นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1464
ความเห็น: 2

ความโง่เขลาของผู้คิดระบบการศึกษาไทย

ความโง่เขลา คือ นอกจากพัฒนา แก้ปัญหาไม่ได้ ยังนำไปสู่การเพิ่มปัญหา ลดค่าของปัญญา

ความโง่ คือ ความไม่รู้ ไม่พัฒนา แก้ปัญหาไม่ได้

ความโง่เขลา คือ นอกจากพัฒนา แก้ปัญหาไม่ได้ ยังนำไปสู่การเพิ่มปัญหา ลดค่าของปัญญา ซึ่งอาจเป็นการกระทำของคนมีความรู้แต่ใช้ไปในทางสร้างความเขลา

สิ่งที่แสดงให้เห็นความโง่เขลาของระบบการศึกษาไทย ที่แสดงในระบบของการประกันคุณภาพ โดย สมศ. และเกณฑ์การใช้ผลงานเพื่อขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ที่กำหนดโดย สกอ. 

เกณฑ์การประเมินของ สมศ. คือการนับผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ของอาจารย์และผลงานตีพิมพ์ผลงานจากวิทยานิพนธ์ ที่แยกกัน และไม่ให้นับผลงานจากวิทยานิพนธ์เป็นผลงานของอาจารย์ ทั้ง ๆ ที่ การวิจัยและบัณฑิตศึกษาเป็นการดำเนินการที่เกื้อกูลกันและกัน ให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ตามบันทึก

 http://share.psu.ac.th/blog/fnr-devolop/23548

http://share.psu.ac.th/blog/fnr-devolop/23559

http://share.psu.ac.th/blog/fnr-devolop/23563

เนื่องจากผู้จบปริญญาตรี อยากศึกษาต่อ แต่ไม่ต้องการรบกวนการส่งเสียของผู้ปกครอง จึงต้องการทุนการศึกษาเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย และอาจารย์เองที่ต้องการมีผู้ช่วยทำวิจัย ช่วยเตรียมสอน ช่วยดูแลนักศึกษาเพื่อใช้เวลาไปกับสร้างค่าเพิ่ม ลดเวลาอาจารย์ไปทำงานที่มีค่ามากกว่า ให้นักศึกษาฝึกรับผิดชอบ สร้างความให้แน่นขึ้น และได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองในการศึกษา

เมื่อนับผลงานร่วมกันไม่ได้ ก็ต้องทำให้แยกจากกัน ไม่สามารถสานประโยชน์ซึ่งกันและกันได้

นี่คือความโง่เขลาของผู้คิดระบบ ที่อยากเป็นสากล แต่กลับใช้วิธีการที่สากลไม่ใช้กัน จะเรียกผู้ทำแบบนี้ว่า อะไรดี

จริงอยู่ตัวอาจารย์อาจไม่เดือดร้อน เพราะเป็นการประเมินคุณภาพของคณะ มหาวิทยาลัย แต่กับการประเมินบุคคล ผู้ที่มีผลงานสะท้อนตัวบ่งชี้การประเมินองค์กรย่อมมีผลต่อการประเมินในสายตาของผู้บริหาร จึงเป็นระบบที่สร้างความเขลา คือสร้างปัญหา ลดค่า มากกว่าประโยชน์

ส่วนเกณฑ์การใช้ผลงานเพื่อขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่ระบุว่า ต้องมีสัดส่วนปริมาณงานมากกว่า 50% ขึ้น จึงใช้ขอกำหนดตำแหน่งได้ มีผลเสีย

  1. การทำงานเป็นทีมวิจัย  เพราะหากเกิน 2 คน ก็แบ่งสัดส่วนผลงานกันไม่ได้ และหากแบ่งให้คนอื่นน้อยเกินไปก็เกิดความรู้ไม่ดีซึ่งกันและกัน เพราะมักไม่สะท้อนความจริง ที่ทำให้เสียจรรยาบรรณที่อ้างว่าสำคัญสำหรับการทำวิจัย แต่วิธีการนำไปสู่การไม่แสดงความจริง
  2. เมื่อมีปัญหาการใช้ผลงาน การผสมผสานระหว่างสาขา ความรู้ ความชำนาญจึงไม่เกิด เพราะผสมกันและแบ่งสัดส่วนผลงานไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่การผสมผสานงานหลากหลายศาสตร์มีความสำคัญต่อการสร้างนวัตกรรม การเพิ่มการใช้ประโยชน์ 
  3. ส่งผลมาถึงการทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ที่จะเหลืออาจารย์ที่ปรึกษาท่านเดียว เพราะมีหลายคนจะแบ่งสัดส่วนผลงานกันไม่ได้ ยังมีข้อกำหนดอีกว่า ผลงานตีพิมพ์จากวิทยานิพนธ์ต้องเป็นของนักศึกษาเป็นหลัก ดังนั้น ถ้ามีอาจารย์ที่ปรึกษา 2 ท่าน ผลงานนั้น นักศึกษาต้องมีสัดส่วนภาระงาน 50% ที่เหลืออาจารย์ที่ปรึกษา 2 ท่าน ก็ไม่สามารถใช้ผลงานได้ไปกำหนดตำแหน่งทางวิชาการได้

เมื่อเกณฑ์เป็นเช่นนี้ อาจารย์เจ้าของโครงการวิจัยอาจ 

  • ไม่รับนักศึกษาให้ทำวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์
  • ให้เป็นแค่ผู้ช่วยวิจัย รับค่าจ้างทำวิจัย เพื่อไม่ให้มีปัญหาสัดส่วนผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ การทำวิจัยเพื่อวิทยานพนธ์ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของนักศึกษา

เป็นอีกหนึ่งระบบความโง่เขลา เพราะเป็นระบบที่ลดประโยชน์ร่วม ทั้งจากทีมวิจัยต่างสาขา การเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ยังนำไปสู่การสร้างความเห็นแก่ตัวที่เกิดจากระบบ กฏเกณฑ์ ที่คนไม่ได้โง่ แต่ระบบทำให้คนต้องโง่ จึงเป็นระบบที่โง่เขลา

 

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 05 พฤษภาคม 2555 13:37 แก้ไข: 05 พฤษภาคม 2555 13:37 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา, Ico24 บิวตี้, และ Ico24 โอ๋-อโณ.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
เกษียณศักดิ์ [IP: 180.183.168.24]
08 พฤษภาคม 2555 23:39
#77096

เห็นด้วยอย่างแรงครับ

และขอชื่นชมในความกล้า...ที่บอกเล่าอีกเสี้ยวโง่ของระบบการศึกษาไทยให้ได้รับทราบเพิ่มเติม

;)

Ico48
ดร. Paul [IP: 172.20.101.10]
11 พฤษภาคม 2555 00:14
#77128

เห็นด้วยอย่างมาก ๆๆๆๆๆ ครับ เคยคุยกับคนดูแลเรื่องนี้แล้ว เขาบอกว่า อาจารย์ทำวิจัยไม่จำเป็นต้องเอาไปขอตำแหน่งวิชาการหรอก แต่อย่าลืมว่าใคร ๆ ทำแล้วก็อยากเอาไปขอผลงานได้ ถ้าเงื่อนไขไม่เอื้อต่อการทำวิจัยร่วมหรือส่งเสริมให้ทำงานวิจัยร่วมกันหลายศาสตร์ แล้วคุณภาพของงานจากหลายความคิดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผู้บริหาร มอ. ควรปรับเกณฑ์ใหม่ได้แล้วโดยด่วน มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในไทยด้ง ๆ และเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยด้วยไม่ใช้เกณฑ์นี้กันนะครับ เขาใช้เกณฑ์ที่ส่งเสริมการทำวิจัยร่วมกันและสามารถขอผลงานได้ครับ มอ. เราจะอยู่แค่นี้หรือครับ หรือจะไปข้างหน้าแบบสากลอย่างภาคภูมิ หรือจะรอให้สมองไหลหมดก่อนแล้วค่อยคิดได้ครับ

 

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.227.254.12
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ