นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2255
ความเห็น: 2

การประเมิน 360 องศา ยังไม่พอ ต้องประเมินทั้งแนวนอนและแนวตั้ง

ความเป็นธรรมทั้งระบบ คือ คนในหน่วยงาน และระบบตำแหน่งทางวิชาการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และศักดิ์ศรีคนมหาวิทยาลัย

ช่วงนี้ เดือนกันยายน เป็นช่วงการประเมินเพื่อเลื่อนขั้น ปรับเงินเดือน ค่าตอบแทน ในปีงบประมาณ 2555 สำหรับ ม.อ. และสถาบันอุดมศึกษาที่ยังมีข้าราชการ ก็เป็นการปรับตามระบบแท่งอย่างเต็มรูปเป็นครั้งแรก ที่มีการใช้ผลการประเมินทั้งด้านปริมาณ และคุณภาพหรือที่เรียกว่า ความสามารถ สมรรถนะของคนทำงาน และการคิดการเลื่อนขั้นเป็นเปอร์เซ็นต์ แทนขั้นเงินเดือน ถึงแม้ได้เริ่มใช้มาตั้งแต่เดือน เมษา 54 แต่ก็ยังไปไม่เต็มรูปแบบ

การประเมินก็ใช้การประเมิน 360 องศา คือรับฟังข้อมูลทั้งจาก ผู้รับบริการ เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา และปริมาณงาน ในส่วนอาจารย์ก็เน้นที่ ภาระงานหรือ LU (load unit) คุณภาพงาน ผลการประเมินการสอน แล้วนำมาเปรียบเทียบ จัดลำดับมากน้อย เพื่อกระจายเปอร์เซ็นต์ปรับเลื่อนเงินเดือน  ซึ่งการเปรียบเทียบระหว่างบุคคลนี้ ถือเป็นประเมินในแนวนอน

ในส่วนของอาจารย์ การประเมินจากข้อมูลดังกล่าวและเปรียบเทียบระหว่างบุคคล ยังไม่นำไปสู่ความเป็นธรรม กับระบบตำแหน่งและค่าตอบแทน เพราะตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ มีความแตกต่างกันทั้งหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ สกอ.ได้กำหนดว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชการแต่ละตำแหน่งต้องทำอะไรบ้าง ที่ทำให้มีระดับขั้นเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างกัน

นอกจากการประเมินเชิงเปรียบเทียบในแนวนอนแล้ว จำเป็นต้องเปรียบกับมาตรฐานตำแหน่งด้วย เช่น อาจารย์ อาจไม่มีการทำวิจัย ผลงานวิจัย พัฒนาวิชาการก็ได้ (เฉพาะการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือน แต่ระบบการพัฒนาต้องทำเพราะจะได้ปรับเลือนระดับฐานเงินเดือนต่อไป) ผศ.ต้องมีงานวิจัย ตีพิมพ์ผลงาน รศ. ศ. ต้องมีงานวิจัย ผลงานวิจัยตามมาตรฐาน และต้องมีงานบัณฑิตศึกษา การเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ด้วย การประเมินเทียบกับมาตรฐานตำแหน่งนี้เรียกว่า ประเมินแนวตั้ง รวมถึงการประเมินตำแหน่งผู้บริหารก็ต้อง ประเมินผลด้านการบริหารด้วย

ดังนั้น ผู้ดำรงตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ หากมีภาระงาน ผลการประเมินคุณภาพงาน เท่ากับอาจารย์ หากไม่มีงานตามตำแหน่งทางวิชาการ ก็ต้องถูกปรับลดระดับผลการประเมิน เพราะมีตำแหน่งสูงกว่าตำแหน่งอาจารย์ มีเงินเดือนประจำสูงกว่า แต่ทำงานเท่าผู้มีตำแหน่งต่ำกว่า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับระบบทั้งระบบ คือทั้งคนทำงานด้วยกัน และประเทศที่ให้เงินเดือนตำแหน่งทางวิชาการสูงกว่า รวมถึงค่าตอบแทน เพราะคาดหวังว่า จะทำงานได้มากกว่าในประเภทของงาน จึงไม่ได้กำหนดอาจารย์ต้องสอนระดับบัณฑิตศึกษา และเชื่อในเกียรติและศักดิ์ศรีของอาจารย์ และไม่มีระบบการงดการจ่ายค่าตอบแทน ถึงแม้จะไม่มีงานตามมาตรฐานตำแหน่งทางวิชาการ

อีกประการของการประเมินให้มีการเลื่อนขั้นเป็นเปอร์เซ็นต์ต้องมีข้อมูลทางภาระงานที่ชัดเจน ต่างจากเดิมที่ประเมินเป็น ครึ่งขั้น หนึ่งขั้น สามารถประเมินเป็นผลรวม ๆ ได้

การประเมินตามระบบใหม่ต้องทั้ง

(1) 360 องศา รอบด้านทั้งจากผู้รับบริการ เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ภาระงาน คุณภาพงาน การพัฒนางาน

(2) เปรียบเทียบระหว่างบุคคล ประเมินในแนวนอน

(3) เทียบกับมาตรฐานตำแหน่งงาน ประเมินในแนวตั้ง และ

(4) ข้อมูลเชิงประจักษ์

จึงเกิดความเป็นธรรมทั้งระบบ คือ คนในหน่วยงาน และระบบตำแหน่งทางวิชาการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และศักดิ์ศรีคนมหาวิทยาลัย ซึ่งรวมถึงบุคลากรสนับสนุนด้วย ที่มีตำแหน่ง ชำนาญงาน ชำนาญการ เชี่ยวชาญ ผู้บริหาร

 

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 06 กันยายน 2554 17:20 แก้ไข: 26 กันยายน 2554 19:19 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา และ Ico24 ใยมะพร้าวน้องใยไหม.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เห็นด้วยกับการประเมินในแนวคิดนี้ครับ

"ความเป็นธรรมทั้งระบบ คือ คนในหน่วยงาน และระบบตำแหน่งทางวิชาการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และศักดิ์ศรีคนมหาวิทยาลัย" ผมอ่านคำขยายที่เจ้าของบันทึกจั่วหัวเอาไว้ แล้วแทบน้ำตาไหล ทั้งซาบซึ้งกินใจ ทั้งฮึกเหิมในความเป็นธรรมที่ (ควร) จะเกิดขึ้น และทั้งสงสารผู้เกี่ยวข้องในวงจรทั้งระดับสูง กลาง และล่าง

เรื่องซาบซึ้งกินใจและฮึกเหิมคงเข้าใจกันอยู่แล้ว แต่เรื่องสงสารนี้สิครับ มันเกิดขึ้นกับผมจริง

ผมเพิ่งทำงานใน มอ. สายสนับสนุนมาได้ 6 ปี และเพิ่งเข้ามาอยู่ใน Shared.psu ได้ไม่ถึงเดือน เรียกง่ายๆว่า เพิ่งเข้าใจระบบการประเมินของ มอ. มาไม่กี่วัน ซึ่งผมเองก็ฟังเสียงของเพื่อนร่วมงานที่ชื่นชมและกร่นด่ามาหลายกระแสมากน้อยกันไปตามเจตนคติส่วนบุคคล และเมื่อหลายวันที่แล้วผมได้ฟังผู้บริหารท่านหนึ่งระบายความในใจ ทำให้ผมสงสารกลุ่มคนทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายที่ประเมินและฝ่ายรับการประเมิน คนประเมินก็ต้องการให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด โดยรักษาน้ำใจของ "ผู้ที่ทำงานเพื่อคณะ" โดยต้องให้เปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นมาหน่อย ซึ่งผมก็เข้าใจและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคนในหน่วยงานย่อยก็รับเปอร์เซ็นต์กันจากการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาขั้นต้น (แต่ตอนว่ากล่าว กลับว่าผู้บริหารสูงสุด) ท่านผู้บริหารท่านก็บอกว่าท่านทำได้แต่นิ่งเงียบรับฟัง ผมดูแล้วน่าสงสารท่านเป็นที่สุด

ในด้านของคนรับการประเมินก็น่าสงสาร หลายคนที่ทำงานดีนำเสนอเก่ง ก็จะได้รับเปอร์เซ็นต์สูงหน่อย (แต่ก็ยังไม่เท่าคนที่ทำงานให้คณะ) ส่วนคนที่ทำงานดีแต่พูดไม่เก่ง และทำงานไม่ได้ ก็ได้น้อยกันไปตามระเบียบ...น่าสงสาร ซึ่งคนในกลุ่มหลังนี้ดันเป็นกลุ่มใหญ่ เลยมีเสียงด่ากันขรมทั่วทั้งหน่วยงาน ส่วนคนเก่งดันมีน้อย ได้เปอร์เซ็นต์เยอะก็ไม่ค่อยกล้าบอกใคร กลัวเพื่อนอิจฉา นินทา...น่าสงสารและขมขื่นยิ่งกว่า

ดังนั้น ผมจึงสงสารทุกคนเลยก็ว่าได้

และหากเทียบว่าหน่วยงานนี้เป็นกรมตำรวจแล้ว นี่ก็ยังไม่ได้พูดถึงประเด็นหลักที่คนข้างล่างพูดกันไปร้อยแปด ที่ ผบ.ตร. และผู้กำกับ หักหัวคิวไปอีกคนละ 0.1 บ้าง 0.2 เปอร์เซ็นต์ บ้าง

สุดท้าย หากจะถามว่าผมเป็นคนกลุ่มไหนหรอครับ ผมก็บอกได้คำเดียวว่าผมอยู่กลุ่มคนน่าสงสารยังไงล่ะครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.215.182.36
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ