นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2426
ความเห็น: 2

บุคลากรสายสนับสนุนกับภารกิจของมหาวิทยาลัย

เป็นต้นแบบ และมีผลต่อชื่อเสียงและชื่อเสียของมหาวิทยาลัย

บุคลากรสายสนับสนุน เป็นบุคลากรที่สำคัญต่อการสนับสนุนภารกิจของมหาวิทยาลัย ทั้งการผลิตบัณฑิต การวิจัย บริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

คำว่า สนับสนุน หมายถึงต้องช่วยให้สะดวกขึ้น ดีขึ้น มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ที่สำคัญต้องสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของมหาวิทยาลัย ซึ่งรวมถึง คณะ ภาควิชา ที่เป็นแหล่งปฏิบัติภารกิจจริงของมหาวิทยาลัย แสดงว่าเป้าหมายของการปฏิบัติงานไม่ได้อยู่ที่หน่วย งาน ฝ่าย กองที่สังกัด แต่ต้องสนับสนุนภารกิจของมหาวิทยาลัยเป็นระบบ เป็นขององค์กร

การปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน นอกจากต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎ ระเบียบ แล้ว ยังต้องสนับสนุนให้การปฏิบัติภารกิจเป็นไปอย่าง

  1. มีประสิทธิผล คือได้ผล บรรลุเป้าหมายและแผนการดำเนินงาน  
  2. มีประสิทธิภาพ คือ รวดเร็ว ว่องไว ทันเวลา ไม่เสียโอกาสขององค์กร เช่น การเสนอของบประมาณเฉพาะเร่งด่วน การเสนอชื่อ/โครงเข้ารับทุน เข้ารับรางวัล ฯลฯ

ที่สำคัญ ฝ่ายสนับสนุน

  • ต้องเป็นตัวบล๊อค เป็นปัญหา อุปสรรคในการทำงานเสียเอง
  • ต้องไม่ใช้ผู้ควบคุมกฎ แต่ใช้กฎเสริมการปฏิบัติร่วมกัน
  • ต้องนำกฎมาใช้อย่างมีประสิทธิผล คือถูกต้อง และ ประสิทธิภาพ สนับสนุน ช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างว่องไวไร้ปัญหา ทั้งบุคลากร และลูกค้า คือนักศึกษาและผู้ประกอบการ

เนื่องจากฝ่ายสนับสนุนภารกิจ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย นโยบาย แผน และพันธกิจ ทำให้บุคลากรสายสนับสนุน

  • ต้องสนับสนุนภารกิจ แผน ของคณะให้ดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิผล และ ประสิทธิภาพ
  • ต้องเข้าใจภารกิจ ทิศทาง แผน นโยบาย
  • ต้องสนับสนุนในภาพขององค์กร ไม่ใช่ เฉพาะหน้าที่ในส่วนงานของตน
  • ต้องให้ข้อวิเคราะห์เชิงระบบ ระเบียบ สำฤทธิผล ปัญหา และอุปสรรค เพื่อการตัดสินใจ
  • จัด/ปรับปรุงฐานข้อมูล แนวทาง แนวปฏิบัติให้ทันสมัย เข้าถึงง่ายและใช้ได้เอง และใช้ร่วมกัน
  • แปลงแนวปฏิบัตินำสู่การใช้งานแบบง่าย
  • พัฒนาตน ระบบ ให้ทันสมัย ทันกาล

จะเห็นว่า บุคลากรสายสนับสนุนมีความสำคัญ ต่อความถูกต้องของระบบ ระเบียบ ให้สามารถดำเนินภารกิจได้อย่างมีคุณภาพ รวดเร็ว ทันกาล ต้องทำงานในเชิงระบบ และเชิงรุก ด้วยการใช้ข้อมูลของปีที่ผ่าน ๆ มาเป็นฐานในการจัดระบบการสนับสนุน และยังเป็นต้นแบบ และมีผลต่อชื่อเสียงและชื่อเสียของมหาวิทยาลัย

  • การปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนมีผลต่อการเป็นต้นแบบการเรียนรู้ของนักศึกษา หากได้รับประสบการณ์ที่ดี ประมับใจ จะนำผลไปปฏิบัติเมื่อจบไปทำงาน
  • การปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนมีผลต่อระบบธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัยที่แสดงต่อลูกค้า ผู้ประกอบการ ร้านค้าที่มารับบริการ และหากปฏิบัติไม่ดี ย่อมนำมาซึ่งชื่อเสียของมหาวิทยาลัย หาใช่ฝ่ายบริหาร วิชาการ 
หมวดหมู่บันทึก: พัฒนางานประจำ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 09 พฤษภาคม 2555 18:09 แก้ไข: 09 พฤษภาคม 2555 19:37 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 Bravo1, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

         ขอบพระคุณคะที่อาจารย์ให้ความสำคัญกับสายสนับสนุน  สายสนับสนุนมีหลายด้าน   หลายสายงาน  ย้อนหลังไปช่วง 2535...สายงานครู  ที่มีบทบาททำงานควบคู่ไปกับคณาจารย์  ไม่ว่าด้านการเรียนการสอน  การวิจัย  รวมทั้งกิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัย 

          ด้านความก้าวหน้าในการพัฒนาตนเองนั้น  จะมีความก้าวหน้าได้ง่ายกว่าสายสนับสนุนอื่นๆ  ถึงแม้ว่าแรกบรรจุจะเป็นวุฒิอนุปริญญา  แต่ส่วนมากมีโอกาสได้ไปศึกษาปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องกับงานที่ปฏิบัติเพิ่มเติมในภายหลังใน  แต่ไม่มีการเปลี่ยนตำแหน่ง  เพราะตำแหน่งครูสามารถพัฒนาไปได้ถึง ระดับ 7-8 (ระบบเก่า)  โดยการนำผลงาน เช่น  คู่มือ  งานวิจัย ฯลฯ  ขอชำนาญการ

         เปรียบเทียบกับสายสนับสนุนอื่นๆ  สมมติว่าเริ่มบรรจุด้วยวุฒิอนุปริญญา  จะไปตันที่ระดับ 6 ส่วนมากจะพยายามเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อให้เพดานสูงขึ้นไปกว่าเดิม  บางคนที่มีความสามารถทำงานวิจัย  สามารถนำผลงานขอชำนาญการได้เช่นเดียวกัน

         ขอย้อนไปที่ตำแหน่งครู  เนื่องจากภาระงานเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน  จะไม่มีการเปลี่ยนตำแหน่ง  ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อปรับข้าราชการเข้าสู่ระบบแท่ง  กลายเป็นว่าสายงานครูเดิม  ตกอับที่สุดเพราะไปอยู่ในแท่งทั่วไป ปฏิบัติงานระดับต้น  และที่สำคัญคือ  ผู้ที่ได้ชำนาญการอยู่แล้ว  เปลี่ยนไปเป็นชำนาญงาน

         การปรับเปลี่ยนดังกล่าวไม่ได้พิจารณาให้เป็นธรรม  ถึงการพัฒนาที่ผ่านมา  ทำไมจึงวิเคราะห์ได้แต่เพียงว่า  ครูแรกบรรจุด้วยอนุปริญญา (ระดับ 2) แล้วโยงเข้าระบบแท่งแบบง่ายๆ  ทำไมไม่มีใครวิเคราะห์งานและผงงานของเขาเหล่านั้น  และปรับเข้าระบบแท่งที่เหมาะสม

          กรณีของครูที่อยู่ครูระดับชำนาญการ  7-8  เมื่อเข้าระบบแท่ง  เป็นผู้ปฏิบัติงานวิทยาศาสตร์ชำนาญงานพิเศษ  ถ้าบุคลากรเหล่านั้นมีผลงาน  ทำงานวิจัยอยู่ทุกวี่ทุกวัน  ผลงานที่ทำจะสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพอย่างไรได้บ้าง...คงไม่มีใครมองกระมัง....หรือมองเห็นแต่เพียงว่า...ไม่กี่ปีก็เกษียณ......สำหรับบางสายงานอาจจะใช่...แต่ครูบางคนอาจไม่ใช่ก็ได้....

         ทุกวันนี้กลุ่มครูก็เคลื่อนไหวเรียกร้องกันอยู่  แต่เนื่องจากเป็นชนกลุ่มน้อย..จึงไม่มีใครให้ความสนใจอย่างจริงจัง.....

ผมว่าช่องว่างระหว่างสายสนับสนุนกับสายวิชาการมีช่องว่างพอสมควรนะครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.239.160.113
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ