไว้ในกฏหมาย Public Law 100-107 ที่เปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิด MBNQA และออกลูกหลานมาเป็น TQA และ PMQA รวมทั้งประเทศอื่นๆกว่า 70 ประเทศได้สมัครใจเป็นลูกหลานของ MBNQA เช่นกัน

MBNQA เป็น การบริหารระบบ(Quality Management System)หมายความว่า  การบริหารทุกเรื่องต้องมี"ระบบ"(System/Process)รองรับดังนี้:-

1. ใช้ระบบดังกล่าวเป็นแผนยุทธศาสตร์(Strategic Planning) คือ ชี้เป้าหมายและแสดงวิธีปฏิบัติ..Document what to do.

2. ใช้ระบบตัวนี้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน Do what you documented.

3. ใช้ระบบตัวนี้ในการประเมินเพื่อปรับปรุงคุณภาพ(Verify for Improvement)

หากทำความเข้าใจให้ง่ายยิ่งขึ้นก็คือ...การออกแบบระบบที่มีเป้าหมาย(Purpose)และกระบวนวิธีปฏิบัติ"Process"เพื่อให้ผู้บริหารสูงสุด(Leadership)บริหารและประเมินที่ระบบเพื่อเปลี่ยนหรือปรับปรุงคุณภาพ

การปรับปรุงหรือ"เปลี่ยน"Change ก็ง่ายนิดเดียวคือ เปลี่ยนที่เป้าหมาย Purpose และจัดระบบ Process ใหม่ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่เปลี่ยนไป...นี่คือการปรับปรุงคุณภาพหรือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามเจตนารมณ์ของ MBNQA.

กระทรวงศึกษาธิการต้องการการบริหารประเภทนี้ เพราะความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาไทยจากการสำรวจทั่วโลกล่าสุดของ IMD. จำนวน 57 ประเทศ ไทยติดอันดับที่ 47 (เกือบบ๊วย)

สรุป: เมื่อออกแบบระบบที่ดีได้แล้ว การบริหารระบบและการปรับปรุงระบบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและของชาติก็ทำได้โดยง่าย

แต่ต้องเป็นระบบที่ดี(Good Governance) เพราะถ้าออกแบบระบบได้ไม่ดี(Poor Governance)ละก็  

"ยุ่งตาย...."

 

Ico48
Prida [IP: 58.9.17.106]
24 มีนาคม 2553 14:26
#55661

วิธีการออกแบบระบบที่ดี (ตามประสบการณ์และความรู้)

ระบบใหญ่ 3 ระบบทำในรูปคู่มือ Manualที่สามารถครอบคลุมการบริหารทั้งหมดตาม OP ของ MBNQA (TQA/PMQA) ตามที่ระบุในหนังสือเรื่อง EXECUTION ของ Bossidy คือ

1. Strategy Process หมวด 2 ของ MBNQA

2. Operation Process หมวด 6 ของ MBNQA. Process Management

3. People Process หมวด 5 ของ MBNQA. Workforce Focus

Board of Examiners ตามโครงการบอลริจ Baldrige National Quality Program  ให้ความสำคัญยิ่งต่อหมวดการบริหารคน Workforce Focus ที่สมควรออกแบบให้เป็นระบบที่สมบูรณ์ที่สุดและดีที่สุด ประกอบด้วยบท(Chapters)ต่างๆไม่น้อยกว่า 20 บททั้งบทของการบริหาร HR สมับเก่า เช่น บทการบรรจุแต่งตั้ง บทการฝึกอบรม บทตำแหน่งและค่าจ้าง บทวินัย บทการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ บทเวลาทำงาน(Hours of work) บทการลาและวันหยุด(Leaves and Holidays)บทสวัสดิการ บทรางวัลและโบนัส.ฯลฯ...รวมทั้งบทต่างๆของการบริหารคุณภาพสมัยใหม่ เช่น  บทระบบการประเมินผลงาน(Performance Evaluation System)บทนักบริหารระบบ Process Owner บทการทำงานเป็นทีม(ทีมโครงการและทีมปรับปรุงคุณภาพ) บทการจัดโครงสร้างการปรับปรุงคุณภาพ(Organizing for Process Improvement)บทการวัดเพื่อปรับปรุงคุณภาพ(Measurements, Feedback,and Action)บทการปรับปรุงคุณภาพ(Quality  Improvement) บทการเปรียบเทียบเพื่อปรับปรุง(Benchmarking Process) เป็นต้น

การวางระบบบริหารคนจะให้สมบูรณ์ในการพัฒนาคน(Workforce Development)ต้องทำระบบ(คู่มือ)อีก 2 เล่มคือ

1. คู่มือมาตรฐานคุณสมบัติของทุกตำแหน่ง (Qualifications Standard Manual) ซึ่งอาจจะมีมาตรฐานคุณสมบัติปลีกย่อยออกไป เช่น Vocational Qualifications Standard หรือ QF.(Qualifications Framework) ที่ระดับอุดมศึกษาของไทยกำลังทำ TQF.เพื่อทำ เรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ให้การศึกษาของชาติสับสนตามความถนัดของ สกอ. เช่น ผลงานที่ไร้คุณภาพเพราะขาดระบบในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

2. คู่มือมาตรฐานตำแหน่ง(Job Standard Manual) องค์กรจำเป็นต้องรู้ Process ของงานทุกตำแหน่งเพื่อให้ง่ายต่อการปรับปรุงคุณภาพงานตามหลักของการบริหารคุณภาพสมัยใหม่

หมายเหตุ: สำหรับ Leadership หมวด 1 หรือ Customer Focus หมวด 3 ก็ทำตามที่ได้กำหนดไว้ใน BNQP. สำหรับหมวด 7(Results)ก็ใช้ LeTCI เป็นตัวประเมินตามที่ทราบแล้ว ส่วน หมวด 4 Measurement, Analysis and Knowledge Management นั้นง่ายมาก...เมื่อสามารถออกแบบระบบต่างๆได้ดี..ก็ใช้ระบบตัวนั้นแหละเป็นตัววัด ตัววิเคราะห์เพื่อการปรับปรุงคุณภาพ(Quality Improvement)ตามเป้าหมายของ MBNQA(TQA/PMQA).

ระบบจะดีแค่ไหน สามารถตรวจสอบได้ตาม Process Audit Checklist ในหนังสือเรื่อง Productivity and Quality Management ของ John L. Hradesky

 

 

 

  • คำอธิบายในทุกความเห็นของ คุณปรีดา ช่วยสร้างความเข้าใจในเรื่องระบบมากยิ่งขึ้น เมื่อไปปฏิบัติจริง ทำให้การทำงานง่ายขึ้น

  • การออกระบบในสถาบันอุดมศึกษา อาจจะไม่ง่ายนัก เพราะเป็นองค์กรใหญ่มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ม.อ. มีถึง 5 วิทยาเขต  คงเป็นงานชิ้นโบว์แดงของม.อ. เลยทีเดียว แต่ก็ยังหวังไว้ในใจลึกๆ ว่า เราจะสามารถออกแบบระบบที่ครอบคลุมทุกองค์ประกอบ และหวังว่าจะเป็นระบบที่ดี เพื่อไม่ให้ "ยุ่งตาย..." ให้ได้ภายใน 3 ปี

  • หนูณิชน์  ตื่นตัวกันอย่างนี้ ต้องรีบอัดเข้าไปอีก ไม่เช่นหากทิ้งช่วงเดี๋ยวจะแผ่วปลาย แต่ศูนย์เครื่องมือฯ น่าว่าไม่ เพราะตอนนี้ นำนาวาลำใหม่ ออกมาโลดแล่น ได้ก่อนเพื่อนแล้ว

 

 

19. Our Shangri-La
เมื่อ ศ. 26 มี.ค. 2553 @ 14:19
55731 [ลบ]

ดังนั้นเพื่อลด ความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน มหาวิทยาลัยจึงกำหนดแนวปฏิบัติให้ทุกคณะ/หน่วยงานดำเนินการตามเกณฑ์ของ สกอ.  สำหรับการประเมินตามเกณฑ์  PMQA มหาวิทยาลัยจะดำเนินการเอง โดยคาดว่าจะดึงข้อมูลจากการทำ TQA (สกอ.)  มาประกอบการจัดทำ PMQA

หาก TQA และ PMQA มีรากเหง้ามาจาก MBNQA เช่นกันไม่ว่าจะมีเกณฑ์/ หัวข้อประเมินต่างอย่างไร แต่ทั้งสองก็เป็นไปในลักษณะของ "โคลน" หรือต้นไม่ที่ถูกนำมาดัด ตัด ตกแต่งกิ่งก้านให้เป็นรูปทรงต่างกันเท่านั้น แต่เนื้อแท้ก็คือ "ตะโก" เช่นกัน
การที่จะลดความซ้ำซ้อนของงาน ประการแรกที่มหาวิทยาลัยต้องทำคือ

  • ๑ "การมองให้เห็นทั้งระบ" ทั้ง TQA/ PMQA เมื่อมองเห็นระบบของทั้งสองแล้ว จึงค่อยออกแบบระบบให้ครอบคลุมทั้งสองมาตรฐานคุณภาพเพื่อลดความซำซ้อนของงาน ทำหนึ่งแต่ได้ทั้งสองนั่นเอง
  • ๒ การดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นคณะ/ หน่วยงานใดๆ ก็ต้องดำเนินการทั้ง PMQA และ TQA งานซ้ำซ้อนไหม? ไม่ซ้ำซ้อนเนื่องเพราะมหาวิทยาลัยได้มองเห็น "ระบบทั้งระบบ" ทั้งสองแล้วและได้ "ออกแบบระบบที่ดี" ที่ครอบคลุมเพื่อดำเนินการงานคุณภาพทั้งสองแล้ว (ตามข้อ ๑) 
  • ๓ หน่วยกลางของมหาวิทยาลัยที่เป็นหน่วยขับเคลื่อนคุณภาพ หรือหน่วยควบคุมกำกับการดำเนินงานคุณภาพส่วนกลางเป็นผู้พิจารณา สรุปข้อมูลตามเกณฑ์คุณภาพแต่ละคุณภาพ (PMQA/ TQA) เพื่อเป็น "งานคุณภาพของมหาวิทยาลัย"

อีกประการของการดำเนินงานคือ "องค์ความรู้ ความเข้าใจ" เกี่ยวกับ TQA/ PMQA ที่ต้องผ่านการประเมินตนเอง เพื่อนำไปสู่การดำเนินในส่วนที่เกี่ยวข้องและส่วนที่จำเป็นก่อนที่จะเกิดการ "ออกแบบระบบ"

การดำเนินงานคุณภาพทั้ง TQA และ PMQA ต้องเป็นการดำเนินงานที่ ผสมผสาน บูรณาการเข้าด้วยกัน ดำเนินการเป็นองค์รวม

ดังที่ปุกปุย ได้ให้ความ เห็นไว้ว่า "การมีระบบไม่ได้หมายถึงการมีแบบฟอร์ม การมีแบบฟอร์มไม่ได้หมายถึงการมีระบบ แต่ถ้ามีทั้งคู่นับว่าดีที่สุด"

หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า การมีคุณภาพไม่ได้หมายถึง "การตอบคำถามได้" และ "การตอบคำถามได้" ไม่ได้หมายถึง "การมีคุณภาพ" แต่ถ้ามีทั้งคู่นับว่าดี

นั่นหมายถึงได้น้อมนำพระ ราชดำรัส "เข้า ใจ เข้าถึง พัฒนา" มาใช้นั่นเอง

ณ ขณะนี้จึงเป็นเวลาที่ต้องทบทวนตัวเอง

เราเอง

Ico48
Prida [IP: 58.9.13.169]
28 มีนาคม 2553 08:14
#55764

ความเห็นที่มีคุณค่า(Values)สุดคณานับ

ความเห็นตามข้อ 19 ของอาจารย์ OS-L มีค่ามหาศาล...นอกจากป้องกันการทำงานซ้ำซ้อนของ ม.อ.แล้ว ยังป้องกันการทำงานซ้ำซ้อนของ สกอ.และ กพร.ที่จะสร้างความยุ่งยากให้การบริหารราชการทั่วประเทศ...และช่วยประหยัดเงินงบประมาณของประชาชนจำนวนกว่าล้านล้านบาท(Trillion)จากการลองผิดลองถูกของการปฏิรูประบบราชการและการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมา

ข้อสังเกต:

1. เมื่อ MBNQA ซึ่งเป็นแม่แบบของ TQA/PMQA สามารถใช้ระบบมาตรฐานเดียว(Single standard)คือ"ระบบ" (A systems perspective ตาม OP)เป็นมาตรฐานทั้งภาครัฐบาล(Government) รวมทั้งเป็นมาตรฐานในการบริหารภาค Manufacturing, Small Business, Health, Education และ Non-profit ได้....เกณฑ์การประเมินของ สกอ.และ กพร. จึงไม่จำเป็นต้องเป็น Double Standards ดังที่เป็นอยู่แต่ประการใด

2. หากไม่มี"ระบบ"ป้องกันการทำงานซ้ำซ้อนของ กพร. และ สกอ.แล้ว...ผู้ที่ได้รับเคราะห์กรรมคือสถานศึกษาทั่วประเทศต้องมีสภาพเป็นหนูลองยาในการลองผิดลองถูก(Trial and Errors)ในการตั้งมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เช่น เคราะห์กรรมที่เคยได้รับมาแล้วในอดีต

3. ย่อมเป็นการแน่นอนที่ สกอ. และ กพร. ต้องการมีอิสระในการใช้งบประมาณ...จึงมองข้ามความเสียหายของชาติจากการทำงานซ้ำซ้อนซึ่งมีผลให้สถาบันการศึกษาทั่วประเทศต้องทำงานซ้ำซ้อนตามไปด้วย เช่น แนวปฏิบัติตามเกณฑ์ TQA ของ สกอ. และเกณฑ์ PMQA ของ กพร.

4. วิธีป้องกันการทำงานซ้ำซ้อนของ กพร.และ สกอ.ที่อยู่เหนืออำนาจของสถาบันการศึกษาคือ ทั้ง สกอ. และ กพร.ต้องหลีกเลี่ยง"ดับเบิ้ลสแตนดาร์ด" และใช้มาตรฐานเดียวกันตาม OP.ในกรอบของระบบ(A systems perspective) เป็นเกณฑ์...โดยการออกแบบระบบที่ดีที่สามารถครอบคลุมการบริหารได้ทุกกระทรวงตามความเห็นที่ 17 และต้องมีคู่มืออีก 2 เล่มที่ทำให้การปรับปรุงคุณภาพ(Quality Improvement)ตามเป้าประสงค์ของ MBNQA(TQA/PMQA) ทำได้โดยง่ายคือ

  • คู่มือมาตรฐานคุณสมบัติของทุกตำแหน่ง(Qualifications Standard Manual)
  • คู่มือมาตรฐานตำแหน่งต่างๆ(Job Standard Manual).

 

 

การออกแบบระบบ ที่สามารถตอบคำถามได้ทั้ง TQA ของสกอ. (ECPE) และ PMQA  เป็นความพยายามสูงสุด  ที่ม.อ. จะต้องทำให้ได้ค่ะ
ขณะนี้กำลังทำความ "เข้าใจ" เพื่อจะได้ "พัฒนาระบบ" ให้ได้ตามใจหวัง 

ขอบคุณ พี่เน็ก  และ คุณPrida  และทุกๆ ท่านที่ให้ความเห็นที่มีคุณค่าต่อการพัฒนา TQA/PMQA ของ ม.อ.

Ico48
boondet S. [IP: 58.9.121.118]
29 มีนาคม 2553 10:44
#55794

I would like to comment that your website and all articles in this website are excellent, especially on TQM.  All contributors to this website are knowlegeable on the subject matters , especially Prida's comments.  I used to work with PricewaterhouseCoopers, and American Standard, I find that all articles in this website are very useful and being used in their organizations as well as their clients.  Your contributor named  Prida seems to be an expert about TQM and management  practitioner.  I wonder if he is the same person who used to work with me at a US Federal Government, Khun Prida Kunchol.  He used to be an advisor to the minister of industry as well.

ม.อ.อยู่ระหว่างการเรียนรู้ควบคู่ไปการปฏิบัติในการนำ TQM มาใช้ในการบริหารงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน share.psu.ac.th ทำให้เราได้รับความเห็นดีๆ เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการทำงาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเห็นของคุณ Prida  ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในเรื่อง TQM ได้มากถึงมากที่สุด

และตามที่ คุณboondet คาดการณ์ไว้ถูกต้องแล้วค่ะ  คุณPrida ที่แสดงความเห็นข้างต้น เป็นบุคคลท่านเดียวกันกับที่คุณboondet รู้จักค่ะ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในบันทึกต่อๆ ไปคงได้รับความเห็นดีๆ เกี่ยวกับ TQM นะคะ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.197.111.87
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ