นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1742
ความเห็น: 2

ค่าสัมปทาน คือภาระของผู้ใช้งาน

ค่าสัมปทานสูงเท่าไร ค่าบริการยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

การพัฒนาบริการสาธารณะ ของที่ร่วมกันใช้งาน เช่น รถไฟ รถไฟฟ้า ทางด่วน สามรถทำได้ 2 ทาง คือ รัฐทำเอง หรือให้สัมปทานแก่ผู่สนใจลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ

การทำเองโดยรัฐบาล นั้นทำโดยการใช้งบประมาณของรัฐมาลงทุน คือภาษีรูปแบบต่าง ๆ ที่จัดเก็บจากประชาชน ทั้งภาษีเงินได้ ภาษีการค้า ภาษีสรรพษามิต ภาษีส่งออก ภาษีนำเข้า ทุกธุระกรรมและความเป็นอยู่ ซึ่งไม่เพียงพอ อาจต้องกู้หนี้ยืมสิน และเป็นภาระของทุกคน ไม่ว่าจะใช้ หรือ ไม่ใช้ เช่น รถไฟฟ้า ระบบโทรศัพท์ ที่บางคนไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ต้องนำภาษีของทุกคนมาลงทุน จึงดูไม่เป็นธรรมกับคนที่ไม่ต้องใช้ ควรนำเงินไปใช้ประโยชน์ร่วมกันดีกว่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงให้สัมปทาน ให้ภาคเอกชน ให้ผู้มีเงินมาลงทุนแทนรัฐบาล รวมทั้งยังต้องพัฒนาให้ทันสมัย ทันกาลเทคโนโลยี

การให้สัมปทานในหลายๆ ประเทศ ไม่ทำด้วยการหาประโยชน์จากภาคเอกชน เพียงแต่ให้ภาคเอกชนลงทุนจัดบริการแทนรัฐ แทนการใช้ภาษีของรัฐ คนของรัฐมาทำงาน บริหารจัดการ

แต่รัฐต้องตั้งกติกาไม่ให้เอกชนที่มารับสัมปทานเอาเปรียบผู้ใช้ ผู้บริโภค บังคับให้ต้องพัฒนาให้ทันสมัย ทันเทคโนโลยี

ซึ่งต่างจากของไทยที่ภาคเอกชนต้องจ่ายค่าสัมปทานเข้ารัฐ

การจ่ายค่าสัมปทานเข้ารัฐ คือต้นทุนของการทำธุรกรรม นอกจากการลงทุนโครงสร้าง อุปกรณ์ เทคโนโลยี ค่าบริหารจัดการ ค่าบริการ ซึ่งเมื่อเป็นต้นทุนก็ต้องมีผู้รับผิดชอบ สุดท้ายจึงคิดเก็บจากผู้ใช้บริการ

ดังนัั้น การที่ภาคเอกชนต้องเสียค่าสัมปทานสูงเท่าไร ค่าบริการยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น จึงไม่ใช่ผลดีต่อการใช้ การพัฒนาเพราะจะเป็นลูกโซ่ต่อกันไป

อย่างการสัมปทาน 3 จีที่กำลังดำเนินการ เมื่อบอกว่าเอกชนหากประมูลต่ำ รัฐจะเสียผลประโยชน์ จึงเป็นการเข้าใจผิด

เพราะการที่ให้เอกชนลงทุน บริหารจัดการแทนคือการลดค่าใช้จ่ายจากลงทุนของรัฐจากงบประมาณรัฐที่มาจากภาษี หรือเงินกู้ที่รัฐต้องรับภาระใช้คือจากภาษีทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย

แต่การที่เอกชนต้องจ่ายค่าสัมปทานสูง ผู้ที่ต้องรับภาระคือผู้ใช้บริการ และถ้าภาคเอกชนนำไปบริการต่อ เช่น โรงเรียนเอกชนติดอินเทอร์เน็ตบริการจัดการเรียนการสอนต้องเสียค่าบริการสูงขึ้นก็ต้องคิดค่าเทอมสูงขึ้น สถานศึกษาของรัฐต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น

สำหรับในหลายประเทศที่การให้สัมปทานแก่ภาคเอกชนมาทำแทน จะไม่เก็บค่าสัมปทานที่เป็นต้นทุนของประชาชนผู้ใชั เพียงแต่รัฐไม่ต้องลงทุนจากงบประมาณรัฐ จากภาษี จากเงินกู้ แต่ต้องกำหนดแรงจูงใจให้เอกชนมาดำเนินการด้วยการกำหนดเพดานของผลกำไร เช่นต้องไม่เกิน 20% ด้วยการตรวจสอบผลประกอบการ หรือให้เอกชนมาสู้กันด้วยการเสนอว่า รายใดจะให้เพดานกำไรเท่าไร ใครเสนอต่ำสุดได้ไปด้วยมาตรฐานการบริการที่ดี

เมื่อปี 2526-2528 ช่วงที่ไปเรียนที่อเมริกา ยังได้รับค่าใช้โทรศัพท์คืนเนื่องจากผลประกอบการของบริษัทมีกำไรเกินเพดานที่ทำสัญญาสัมปทานไว้

ค่าสัมปทาน คือต้นทุนของภาคเอกชน คือต้นทุนของผู้ใช้บริการ คือค่าบริการของผู้ใช้

ลองคิดดูว่าควรจะมากหรือน้อยดี ????

ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศไม่เก็บค่าสัมปทานให้เป็นภาระของประชาชนผู้ใช้ แล้วที่เก็บค่าสัมปทานนำเข้ารัฐ หรือหน่วยงานใดนำไปใช้ ใครได้ประโยชน์ ที่แน่ ๆ ประชาชนผู้ใช้เป็นผู้เสียประโยชน์ หาใช่ภาคชนผู้ได้สัมปทา

แต่การทำให้มีผู้รับสัมปทานหลาย ๆ รายเป็นสิ่งที่ดี เพื่อลดการผูกขาดและแข่งขันกันพัฒนา เป็นทางเลือกของผู้ใช้

ผู้ที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไปคงจำได้ที่โทรศัพท์ถูกผูกขาดโดยองค์การโทรศัพท์ นอกจากทำไม่ทัน ค่าโทรศัพท์แพง แม้แต่จะใช้ยังต้องรอกันหลายปี คือการผูกขาดของรัฐ ไม่พัฒนา ค่าใช้จ่ายสูง ปัจุจุบันยังมี การรถไฟ แอร์พอร์ตลิงค์ และอีกหลาย ๆ เรื่อง

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 16 ตุลาคม 2555 21:05 แก้ไข: 16 ตุลาคม 2555 22:43 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 pai และ Ico24 คนธรรมดา.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ถูกต้องครับ เห็นในข่าวถกเรื่อง 3G กันหลายเรื่อง หลายประเด็น ผมเห็นด้วยกับท่านคณบดี ที่ไม่จำเป็นต้องไปเก็บค่าสัมปทานแพงๆในเรื่องที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคครับ อาจไม่เก็บเลยก็ได้ แต่ต้องไปควบคุมการคิดค่าบริการที่ไม่ให้เอกชนเอาเปรียบผู้ใช้บริการ เรื่องนี้ต่างจากการสัมปทานทำลายทรัพยากร เช่น เหมืองแร่ ป่าไม้และปัจจุบันคือน้ำมันและแกส เพราะผู้รับสัมปทานจะนำทรัพยากรของรัฐ(ประชาชน) ไปทำการค้า(ขาย) โดยรัฐเสียทรัพยากรอย่างถาวร ไม่เกี่ยวกับผู้บริโภคโดยตรง การได้สัมปทานแพงๆ รัฐก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น ดังนั้นถ้ารัฐคำนวนดูแล้วรัฐเสียประโยชน์ก็ไม่ควรให้สัมปทานถูกๆ เพราะทรัพยากรยิ่งนานยิ่งขาดแคลน ยิ่งแพงขึ้น เก็บเอาไว้ให้ลูกหลาน(บ้าง)ดีกว่า ไม่จำเป็นต้องรีบให้สัมปทาน ส่วน 3G ใช้อย่างไงก็ไม่หมด ต้องคิดกันคนละแบบ

สรุป เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับท่าน และประชาชนควรได้รับความรู้แบบนี้ จะได้ไม่สับสน อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ยังมีคนบอกว่า ต้องเก็บค่าสัมปทานสูง ๆ เพื่อดูแลประชาชนผู้ใช้ ดูแลให้เสียค่าบริการที่สูงขึ้น ???

ความจริงน่าจะเสียค่าสัมปทานต่ำ หรือไม่มี แต่ต้องจัดบริการให้ดี ด้วยราคาบริการที่ถูกพอดีกับเทคโนโลยี 

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.234.214.179
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ