นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Our Shangri-La
Ico64
Kittisakdi Choomalee

ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Network
Members · Following: 0 · Followed: 16

อ่าน: 743
ความเห็น: 1

ผิดมั๊ย ... เอิ่มมมมมม: ก้าวย่างทางเดิน ลืมเลือนคืนวัน ดั้นด้นไป [C]

บางครั้งคำตอบไม่ได้ง่ายเหมือนคำถาม

พฤหัสบดีมีข้อความส่งเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือกับที่ inbox ว่า ๕ โมงเย็นจะเข้ามาขอคำแนะนำจะได้หรือไม่

ได้ครับ ผมตอบไปทาง inbox

 

หลังจากที่เสร็จภาระกิจกับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๕ สักประมาณเกือบ ๆ ๕ โมงเย็นแล้ว เดินกลับมาที่ตึก "บ" เพื่อพบปะตามที่นัดหมายไว้

 

ผมทราบว่าผู้นัดหมายบึ่งรถมาจากต่างจังหวัดโน่น

 

ตลอดเวลาของการพูดคุย (และลงมือทำ) เป็นเรื่องของข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัย ซึ่งต่อเนื่องมาจากครั้งก่อนหน้านี้ โดยครั้งนี้ผู้นัดหมายกลับมาพร้อมกับตารางข้อมูลที่ต้องการ (dummy tables) เพราะหากจะถามผมว่าต้องทำอย่างไรกับข้อมูลบ้าง ผมคงตอบให้ไม่ได้ จนกว่าผู้วิจัยทราบว่าตัวเองต้องการข้อมูลอะไร นั่นคือต้องไปทำ dummy tables มาก่อน

 

๓ ทุ่มเป็นอันเสร็จภาระกิจตามนัดหมาย ถึงเวลาได้กลับบ้าน ถึงเวลากินข้าวเย็น

 

ศุกร์สาย ๆ ผมได้รับข้อความจากทาง inbox ว่า "ผิดมั๊ยถ้าจะจะส่งข้อมูลที่วิเคราะห์ไปเมื่อวานแทนข้อมูลที่จะเก็บจริง เพราะว่าผลการวิเคราะห์ได้ผลออกมามีนัยสำคัญทางสถิติแล้ว"

 

เอ่อ  ... นั่นซิผิดหรือเปล่า ผิดมั๊ย ใครช่วยตอบทีครับ

 

ผมอึ้งกิมกี่ไปพักนึงก่อนที่จะตอบกลับไปว่า ผมตอบให้ไม่ได้ครับว่าผิดหรือไม่ เพราะถ้าจะให้ตอบจริง ๆ มันมีประเด็นที่ต้องพิจารณาหลายประเด็น

 

แต่ถ้าจะตอบแค่ขอให้ได้คำตอบก็ตอบว่าไม่ผิด

 

ฮา

 

ไม่ออกจริง ๆ นะลุง

 

ตอนที่คุยกันเมื่อวันพฤหัสบดีนั้น ได้พูดคุยกันบ้างแล้วถึงเรื่องจำนวนขนาดตัวอย่างที่จะใช้ในงานวิจัย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ (คำถามวิจัย) อยู่ ๒ -๓ ข้อ แต่ละข้อนั้นล้วนต้องการจำนวนขนาดตัวอย่างที่แตกต่างกันสำหรับการทดสอบสมมติฐานแต่ละข้อ

 

สมมติฐานบางข้อไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันกระชั้น แต่สมมติฐานบางข้อนั้น ใช้จำนวนตัวอย่างไม่มากนัก ซึ่ง "เพียงพอ" ที่จะใช้ตัวอย่างที่ได้การการทำวิจัย "นำร่อง" (pilot study)

 

ประเด็นเรื่องงายวิจัยจะให้ผลว่ามีนัยสำคัญทางสถิติเป็นเรื่องสำคัญนั้นคงเป็นเป้าหมายที่ต้องการของนักวิจัยหลาย ๆ ท่าน ซึ่งถ้าทำวิจัยแล้ว ผลวิจัยให้ผลไม่เป็นไปตาม "ความคาดหวัง" ก็หน้าซีด ตาลายคล้ายจะเป็นลม เฮ้ยจะทำเช่นไรดี

 

ท่านอาจารย์ธาดา ยิบอินซอย ผู้ล่วงลับไปแล้วได้พูดเออาไว้ว่า งานวิจัยใดที่ให้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติแล้วปรากฎผลว่า "ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ" นั้นไม่ได้เป็นงานวิจัยที่ไร้ประโยชน์ แต่เป็นงานวิจัยที่มีประโยชน์และคุณค่ายิ่ง ขึ้นอยู่กับ "การเขียน" ของเรา

 

นั่นคือเราต้องอภิปรายให้เห็นถึงข้อแตกต่าง ข้อบกพร่อง ข้อดี ข้อด้อยของงานวิจัยของเรา งานวิจัยของเราทำแล้วถึงแม้จะไม่ได้ผลบวก แต่เราได้เข้าใจงานวิจัย เข้าใจกระบวนการทำวิจัยของเราหรือไม่

 

หลังจากเสร็จสิ่นงานวิจัยแล้ว ก่อให้เกิดคำถามที่มีประโยชน์เกิดขึ้นหรือไม่ (Hypothesis generation)

 

อีกประเด็นที่นักวิจัยต้องระลึกอยู่เสมอว่า "ต้องไม่มีความลำเอียง" (un-bias) ต่อการวิจัยของเรา

 

ในการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) นั้นเขาพูดเรื่องการป้องกันอคติของข้อมูลในขั้นตอนของการทำวิจัยอยู่ ๓ ระดับ หรือที่เรียกว่าการ blind, single blind trial, double blind trial และ tripple blind trial ทั้งนี้เพื่อต้องการให้เกิดความลำเอียงน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย

 

ฉะนั้นการตั้งธงคำตอบของการวิจัยเอาไว้ก่อนว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นั้นถือว่าได้เกิด "ความลำเอียง/ อคติ" เกิดขึ้นแล้วกับตัวผู้วิจัย ซึ่งมีแนวดน้มที่จะทำให้ผู้วิจัย "ผลิต" (produce) ข้อมูลวิจัย (data) หรือถึงขนาด edit ข้อมูลเพื่อให้ผลเป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้

 

อันนี้เป็นอันตรายมาก เพราะข้อมูลที่จะถูกนำไปใช้ต่อไปนั้น "ไม่ใช่ของจริง" แต่เกิดจากการ "กระทำ" ของผู้วิจัยต่างหาก

 

ประเด็นนี้มีการพูดคุยกันนิดหน่อย เพราะผู้ที่ถามคำถามว่า "ผิดมั๊ย" ได้ยกประเด็นนี้มาสนทนา

 

ทำไมเราจะใช้ข้อมูลจากการวิจัยนำร่องมาใช้แทนข้อมูลที่จะเก็บจริงไมได้ และไม่ได้เป็นการผิด เพราะจำนวนขนาดตัวอย่างก็เพียงพอแล้ว ผลที่ได้ก็ให้นัยสำคัญทางสถิติแล้ว และอีกประการคือ อย่างไรเสียการเขียนงานวิจัยนั้นส่วนใหญ่ (เขาพูดนะครับ ผมแค่นำมาบอกต่อ - ฮา) ก็เขียนด้วยความขริงเพียงบางส่วน คือเขียนตามธงที่วางเอาไว้

 

ฮา

 

ไหมลุง

 

ชักจะยาวนะครับเรื่องนี้

 

ผมตบท้ายด้วยบทสนทนาไม่สั้นไม่ยาวว่า

 

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณและจริยธรรมของนักวิจัยแต่ละคนว่า ใครจะมีจรรยาบรรณและจริยธรรมเข้าใกล้ ๑๐๐ เต็มมากกว่ากัน

 

มีอีกหลายประเด็นครับ แต่ขอด้วยกาลเวลาที่ล่วงเลยจึงขอสมมติยุติลงเท่านี้

 

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

 

อิอิอิ

 

ผิดมั๊ยลุงที่จะใช้ผลจากการวิจัยนำร่องไปใช้แทนการใช้ข้อมูลจริง

 

ใครก็ได้ช่วยตอบผมทีทีทีทีทีทีทีทีทีทีทีทีทีทีทีทีทีทีทีทีที

 

อิอิอิ

 

นำมาเล่ากันขำ ๆ นะครับ อย่าเครียด หรือคิดมากกันไป

 

เราเอง

 

เพลง: Child in time
ศิลปิน: Deep Purple

 

Jon Lord มือ keyboard ใคคลิปนี้เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕

 

Sweet child in time, you'll see the line
The line that's drawn between, the good and the bad
See the blind man, he's shooting at the world
The bullets flying and they're taking toll

If you've been bad, Lord I bet you have
And you've not been hit by flying lead
You'd better close your eyes, you'd better bow your head
Wait for the ricochet, yeah

 

 

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 28 กุมภาพันธ์ 2558 19:31 แก้ไข: 15 สิงหาคม 2562 19:12 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา, Ico24 ทดแทน, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

น้าข้าวที่น้าทานหรือฉันตอนสามทุ่มเขาไม่เรียกว่าข้าวเย็น อิอิอิ

ส่วนจะผิดจะถูก คงต้องอยู่ที่การวินิจฉัยของกรรมการ เราไม่สามารถก้าวล่วงได้ ฮื

เฉพาะบันทึกนี้กล่าวพาดพิงถึง 3 ลุงน่ะน้าน่ะ 5555

คุณต้องทำการเข้าระบบก่อนแสดงความเห็น