นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Our Shangri-La
Ico64
Kittisakdi Choomalee

ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 16

อ่าน: 799
ความเห็น: 4

ก้าวย่างทางเดิน ลืมเลือนคืนวัน ดั้นด้นไป: R คือเครื่องมือ [C]

R เป็นเครื่องมือเครื่องมือหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการตอบโจทย์ของผู้ใช้เครื่องมือ

R คือเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับทำงานให้กับเรา

ผมย้ำอยู่เช่นนี้ในทุก ๆ ครั้งกับนักศึกษา หรือผู้ที่เกี่ยวข้องให้ได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่า R คืออะไร

การดำเนินการใด ๆ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ (tools) เป็นตัวช่วยให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ เช่น เราต้องการเก็บรวบรวมขช้อมูล เราก็ต้องใช้เครื่องมือช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลอาจจะเป็น แบบฟอร์มเก็บข้อมูล แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ เครื่องชั่ง สายวัด  SEM  .....

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว มาถึงขั้นตอนของการจัดการกับข้อมูล เราก็ต้องใช้เครื่องมือตัวอื่นในการจัดการกับข้อมูลเหล่านี้ เช่นหากข้อมูลที่ได้มายังไม่อยู่ในรูปของดิจิตอล เราก็อาจจะเปลี่ยนจากข้อมูลที่อยู่ในรูปอื่น ๆ ให้เป็นข้อมูลดิจิตอล เพื่อนำไปประมวลผล จัดการด้วยเครื่องมืออื่น ๆ (ที่เป็นดิจิตอล) ต่อไป

เมื่อได้ข้อมูลที่อยู่ในรูปของดิจิตอลแล้ว ในการจัดการข้อมูล ดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลนั้นเราก็ต้องเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับงานที่เราต้องการทำ เหมาะกับสมมติฐาน หรือคำถามที่เราต้องการคำตอบ

เช่น หากสมมติฐานหรือคำถามที่เราต้องการคำตอบนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของวิธีการทางสถิติ เครื่องมือทางสถิตินั้นมีหลายตัวหลายอย่างให้เลือกใช้ ใครถนัดจะใช้เครื่องมือไหนก็เลือกใช้ตามความเหมาะสม ตามความเชี่ยวชาญ หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

เครื่องมือทางสถิติเช่น R, Stata, SPSS, PSPP, math lab, excel, Lisrel, SAS, SUDAN, S Plus, Mini tab, Spida, ....

เครื่องมือบางเครื่องมือนำมาใช้งานได้ฟรี เครื่องมือบางเครื่องมือจำมีค่าใช้จ่ายในการนำมาใช้งาน

ในส่วนของเครื่องมือทางสถิติที่สามารถนำมาใช้งานได้ฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในรูปของค่าลิขสิทธิ์เครื่องมือ เช่น R, PSPP

 

ดังนั้นผู้ใช้งานต้องเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

 

เมื่อ R เป็นเครืองมือทางสถิติเครื่องมือหนึ่ง ดังนั้นการใช้งานเครื่องมือนี้ (R) ก็ต้องอาศัยความรู้ด้านอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะ R เป็นแค่เครื่องมือ ถ้ามีแต่เครื่องมือ ไม่มีการสั่งการ ไม่มี input เข้าไป ไม่มีการสั่ง Process เครื่องมือนั้น ๆ ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ไม่มี output ออกมา

ขั้นตอนของการ input และ process จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ในส่วนที่เป็นเรื่องของวิธีการทางสถิตินั้น "ความรู้ด้านสถิติ" เป็นเรื่องที่สำคัญที่จะถูกนำมาใช้ในการ input และ process เครื่องมืออย่าง R เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ (output) ตามที่เราต้องการ ซึ่งผลลัพธ์อาจจะเป็นอย่างที่เราคาดหรือไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดก็ได้

นอกจาก "ความรู้ทางด้านสถิติ" สำหรับการเลือกใช้วิธีการทางสถิติแล้ว ยังต้องอาศัยกระบวนการคิด วิเคราะห์ พินิจ กระบวนการตั้งคำถาม การตั้งสมมติฐาน

กระบวนการนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่มีก็ไม่รู้ว่าจะ process อย่างไรหรือทำไม อะไรจะเป็น input

ในบันทึกที่เกี่ยวกับ R หรือเครื่องมือตัวอื่น ๆ นั้นเป็นแค่การใช้เครื่องมือสำหรับเป็นตัวช่วยในการค้นหาคำตอบ ตอบโจทย์ ทดสอบสมมติฐานที่ตั้งขึ้นเท่านั้นเอง ส่วนใครจะถนัด จะชอบเครื่องมือที่เกี่ยวข้องตัวไหน เครื่องมือไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น ๆ

บันทึก "วันที่สับสน" ก็เป็นเรื่องของการใช้เครื่องมือ (R) ในการหาคำตอบ ทดสอบสมมติฐานที่เราตั้งขึ้น และเมื่อเกิดคำถามใหม่ขึ้นมาอีกระหว่างการ process ก็เป็นเรื่องของการตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐาน คิดในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะลงมือ Process โดยใช้เครื่องมือ เช่น R เป็นตัวช่วย

ดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการใช้งานเครื่องมืออย่างไร แต่เป็นเรื่องของ "การคิด" เมื่อคิด ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานแล้วจึงจะนำไปสู่การหาคำตอบ ทดสอบสมมติฐานนั้นด้วย "เครื่องมือ" ที่เหมาะสมต่อไป

หรือตัวอย่างบันทึกนี้ เริ่มต้นจากคำถาม/ ปัญหาที่เกิดขึ้น การแก้ไขปัญหา ค้นหาคำตอบว่าปัญหาอยู่ที่ไหนนั้น จะต้องใช้ "เครื่องมมือ" เข้ามาช่วย แต่ก็ต้องเริ่มจาก "กระบวนการคิด วิเคราะห์ ตั้งสมมติฐาน" จากนั้นจึงนำ "เครื่องมือ" ที่เหมาะสมมาช่วยในการแก้ไขปัญหา ทดสอบสมมติฐาน ค้นหาคำตอบ

ตัวอย่างเครื่องมือในบันทึกนี้ เช่น Oscilloscope ไขควง .... หรือแม้แต่ตัวลุงเองก็เป็นเครื่องมือได้เช่นกัน

 

ฮิ

 

R จึงเป็นเครื่องมือ

 

อิอิอิ

 

เราเอง

 

บทสวด Montra of Avilokiteshvara

เป็นบทสวดที่ผมฟังบ่อย ๆ หากมมีโอกาส ฟังแล้วเย็น ๆ สงบดีครับ

ศิลปินที่ร่วมกันร้องจะมี Song Huei Liou, Ya Ging Ging, Sheng Yan

พระท่านว่าการฟังบทสวดสามารถเป็นสมถะกรรมฐานได้ หากเราตั้งใจฟัง ฟังโดยเคารพหรือการปฏิบัติสมถะภาวนา คือฟังด้วยใจสงบนิ่ง ฟังด้วยความเคารพแต่ไม่เข้าใจในบทสวดนั้น แต่หากฟังด้วยความเคารพ คิดตาม พิจารณาตาม เข้าใจในความหมายก็จะเป็น วิปัสนากรรมฐาน หรือวิปัสนาภาวนา เกิดสุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา ตามลำดับ

ฟังเพื่อปฏิบัติสมถะภาวนากันนะครับและอย่าลืมฟังอย่าง ภาวิตา พหุลีกตา นะครับ

 

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 18 เมษายน 2557 12:41 แก้ไข: 01 พฤษภาคม 2563 09:34 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 ServiceMan, Ico24 คนธรรมดา, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

น้า..บทสวดยาวจัง ฟังตอนบ่าย ๆ จะหลับแล้ว

มนต์แปลว่าเครื่องป้องกันอกุศล ดังนั้นในขณะที่ใช้เครื่องมือนี้ จะเกิดความสุขในปัจจุบันไม่ก่อกรรมในอนาคต .... อย่างนี้

@ยาดม ถูกต้องแล้วครับ มนต์เป็นเครื่องมือ

@คนธรรมดา แบบสั้น ๆ ก็มีครับ แต่ที่ยาว (ประมาณ ๒๔ นาที) ก็เพราะวนไปวนมาหลายรอบครับ (พหุลิกตา) เอาไว้เปิดฟังตอนที่พักผ่อนสบาย ๆ ฟังไปหลับไปแบบสุขจากข้างใน

อิอิอิ

เราเอง

น้าเราเป็นเครื่องมือของหลวง น้า

วันใดเราหมดแรงเครื่องที่ว่ามันก็หมดไปฮา

คุณต้องทำการเข้าระบบก่อนแสดงความเห็น