นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 875
ความเห็น: 3

ข้อมูลยางพารา 2557

ปัญหาในขณะนี้ คือการขาดเมล็ดพันธ์ต้นตอที่ดี เนื่องจากป่ายางพันธุ์ดังเดิมถูกปลูกแทนเป็นสวนยาง

 

เมื่อ 10 มิถุนายน 2557 ได้ไปร่วมรายการวิทยุ ม.อ.88 ในรายการสภากาแฟ เรื่องสภายางพารา ที่จัดร่วมกันระหว่างสถานีวิทยุ ม.อ. กับคณะทรัพยากรธรรมชาติ ทางผู้ประสานงานของคณะได้ติดต่อให้ช่วยไปร่วมรายการ ในหัวข้ออนาคตและทิศทางการวิจัยยางพารา

 

จึงขอนำข้อมูลเรื่องยางมาฝากบันทึกไว้

 

ประเทศไทยเริ่มปลูกยางพาราตั้งแต่ปี พ.ศ. 2444 นับถึงปัจจุบันก็ 113 ปีแล้ว

 

ถึงปี พ.ศ. 2555 มีพื้นที่ปลูก 19.27 ล้านไร่ (ใกล้เคียงกับพื้นที่ปลูกยางใหม่ที่ไม่เคยปลูกยางมาก่อน เช่นในลาว เขมร พม่า จีนตอนใต้ เวียตนาม ที่มีพื้นที่ประมาณ 18 ล้านไร่) เป็นพื้นที่ในภาคใต้ประมาณ 12 ล้านไร่ ภาคอิสานประมาณ 4 ล้านไร่ ภาคตะวันออกและภาคกลางประมาณ 2.3 ล้านไร่ ภาคเหนือประมาณ 1 ล้านไร่ (สมาคมยางพาราไทย, 2556)

 

ไทยผลิตยางได้ปีละประมาณ 4 ล้านตัน ส่งออกประมาณ 3.6 ล้านตัน ที่เหลือใช้ในประเทศ (สถาบันวิจัยยาง, 2557) การส่งออกส่วนใหญ่เป็นยางแผ่น ยางแท่ง และน้ำยางข้น ซึ่งส่งออกเป็นอันหนึ่งของโลก (อนาคต อาจถูกอินโดนีเซียแซงขึ้นอันดับหนึ่ง เนื่องจากมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น) และมีการส่งในรูปการแปรรูป คือ ถุงมือยาง ยางจักรยายยนต์ ยางจักรยาน ยางรัดของและท่อยาง

 

มีความต้องการต้นกล้ายางปลูกปีละ 17 ล้านกล้า ที่ต้องใช้เมล็ดปลูกเป็นตอซึ่งต้องใช้พันธุ์ดั้งเดิมที่มีรากที่แข็งแรง ทนต่อโรครารากขาว ติดตาด้วยยางพันธุ์ที่ให้น้ำยางสูงซึ่งส่วนใหญ่ยังใช้พันธุ์ RRIM 600 ( RRIM คือ Rubber Ressearch Institute of Malaysia)

 

 

ต้นยางใช้เวลาเจริญจนสามารถออกดอกให้เมล็ดได้ ต้องมีอายุประมาณ 3-6 ปี ออกดอกปีละ 2 ครั้ง ราวเดือนกุมภาพันธ์ และช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ โดยในช่วงฤดูเดือนกุมภาพันธ์เป็นการออกดอกหลักที่มีการติดเมล็ดดีกว่าและมากกว่า เมล็ดใช้เวลาพัฒนาจนร่วง ประมาณ 5-6 เดือน

ต้นยางหนึ่งต้นให้ผลปีละประมาณ 50 ผล แต่ละผลมี 3 เมล็ด รวมหนึ่งต้นมีประมาณ 150 เมล็ด แต่ในสภาวะอากาศแปรปรวนทำให้มีการออกดอกและติดเมล็ดน้อยลง และเมล็ดที่เก็บมาใช้เป็นพันธุ์เดียวกับพันธุ์ของส่วนต้น ไม่ใช่พันธุ้ต้นตอ

 

ปัญหาในขณะนี้ คือการขาดเมล็ดพันธ์ต้นตอที่ดี เนื่องจากป่ายางพันธุ์ดั้งเดิมถูกปลูกแทนเป็นสวนยางและยางพาราเป็นพืชผสมข้ามที่ถูกผสมเกสรจากจากพันธุ์ยอดได้ จึงต้องแยกต้นที่ต้องการเมล็ดพันธุ์ต้นตอออกพอสมควร เช่น การนำไปปลูกกลางสวนปาล์มน้ำมัน หรือสวนไม้ผล ไม้ยืนต้นอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถปลูกได้จำนวนมาก ทำให้ต้องขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยการใช้เชื้อพันธุ์จากต้นจริงเพื่อให้มีการปรับตัวตามสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมที่ต่างกันที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

นอกจากนั้น เป็นการจัดการปุ๋ยให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่า ที่ต้องมีการวิเคราะห์ดิน วิเคราะห์พืช และให้สอดคล้องกับระบบการกรีด ซึ่งต้องใช้ความรู้และเทคโนโลยีให้เป็น ให้คุ้มค่า คุ้มทุน 

 

เนื่องจากการขยายพื้นที่ปลูกใหม่อีกมาก ทำให้มีคู่แข่งของยางดิบแน่นอน สิ่งที่ประเทศไทยควรทำคือการสร้างอุตสาหกรรมยางรถยนต์ที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของยางพารา เพื่อสร้างมูลค่าแทนการส่งยางดิบ

 


Sections: วิจัย - วิจัยสถาบัน
License: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
created: 19 June 2014 08:22 Modified: 19 June 2014 09:55 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People who like this: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 คนธรรมดา, and 6 others.
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

จากการประชุมด้านพลังงานเมื่อต้นเดือนนี้ ที่เอาพืชเศรษฐกิจมาพูดด้วย หอการค้าไทยมีความเห็นว่ายางพาราไทยไม่ควรขยายตัวอีกแล้วเพราะคู่แข่งมากและมีอุปสรรคเรื่องแรงงานครับ

Ico48
Smarn (Recent Activities)
19 June 2014 16:10
#98718

.. สิ่งที่ประเทศไทยควรทำคือการสร้างอุตสาหกรรมยางรถยนต์..แทนการส่งยางดิบ

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ พูดกันตั้งหลายสิบปีแล้ว คนพูดเกษียณกันหมดแล้ว

คนฟังก็เริ่มทะยอยเกษียณแล้วครับ

Ico48
ยาดม (Recent Activities)
19 June 2014 17:41
#98725

สังคมไทยจะรอใครที่สามารถจัดการอย่างครบวงจรและเป็นองค์รวมสมดุลมาทำหน้าที่นี้ เพราะยิ่งทำ ภาพรวยกระจุกจนกระจายยิ่งปรากฎมากขึ้น ความจนกระจายที่จะอยู่ได้ คงต้องเป็นความหลากหลายเพื่อความอยู่รอด แบบ "ยาใจ ยาไส้" ไปก่อน เพื่อนำไปสู่ความรวยกระจาย จนกระจุก...(บทบาทผู้นำคือผู้รับใช้หรือผู้รับผลประโยชน์)

ภาคเกษตรไทยที่รองรับคนส่วนใหญ่ยังคงรักษาสมดุลไปได้อีกนานเพียงใด หากชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ชาวสวนยางสวนผลไม้คือกระโหลกและแขนขา คงเหลือแต่ซี่โครง เนื้อหนังมังสา อวัยวะต่างจะอยู่ได้อย่างไร?

ร่วมเพาะเมล็ดพันธ์ุแห่งการพึ่งตน เกื้อกูลและแบ่งปันอย่างรู้เท่าทัน เพื่อสมดุลใหม่กันต่อไป

ด้วยความขอบคุณ

เจริญธรรมค่ะ

ยาดมเอง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.233.229.90
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ