นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2234
ความเห็น: 2

คนชาติไหน เก่งอย่างไร ด้วยค่านิยมอะไร

โครงการ 1 แสน ต้องขายข้าว 2 ตัน ตีพิมพ์วารสารไทย ภาษาไทย คนไทยอ่านได้ เอาไปใช้งานได้ เป็นมาตรฐานบ้านนอก (local) มีค่า 1 ใน 4 ของนานาชาติ
  • คนอเมริกันมักประกาศถึงการค้นพบเทคโนโลยี ทฤษฎีใหม่ ๆ
  • คนรัสเซียมักอ้างว่าได้ค้นพบมานาแล้ว
  • ขณะที่คนญี่ปุ่นกำลังผลิตของออกขาย
  • และคนไทยซื้อของมาใช้เรียบร้อยแล้ว

คนอเมริกัน เป็นชนชาติที่ชอบความท้าทาย ค้นหา ของใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ใช้งาน และเมื่อใช้แล้วได้ผล ก็อยากให้คนอื่นเอาไปใช้ด้วย เพื่อจะได้คุ้มค่าความคิด ความพยายาม ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่ประกาศการค้นพบ แต่ได้นำไปใช้งานแล้วได้ผล ทำให้การประกาศได้รับการยอมรับในสินค้า ความรู้ ทฤษฎีต่าง ๆ ในการบริหารจัดการ 

คนรัสเซียนั้นส่วนใหญ่คิดค้นเพื่อใช้สำหรับตัวเอง จึงไม่ได้ประกาศให้คนอื่นมาร่วมใช้  และมีประโยชน์เฉพาะการใช้งานของตน เรียกว่าเป็นแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งต่างจากอเมริกันที่ชอบเผยแพร่ความเก่งให้คนอื่นได้ใช้ เรียกว่าใจกว้าง

ส่วนคนญี่ปุ่นไม่สนใจว่าใครคิด ใครประดิษฐ์ แต่มีความสามารถนำไปผลิตขายถูกใจผู้ใช้ไปทุกคน แม้แต่ผู้คิดค้นเอง จะเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ที่คิดค้นจากยุโรป อเมริกา ถูกญี่ปุ่นนำมาผลิตขายตีตลาดทั้งยุโรป อเมริกา ที่ชัดเจน คือรถยนต์ กล้องถ่ายรูป เครื่องไฟฟ้า เรียกได้ว่าญี่ปุ่นมีความสามารถนำปรับแต่งให้ถูกใจผู้ใช้  จึงทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีมูลค่าการผลิตทางเศรษฐกิจสูงอันดับต้นๆ ของโลก จากมีวิธีการเข้าถึงผู้ใช้ยินดีจ่ายเงินซื้อ 

คนไทยเป็นผู้ใช้ที่ทันสมัย ของอะไรใหม่ รุ่นไหน คนไทยมีไว้หมด ไม่ว่าจะแพงเท่าได มีกี่ชิ้นในโลก ไม่ได้ของจริง ของลอกเลียนแบบก็ได้ ไม่ได้สนใจในคุณภาพขอเพียงมีไว้ เพราะของรุ่นเดียวกันที่ขายในไทย ขายในยุโรป อเมริกา มีคุณภาพต่างกัน ที่สำคัญของมาขายในไทยคุณภาพต่ำกว่า และไม่ได้สนใจด้วยจะใช้คุ้มค่าหรือไม่ มีของจำนวนมากที่ซื้อมาเก็บ มาโชว์มากกว่า เรียกว่าได้ว่าเป็นนักช๊อประดับโลก เสียเท่าไรไม่ว่าขอให้ได้โชว์

รวมถึงพฤติกรรมการทำงาน เช่นทำวิจัยที่ลงทุนซื่อเครื่องมือมากมาย ใช้งบประมาณทำวิจัยเพียงแค่ไปตีพิมพ์ มีคนมาอ้างอิงที่เรียกว่า impact factor ยิ่งเป็นภาษาต่างชาติ หรือนานาชาติ ก็ถือว่าสุดยอด ติดอันดับโลก เท่านั้น จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มกับการทำวิจัยหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร และยังหวงด้วยการนำไปจดสิทธิบัตรที่ป้องกันไม่ให้คนอื่นใช้อีก ทั้ง ๆ ที่ให้ใช้ฟรีก็ยังไม่รู้ว่าคุ้มหรือเปล่า หากคุ้มแล้วทำไมผู้วิจัยไม่ใช้เอง

ซึ่งแตกต่างจากของอเมริกาที่เขาประกาศนั้นมีการใช้งานได้ผลแล้ว และการไปจดสิทธิบัตรนั้นเป็นการแสดงว่า มีผู้ทำอย่างนี้ถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ต้องมาทำซ้ำซ้อนให้เสียเวลา ค่าใช้จ่าย และขอให้นำไปพัฒนาให้ดีกว่านี้ขึ้นไปอีก ทำให้การทำวิจัยของอเมริกาคุ้มค่า คุ้มประโยชน์ เรียกว่าวิจัยพัฒนาเพื่อใช้งาน มิฉะนั้นเขาไม่ให้ทุนทำวิจัยหรอก หากผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ไม่ใช่ไว้โชว์หรือวิจัยด้วยการใช้เงิน วัดแค่ทุนวิจัยต่อนักวิจัย ยิ่งวิจัยยิ่งจน เพราะเอาเงินไปทำวิจัย 

จะเห็นว่าทุกชาติเก่งกันไปคนละแบบ เก่งคิด เก่งผลิต เก่งขาย เก่งซื้อ เก่งใช้ ทุกชาติมีความภาคภูมิใจในตัวเอง

เคยไปประเทศเกาหลีใต้ที่มาแรงในสินค่าเทคโนโลยีที่เขามีค่านิยมว่าเขาจะพัฒนาให้ดีกว่าของที่มีอยู่อย่างน้อยหนึ่งก้าว จึงมีการสร้างมังกรที่มี 7 เล็บให้ดีกว่ามังกรจีนที่มี 5 เล็บ อาจมองว่าเป็นของประหลาดเกินจริง แต่ได้สร่างค่านิยมในการสร้างชาติอย่างที่เห็น ๆ กันว่าไปถึงไหนแล้วและยังแรงขึ้นตามลำดับ อีกอย่างในเรื่องอาหารที่มีค่านิยมว่าของดีที่สุดต้องให้คนเกาหลีกินเพื่อจะให้แข็งแรง มีสติปัญญาที่ดี ไม่ใช่เอาของดี ๆ ไปขายเพื่อให้มี GDP สูง ๆ แล้วเหลือ ๆ จึงได้กิน   

ก็เป็นค่านิยมการสร้างชาติให้เข้มแข็งของแต่ละชาติ ขายข้าวหนึ่งตัน ตันละ 50,000 บาท (ราคาข้าวสารส่งออกซึ่งสูงมากแล้ว)  โครงการวิจัยมูลค่า 1 ล้านบาท ต้องขายข้าว 20 ตัน นำไปตีพิมพ์ 1 เรื่อง ในวารสารนานาชาติ

โครงการ 1 แสน ต้องขายข้าว 2 ตัน ตีพิมพ์วารสารไทย ภาษาไทย คนไทยอ่านได้ เอาไปใช้งานได้ เป็นมาตรฐานบ้านนอก (local) มีค่า 1 ใน 4 ของนานาชาติ (มาตรฐาน สมศ. สกอ. ของไทยเท่านั้น ไม่ใช่ของโลก นานาชาติ เราคิดเองจริง ๆ อ้างอิงจาก คู่มือประกันคุณภาพ รอบ 3 )

นำมาบันทึกไว้ให้คิดกันเอาเอง ว่าจะเลือกสร้างชาติ สร้างค่านิยมกันอย่างไร แต่เป็นไปแล้วจริง ๆ 

หมวดหมู่บันทึก: วิจัย - วิจัยสถาบัน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 17 เมษายน 2554 17:26 แก้ไข: 05 พฤษภาคม 2554 22:45 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เพิ่งได้มีโอกาสอ่าน blog ของท่าน อ. วัลลภ นับว่าเป็นข้อคิดที่แหลมคมไม่น้อย น่าสนใจทีเดียวครับ

ผมว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่เป็นวารสาร local หรือ inter ดอกมั้ง มันอยู่ที่ว่าจะวัดคุณภาพของงานวิจัยอย่างไรถึงจะถูกต้องแม่นยำ ถ้าเรายังไม่สามารถคิดวิธีหรือเกณฑ์การวัดหรือตัวบ่งชี้คุณภาพงานวิจัยที่เหมาะสมของเราเองได้ เราก็คงยังต้องอาศัยเกณฑ์ง่าย ๆ (ไม่ทราบว่ามักง่ายด้วยหรือเปล่า?) แต่อาจจะไม่ค่อยฉลาดแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้(ซึ่งไม่รู้ใครเป็นคนคิด)ไปอีกนาน

ว่าไปแล้ว วิธีคิด และวิธีทำของเรามีความขัดแย้งกันในตัวเองเหมือนกันครับ ผมเข้าใจว่า คงจะมาจากเหตุผลว่า จะมีวิธีง่ายๆ ในการวัดคุณภาพอย่างไร และคว้าเอาความเชื่อที่ว่า วารสารระดับนานาชาติมีคุณภาพดีกว่าวารสารระดับชาติ ซึ่งก็มีแนวโน้มว่า เป็นความจริงครับ

แต่เราลืมคิดไปว่า ทำไมเราไม่เอาของดีๆ ของเราตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติของเราเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพของวารสารระดับชาติของเรา

การเอาของดีๆ ไปตีพิมพ์ที่วารสารอื่น(ทั้งที่มีทางเลือกภายในของเราเองแล้ว) เท่ากับไปช่วยส่งเสริมเขา และเหยียบย่ำตัวเอง หรือเปล่าก็ไม่ทราบ.... มึนเหมือนกันครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.207.255.49
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ