นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Wullop Santipracha
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 16

อ่าน: 2109
ความเห็น: 0

ผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือผู้สอนเป็นสำคัญ

เน้นที่กระบวนการเรียนรู้ คือหาความรู้ได้ และฝึกการใช้ความรู้ให้เป็น

เมื่อ ๗-๘ ปีที่ผ่านมา คงได้มีการปรับกระบวนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้หลักธรรมชาติที่ว่า แต่ละบุคคลมีความสามารถและกระบวนการเรียนรู้ที่ต่างกัน บางคนชอบหาความรู้เองได้ บางคนชอบเรียนรู้แบบให้ผู้มาสอนอย่างละเอียด

ทำให้ย้อนนึกถึงตอนที่ไปเรียนปริญญาเอกในช่วงปี ๒๕๒๖-๒๕๒๘ พบว่าได้มีการจัดการเรียนการสอนวิชาเดียวกัน แต่ผู้สอนแต่ละท่านใช้วิธีการสอนต่างกัน โดยแยกกันคนละกลุ่ม เช่นกลุ่มหนึ่งสอนโดยอาจารย์ ก จะสอนแบบให้โจทย์ผู้เรียนไปศึกษาและทำคำตอบเอง กลุ่มอาจารย์ ข จะสอนด้วยการบรรยายอย่างละเอียด แล้วให้แบบฝึกหัดไปทำ ดังนั้น ผู้เรียนคนใดชอบการหาความรู้ด้วยตนเองก็ไปลงเรียนกลุ่มอาจารย์ ก แต่คนใดต้องการเรียนแบบให้มีการสอนอย่างละเอียดก็ลงเรียนในกลุ่มอาจารย์ ข ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันคือ เมื่อเรียนแล้ว จะเรียนแบบใด ให้ได้ความรู้ในวิชาดังกล่าว ตอบคำถาม นำมาใช้ประโยชน์ต่อไปได้ เรียกว่า ผู้เรียนมีทางเลือกตามกระบวนการเรียนที่ตนถนัด  ไม่ใช่อย่างที่เราทำกันที่สอนเป็นทีมที่สุดท้ายผู้เรียนทุกคนต้องเรียนในลักษณะเดียวกันหมดเพราะไม่มีทางเลือก เนื่องจากเราห่วงว่าจะไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งผิดธรรมชาติและหลักของผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงอยากให้บ้านเราปรับเปลี่ยนไห้เป็นไปตามธรรมชาติและหลักของผู้เรียนเป็นสำคัญ (เสียที)                

นอกจากนี้ เมื่อไปดูการเรียนระดับมัธยม ที่เดี๋ยวนี้เรียก การเรียนขั้นพื้นฐาน ยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งเดิมยังแยกตามความถนัดของผู้เรียน คือมีสายวิทย์ และสายศิลป์ ปัจจุบันกลับไม่มีการแยก ที่แย่ไปกว่านั้น ก็คือวิธีการเรียนยังเน้นแต่การจำมาสอบ แล้วก็ลืมหลังสอบเสร็จ เพราะไม่เข้าใจ หลักไม่แน่น ผิดกับสมัยก่อนที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่า เช่น สอนตรรกทางคณิตศาสตร์ให้มีเหตุมีผล เรียนคัด เขียน ย่อความ เรียงความ อ่านจับใจความ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการเรียนรู้ เมื่อมีวิธีการเรียนรู้ก็สามารถปรับตัวไปได้ตามการเปลี่ยนแปลง

แต่หากเป็นการจำซึ่งเป็นสูตรสำเร็จ   เมื่อสถานการณ์องค์ประกอบเปลี่ยนไปก็ไม่สามารถปรับตัวตามได้   ก็ไม่รู้ผู้ดูแลระบบการศึกษาพัฒนามาได้อย่างไร แล้วก็บ่นว่า คนไทยมีผลการเรียนแย่ลง มีความรู้ความสามารถด้อยลง นี้ยังไม่พูดถึง คุณธรรม จริยธรรม ถึงปัจจุบันก็ยังไม่รู้ตัว เพราะยังพัฒนาไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม ความพร้อมก็มีน้อย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน สัดส่วนจำนวนนักเรียนต่อผู้สอนที่สูงมาก หากเรียนภาษาจะฝึกกันอย่างไร 

ได้เคยไปประเทศจีน เขามีมาตรฐานการสอนภาษาจีนที่ชั้นเรียนหนึ่งมีผู้เรียนไม่เกิน ๒๕ คน ถ้ามีจำเกินกว่านั้นจะทำให้ผู้สอนไม่สามารถฝึกผู้เรียนได้ เรามาดูห้องเรียนของเรา ห้องหนึ่งมี ๔๐-๕๐ คน หรือมากกว่า ๑๐๐ คนในระดับมหาวิทยาลัยในบางวิชา มิหนำซ้ำ สมศ.ยังกำหนดสัดส่วนผู้เรียนต่อผู้สอนมากกว่าเท่าตัวของระบบสากล ทั้งๆ ที่ความพร้อมของผู้เรียนเรามีน้อยกว่า (ไหนว่าใช้หลักสากล เวรกรรมของเด็กไทย) คงต้องเร่งต้องปรับเปลี่ยนให้ถูกต้องและสอดคล้องความเป็นจริงโดยเร็ว มิฉะนั้น คนไทยคงสู้ใครเขาไม่ได้ และหลาย ๆ ประเทศกำลังจะแซงไปแล้ว หากเราไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนไทยให้ถูกต้อง  

คงต้องเริ่มที่แต่ละคนที่ทำหน้าที่ก่อน ไม่ต้องไปรอคนอื่น โดยเฉพาะระบบที่ไปคนละทิศ สิ่งที่น่าจะทำได้ คือการจัดกลุ่มรายวิชาเดียวกัน ให้ผู้เรียนมีทางเลือกว่าจะเรียนด้วยกระบวนการใด  

การสอนที่มีผู้ร่วมสอนน้อย ทำให้คล่องตัวในการปรับเวลาและเนื้อหา การสอนเป็นทีมยากที่จะขยับปรับเวลา เพราะเวลาของผู้สอนแต่ละคนมีน้อย และอัดจนผู้เรียนรับไม่ไหว เพราะทุกคนปรารถดี (แต่ผลร้าย) ก็พยายามอัดเนื้อหาความรู้อย่างเต็มที่ ผลก็คือผู้เรียนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปตาม ๆ กันแล้วจะเอาสติปัญญาที่ไหนไปเรียนรู้ 

 พอเรียนไม่ได้ก็ถูกว่าว่าไม่ฉลาด เลยเข้ารกเข้าพงไปเลย (จะโทษผู้เรียนหรือผู้สอนดี ไม่แน่ใจว่า ผู้เรียน หรือ ผู้สอนเป็นสำคัญ หากเปรียบเป็นร้านขายสินค้า จะมีลูกค้ากลับมาซื้ออีกหรือไม่ หากไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ ) นอกจากนี้ เรายังสอนแบบบรรยายให้ท่องจำ ทั้งๆ ที่การทำงานสมัยนี้ เราทำงานแบบหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ ไม่ได้มาจากการจำแล้ว (เพราะจำไม่ไหวแล้ว)

ดังนั้น จึงต้องปรับเน้นที่กระบวนการเรียนรู้ คือหาความรู้ได้ และฝึกการใช้ความรู้ให้เป็น เพราะความรู้ที่สอนนั้น จะล้าสมัยไปเร็วมาก เพราะมีความรู้ใหม่ที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดเวลา หากไม่มีวิธีการหาก็ไม่สามารถปรับตัวเท่าทันได้ ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนแล้ว ปรับทั้งการสอนและการประเมินผลที่เน้นที่พัฒนาการของผู้เรียนมากกว่าการจำมาสอบ มิฉะนั้นผู้เรียนจะไม่ปรับตัวตาม เริ่มเดี๋ยวนี้ ก็ก้าวหน้าเดี๋ยวนี้

 ถึงเวลาแล้วครับ

หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 14 กรกฎาคม 2551 17:20 แก้ไข: 09 ตุลาคม 2553 17:23 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.204.173.45
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ