นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 858
ความเห็น: 1

มหาวิทยาลัยวิจัยกับคุณภาพการศึกษาไทย

จึงเป็นได้แค่ มหาวิทยาลัยทำวิจัยส่งให้สากลที่ไม่ต้องลงทุนอะไรแต่ได้ใช้ผลงาน หรือใช้ไม่ได้ ก็ไม่เสียอะไร เพราะไม่ต้องลงทุน และยังได้รายได้จากค่าลงตีพิมพ์และค่าขายวารสารอีกด้วย มีแต่ได้กับได้ แล้วใครที่มีแต่เสียกับเสีย ??

จากการไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัย ทางการเกษตร สิ่งที่มีเหมือนกัน

1. ความพร้อมของเครื่องมือ โรงเรือน และอุปกรณ์

ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย โดยเฉพาะด้านการเกษตรที่ต่างจากประเทศไทยที่มีแต่นโยบายแต่การสนับความพร้อมเกือบไม่มี ยิ่งมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Wagenigen ของเนเธอร์แลนด์ ที่ใใช้งบประมาณในการศึกษาระดับปริญญญาเอก 400,000 € ในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ 200,000 € ในสาขาทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

นอกจากพร้อมแล้วยังต้องทันสมัยด้วยเพื่อยืนยันในผลการวิจัยต่อผู้ให้ทุนทำวิจัย

ซึ่งมหาวิทยาลัยในยุโรป ทุกห้องปฏิบัติการมีเครื่องมือจำนวนมาก ทุกห้องเต็มไปด้วยเครื่องมือ

2. มีผลงานวิจัยที่นำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง คือค่าของการวิจัยไม่ใช่แค่ตีพิมพ์ และการวิจัยต้องสนองตอบต่อภาคเอกชน ซึ่งคือการพัฒนาประเทศและช่วยคนในอาชีพ

3. มีงบประมาณด้านการบริหารการวิจัย และบริหารสถาบัน

คือยิ่งมีการทำวิจัยมาก มีงบวิจัยมาก ทำให้ตัวคณะ มหาวิทยาลัยมีงบบริหารจัดการมากไปด้วย รวมถึงงบสาธารณูปโภค ค่าน้ำค่าไฟฟ้า ระบบอุปกรณ์ส่วนกลาง

ต่างจากมหาวิทยาลัยไทยที่ยิ่งทำวิจัยมากยิ่งเป็นภาระต่อคณะ ต่อมหาวิทยาลัยที่ต้องนำเงินรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษามาใช้

ยิ่งไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดรายรับ รายได้ ยิ่งเบียดเบียนจากนักศึกษามากขึ้น

ปัญหาของไทย คือ อยากเป็นเหมืิอนคนอื่น แต่ไม่ทำเหมือนคนอื่น แล้วจะเป็นสากลได้อย่างไร

คนทำงานมหาวิทยาลัยไทย ต้องสร้างทั้งหลักสูตร อาคาร โรงเรือน ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ

ส่วนใหญ่เครืองมือพื้นฐานยังมีไม่ครบ ต้องแย่งใช้กับการเรียนการสอนในรายวิชาที่เป็นเทคนิค

ยิ่งปัจจุบัน การเปิดหลักสูตรใหม่ ๆ ต้องพึ่งตัวเอง ต้องใช้ค่าธรรมเนียมการศึกษา ต้องเบียดเบียนตำแหน่งเดิม ในการจัดตั้งคณะ/หน่วยงานทีีจัดตั้งโดยอำนาจของสภามหาวิทยาลัยที่ไม่ได้รับการประกาศเป็นกฤษฎีกา

ต่างจากมหาวิทยาลัยสากลที่มีทุกอย่างพร้อม

ทำให้อาจารย์เข้ามาทำงานด้านวิชาการได้เต็มที่ ทั้งการสนับสนุนจากรัฐบาล ภาคเอกชน และสังคม

แต่ต้องสร้างผลงานที่นำไปใช้ประโยชน์อย่างมืออาชีพ คือคุ้มค่า คุ้มทุนการวิจัย

หาวิทยาลัยวิจัยไทย ต้องปรับทั้งความพร้อมให้เท่าเทียมสากล

ผู้วิจัยต้องเน้นผลงานที่นำไปสร้างค่า ใช้ประโยชน์คุ้มค่า

ต้องรับผิดชอบต่อเวลาผลิตผลงานวิจัย

ต้องใส่ใจการผลิตบัณฑิตในระดับบัณฑิตศึกษา

และผู้เรียนต้องใส่ใจในการศึกษาและพัฒนาตนเอง

ที่สำคัญโจทย์วิจัยต้องสามารถนำไปเพิ่มค่า เพิ่มความสามารถในการผลิตได้จริง

การวิจัยที่เน้นการตีพิมพ์เผยแพร่ในระดับสากล นอกจากไม่สามารถเพิ่มค่าทางธุรกิจ

ยังสร้างช่องว่างการใช้ผลงานจากประชาชนคนไทยในการเข้าถึง การใช้งาน และยังเป็นภาระด้านงบประมาณในการจัดซื้อ จัดหาวารสารที่ไปตีพิมพ์

แล้วยังช่วยให้นานาชาติผลงานได้ดี แต่มีปัญหากับคนไทย จึงเป็นการส่งส่วยวิชาการที่คนไทยลงทุนจ้างนักวิจัย ทำวิจัย แต่ส่งผลงานให้นานาชาติใช้ได้

แต่คนไทยใช้ยาก คือความเป็นสากลของระบบการวิจัยไทย

ปัจจุบัน หลาย ๆ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลทุนการวิจัยยังต้องให้มหาวิทยาลัยสมทบงบประมาณการวิจัยที่เก็บจากค่าหน่วยกิต ธรรมเนียมการศึกษาของนักศึกษาปริญญาตรี

ที่ต้องจ่ายตังค์ ทั้งถูกเบียดเบียนความพร้อมทั้งจำนวนอาจารย์ พื้นที่ อุปกรณ์การเรียนรู้

ที่อาจารย์มีเวลาจำกัดเพราะต้องเร่งสร้างผลงานการวิจัยที่ได้รับทุนมา จึงเหลือเวลาดูแลนักศึกษาที่อ่อนจากระบบการจัดการศึกษาและความพร้อม

จึงไม่แปลกที่การศึกษาของไทยมีคุณภาพต่ำลงของคนไทย เพราะขาดทั้งคน ขาดความพร้อม อุปกรณ์ เครื่องมือ ขาดงบประมาณ

ที่สำคัญความคิดในการพัฒนางานด้วยการวิจัยที่สร้่างค่าจริง

มหาวิทยาลัยวิจัยไทย จึงเป็นได้แค่ มหาวิทยาลัยทำวิจัยส่งให้สากลที่ไม่ต้องลงทุนอะไรแต่ได้ใช้ผลงาน หรือใช้ไม่ได้ ก็ไม่เสียอะไร เพราะไม่ต้องลงทุน และยังได้รายได้จากค่าลงตีพิมพ์และค่าขายวารสารอีกด้วย มีแต่ได้กับได้ แล้วใครที่มีแต่เสียกับเสีย ??

created: 30 November 2012 04:30 Modified: 07 December 2012 18:56 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People who like this: Ico24 Our Shangri-La.
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

Ico48
ยาดม (Recent Activities)
30 November 2012 12:32
#82288

ความจริง ที่ใครจะเป็นผู้แก้ไข กรรมร่วม และร่วมรับวิบากกรรมกันต่อไป ยิ่งเร่งยิ่งเห็นผลเร็ว ความทันสมัยก็กลืนกินทรัพยากรธรรมชาติและแบ่งแยกคุณค่าคนด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ผลงาน" ตามที่เห็นกันอยู่

อะไรคือ"คุณค่า"และ"ผลงาน" ของการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันของคน

ความเป็นสากลที่มีตัวชี้วัดเดียวกัน น่าจะเป็นเรื่องของความทุกข์ เพราะความสุข สะดวก สบาย ที่หาไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้จบ

แล้วก็ตบท้ายด้วย "ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา "

ใช้ชีวิตบนความจริงของตนเองอย่าง สุข สงบ เย็น สันติกันต่อไป

ทำอย่างไรจึงเกิดความเป็นธรรมแก่ประชา

ขอบคุณบทเรียนจากความจริงค่ะ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.204.48.199
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ