นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2049
ความเห็น: 2

ปรัชญาชีวิตที่เป็นสุข 3 : ทำงานอย่างเล่นละคร

คนที่เป็นทุกข์ เพราะไม่เป็นตัวเอง อยากเป็นแบบคนอื่น ไม่เข้าใจธรรมชาติ ไม่ยอมรับความจริง ไม่รู้บทบาทหน้าที่ตนเอง ในงาน ในชีวิต แยกไม่ออกว่า ส่วนไหนคือชีวิตจริง ส่วนไหนต้องแสดง และมักแสดงในส่วนที่เป็นชีวิตจริง แต่พอถึงเวลาต้องแสดงกลับไม่ยอมแสดง ไม่ยอมหยุดแสดง

จาก ปรัชญาชีวิตที่เป็นสุข 1 : มีชีวิตอย่างธรรมดา http://share.psu.ac.th/blog/fnr-devolop/20397

และ 2 : เป็นอยู่ตามธรรมชาติและความจริง http://share.psu.ac.th/blog/fnr-devolop/20403

การทำงานเหมือนการเล่นละคร ก็ให้ดูผู้แสดงตัวละคน แต่ละบทบาท ที่แสดงดีมีคนชื่นชมเพราะแสดงได้ตามบทบาทถูกใจคนดู นั่นคือต้องเข้าใจในบทบาทหน้าที่การแสดงอย่างดี รู้ว่าคนดูต้องการอะไร และหยุดเมื่อบทบาทการแสดงจบลง

การทำงานก็เช่นกัน ต้องรู้บทบาท หน้าที่ รู้ว่าคนต้องการบริการ งานอะไรจากงานนั้น ๆ รู้ว่าต้องมีความรู้ความสามารถอะไรบ้างดังที่นักแสดงทำ บางคนไม่เคยขี้นช้าง ขี่ม้า ก็ต้องหัดขี่ หัดทำ หรือเมื่อสุดความสามารถจริง ๆ ก็ให้คนอื่นแสดงแทน เหมือนกันทำงานที่หากจ้างมืออาชีพทำดีกว่าการไปฝืนทำ นอกจากทำให้เสียเวลาแล้วยังได้ผลไม่ดี หรือหากเป็นแสดงก็ไม่สมบทบาท และอาจเป็นอันตรายแก่ตัวเอง แต่เราก็ต้องแสดงบทบาทของเราที่ดี มีค่า ไม่ใช่ให้คนอื่นทำ แล้วเราไม่ทำอะไร ก็ไร้ค่า ไม่สมบทบาทเพราะปล่อยให้คนอื่นแสดง

อีกอย่างของการแสดงละครที่ทำให้ละครออกมาดี คือการส่งบทเสริมกันและกัน ไม่ขัดกัน เช่นเดียวกับการทำงานที่ต้องทำงานให้เสริมกัน รู้เป้าหมายความสำเร็จของงาน ไม่เกี่ยง แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น แต่เอาความเด่น ความสามารถมาส่งเสริมเติมกัน

เรียกว่า ผู้แสดงแสดงละครให้สนุกสมบทบาทเอาใจคนดูอย่างไร ก็ทำงานในลักษณะเช่นนั้น ต่อเสริม เติมแต่ง ส่งลูก รับบท ให้เข้าขากัน หากทำใด้ดังละครที่สนุก การทำงานให้สมหน้าที่ บทบาท ก็สนุกกับการทำงานฉันท์นั้น

และเมื่อหยุดงาน ก็เช่นเดียวกับผู้แสดงที่กลับเป็นตัวตนคนธรรมดา ไม่เอาอารมณ์ในงานมาต่อเมื่อเลิกงาน ทั้งต่อเพื่อนร่วมงาน กลับบ้าน หรือไปออกอารมณ์กับคนที่บ้าน ให้หยุดงานเหมือนกับการแสดงที่ถูกสั่งหยุด  สั่งคัท

การทำได้เช่นนี้ ชีวิตก็อยู่อย่างเป็นสุข คนที่เป็นทุกข์ เพราะไม่เป็นตัวเอง อยากเป็นแบบคนอื่น ไม่เข้าใจธรรมชาติ ไม่ยอมรับความจริง ไม่รู้บทบาทหน้าที่ตนเอง ในงาน ในชีวิต แยกไม่ออกว่า ส่วนไหนคือชีวิตจริง ส่วนไหนต้องแสดง และมักแสดงในส่วนที่เป็นชีวิตจริง แต่พอถึงเวลาต้องแสดงกลับไม่ยอมแสดง ไม่ยอมหยุดแสดง  

ชีวิตที่ฝืนความจริง ขัดธรรมชาติ ไม่รู้จักบทบาท หน้าที่ จึงมีทุกข์ ซึ่งเป็นกรรมที่เป็นธรรมที่ทำเอง  ที่แย่กว่านั้น คือ ชอบวิพากษ์ วิจารณ์คนอื่น แต่ลืมวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง อยากให้คนอื่นปรับเปลี่ยน แต่ลืมปรับเปลี่ยนตนเอง

ใครอยากเป็นอย่างไรก็เลือกเอง ต้องการความสบายใจ ทุกข์ใจ ทำใจ เพราะไม่มีใครทำให้ใครได้

แม้แต่พระพุทธเจ้าจึงต้องทำใจแบ่งบัวเป็นสี่เหล่า อยู่ใต้โคลนตรม ใต้น้ำ ปริ่มน้ำ พ้นน้ำ ก็เป็นไปตามธรรมชาติที่ฝืนไม่ได้  นอกจากเรียนรู้เอง  

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 25 กันยายน 2554 13:50 แก้ไข: 26 กันยายน 2554 19:02 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 anni, Ico24 camera, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
UNKNOWN [IP: 172.31.80.226]
27 กันยายน 2554 16:03
#69025

แต่ชีวิตจริงมันต่างจากในอุดมคตินี่สิคะ ความเป็นจริงก็คือ นักแสดงไม่พอก็ให้ 1คนรับบทหลายบทบาท แทนที่จะหานักแสดงที่ชำนาญมาแสดงเพิ่ม แล้วละครมันจะราบรื่นได้อย่างไร

ไม่ต่างหรอกครับ หากมองจากตัวเองออกไป ทุกครั้งที่มีหน้าที่อะไรศึกษาให้ดีและทำหน้าที่เต็มที่ เพราะทุกตัวผู้เล่นละครหลาย ๆ เรื่องก็ทำเช่นนั้น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 100.26.176.182
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ