นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1134
ความเห็น: 1

ทำงาน

การทำงาน ไม่ใช่เฉพาะงานที่ทำในขั้นตอนเฉพาะของตนเอง แต่ต้องมองให้เห็นทั้งระบบ คุณภาพ ความต้องการของผู้ใช้ และการทำงานของคนอื่น ต้องรู้นโยบาย ค่านิยม วิสัยทัศน์องค์กร

การทำงานเป็นของที่ทุกคนต้องมี และทุกคนก็ต้องการทำงานให้ดี และบอกว่าตนเองทำงานดีเสมอ

การทำงานดี ดูกันอย่างไร อะไรบ้าง

  1. ต้องรู้เรื่องในงานที่ทำ ทั้งกระบวนการและวิธีการ คือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายที่เข้าทำงาน
  2. ต้องรู้การไหลของงาน คือรู้งานที่ทำนั้นไปไหนต่อ ไปกระทบกับอะไรบ้าง โดยเฉพาะงานที่ไม่เสร็จในตัวเอง การเห็นความเชื่อมโยงจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานดี
  3. ต้องรู้คุณภาพของงาน คำว่า คุณภาพต้องคำนึงถึงผู้ใช้ ผู้มีส่วนได้เสีย ที่คนทำงานส่วนใหญ่มักดูเฉพาะในส่วนของตนเอง ความจริงต้องมองไปถึงผู้ใช้ประโยชน์ เหมือนทำอาหารขายต้องให้อร่อยคนกิน ไม่ใช่อร่อยคนทำ
  4. ต้องรู้ประสิทธิผลของงาน คือทำงานตรงเป้าหมาย ไม่ผิดพลาด
  5. ต้องรู้ประสิทธิภาพการทำงาน ทำได้เร็ว ลดค่าใช้จ่าย ลดเวลา แต่ต้องถูกต้องตามข้อ 4
  6. ต้องรู้การทำงานที่ดีกว่า นั่นคือต้องดู ต้องรู้ว่า คนอื่นเขาทำอะไร เปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้ว เพื่อจะได้ปรับปรุงงานของเรา ซึ่งคือการแข่งขัน ที่ต้องให้ทันหรือดีกว่าคนอื่น คือต้องตื่นตัว ต้องพัฒนา
  7. ต้องให้สอดคล้องกับนโยบาย ค่านิยม วิสัยทัศน์ขององค์กร หน่วยงาน เพื่อให้ประกันต่อลูกค้า ผู้รับบริการ ประชาชนได้
  8. ต้องรู้การใช้เทคโนโลยี และทางเลือกในการทำงานให้ดีขึ้น รู้ว่าจะนำเทคโนโลยีอุปกรณ์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความเร็ว ลดคน ลดภาระงาน รู้ว่ามีทางเลือกอื่นในการทำงาน เช่น แทนที่จะต้องออกไปซื้อของ ก็ให้ร้านค้ามาส่งในปริมาณที่มากพอ คุ้มค่า รู้ปริมาณการใช้เพื่อลดการเก็นของไว้มาก ๆ ที่อาจล้าสมัย ใช้ไม่ทัน เสียพื้นที่เก็บ แม้แต่จัดซื้อข้าวห่อก็ใช้วิธีการสั่งให้ร้านมาส่ง จะได้ไม่ต้องเสียกำลังคนไปจัดซื้อ เป็นต้น
  9. ต้องรู้จักเพื่อนร่วมงาน ในที่นี้ไม่ใช่รู้จักกัน แต่รู้ความสามารถ ความชำนาญของแต่ละคน รู้จักนิสัยในการทำงาน รู้ปัญหาของแต่ละคน เพื่อประสานทำงานช่วยเหลือ เติมเต็ม เพื่อจะได้เข้าใจว่าคนแตกต่างกัน จะได้กำหนดวิธีการทำงานที่ให้สอดคล้องกับความสามารถของแต่ละคน รู้การประสานประสบการณ์คนทำงานเดิมกับความรู้คนรุ่นใหม่ ที่สำคัญต้องไม่กำหนดวิธีการเดียว หากมีหลายวิธีที่นำไปสู่ผลสำเร็จของงานตามความสามารถและทักษะของแต่ละคน เพราะที่เห็นขัดใจกัน คือใช้วิธีเดียวเท่านั้น จึงทำให้เสียโอกาสการนำความชำนาญของแต่ละคนมาใช้พัฒนางาน และต้องรู้ความเป็นรุ่นพี่ รุ่นน้องเพื่อการประสานการทำงาน ที่เรียกว่า พี่ที่ดีและน้องที่ดี ที่ทำให้งานที่ทำออกมาดี สบายใจ ไม่ใช่พี่ข่มน้อง น้องรังเกียจ กลัวพี่ โดยเฉพาะกลัวที่อารมณ์ ความรู้สึก ควรแสดงให้เห็นและเชื่อถือฝีมือการทำงาน สอนน้องให้เก่งงานโดยเร็วเพื่อช่วยกันทำงาน และให้น้องนำความทันสมัยมาช่วยพัฒนาการทำงานด้วยการใช้แววและประสบการณ์ของรุ่นพี

นี่คือสิ่งต้องคิด พิจารณาในการทำงาน ไม่ใช่เฉพาะงานที่ทำในขั้นตอนเฉพาะของตนเอง แต่ต้องมองให้เห็นทั้งระบบ คุณภาพ ความต้องการของผู้ใช้ และการทำงานของคนอื่น ต้องรู้นโยบาย ค่านิยม วิสัยทัศน์องค์กร

การทำงานดีเฉพาะในหน้าที่ ก็อาจล้าหลัง ไม่พัฒนา สุดท้ายก็แค่เคยดี ซึ่งไม่เพียงพอในงานยุคปัจจุบัน ที่สำคัญต้องคำนึงถึงต้นทุน ค่าใช้จ่ายด้วย โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย เนื่องจากงบประมาณของรัฐจำกัด ไม่เพียงพอ

สำหรับผู้ที่เป็นหัวหน้าหน่วย หัวหน้างาน นอกจากการทำงานให้ดีดังกล่าว ยังต้องเข้าใจถึงทุกงานในหน่วย ในงาน รู้หน้าที่ของหน่วยงาน เพื่อประสานพัฒนางานของหน่วยงานด้วย   

การทำงานให้เห็นองค์ประกอบต่าง ๆ เช่นนี้ ย่อมทำงานดี แน่นอน 

 

หมวดหมู่บันทึก: พัฒนางานประจำ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 14 มิถุนายน 2555 19:10 แก้ไข: 14 มิถุนายน 2555 19:10 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 Monly, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
อภิชัย [IP: 223.206.72.24]
21 มิถุนายน 2555 21:53
#78011

การสร้างแรงจูงใจให้ใครสักคนต้องใช้เวลา และค่อยเป็นค่อยไป หากอีกฝ่ายหนึ่งให้ความร่วมมือ มีใจที่พัฒนา โอกาสที่จะสำเร็จก็จะเป็นไปได้ง่าย ในทางตรงกันข้าม หากพนักงานไม่ให้ใจ ไม่ศรัทธา ไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง ต่อให้พยายามเท่าไรก็คงไม่เกิดผล

การแสดงตัวอย่างให้พนักงานรู้จักที่จะ “ให้” มากกว่า “รับ” ในแง่ของการ “ให้เพื่อส่วนรวม” กล้าที่จะทำเพื่อส่วนรวม กล้ายอมรับในความความผิดพลาดของตน โดยคำนึงถึงส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน คงจะได้ใจไม่น้อย ถ้าใจมาอะไรก็มา ถ้าใจไม่มาก็....ไม่มีประโยชน์ที่จะพูด

"การเป็นผู้บริหารนั้นจะมีแต่เพียงอำนาจอย่างเดียวคงไม่ได้ จำเป็นต้องมีบารมีควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้พนักงานเกิดความเคารพนับถือ และพร้อมที่จะทำงานหนัก เพื่อผู้บริหารและองค์กรของพวกเขา ซึ่งอยู่ที่การวางตัวของผู้บริหารเอง"

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 100.24.122.228
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ