นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1953
ความเห็น: 7

ผลสอบโอเน็ต"สุดหดหู่" เด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งแย่

มุ่งพัฒนาดูแล สั่งสอน เป็นต้นแบบแก่ลูกหลานที่แท้จริง จริงใจ

วันนี้ 22 มี.ค. 54 อ่านข่าว ผลสอบโอเน็ต"สุดหดหู่" เด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งแย่ (ไทยโพสต์) ซึ่งเมื่อมีการสอบนี้ทีไรก็พบผลเช่นนี้มาอย่างต่อเนื่อง

ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กไทยด้อยคุณภาพจริงหรือ แล้วอะไรทำให้เป็นผลเช่นนี้ เด็กทำเอง หรือผู้ใหญ่ทำ แล้วใครต้องแก้ แก้หรือยัง แก้อย่างไร

ประเทศไทยมีระบบมากมาย โดยเฉพาะประกันคุณภาพการศึกษา ถามว่าประกันอะไร ประกันว่า เด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งแย่

รัฐบาลที่มีนโยบายเรียนฟรี แต่ไม่ได้เน้นว่ามีคุณภาพ ก็มีคำว่า ไปเรียนกันฟรี ๆ คือไม่ได้อะไรกลับ ก็ฟรีไงแล้วจะเอาอะไร

การเรียนฟรี หมายถึง รัฐจ่ายเงินเป็นค่าใช้จ่ายให้โรงเรียนตามจำนวนนักเรียน โรงเรียนที่มีผู้เรียนน้อย ๆ ก็ได้งบน้อย แค่ค่าจ้างภารโรงงบก็อาจไม่พอแล้ว จะจัดให้มีคุณภาพอย่างไร

อุปกรณ์การเรียนไม่ต้องถามถึง ครู/อาจารย์ อย่าว่าเอาคุณภาพเลย หาครูไปสอนก็แทบไม่มี อัตราค่าจ้างก็ต่ำ ความมั่นคงก็ไม่มี งานสังคม ราชการ หน่วยงาน ชุมชน กะเกณฑ์ก็มาก นึกอะไรไม่ออกก็ครู ไม่ไปร่วมก็ถูกเพ่งเล็ง แล้วจะเอาสติปัญญาอะไรไปสอนนักเรียน

สังคมไทยเน้นการสอนแต่หนังสือ วัดความจำ ผู้ใหญ่ก็แถไปเรื่อย คงจำข้อสอบของสถาบันทดสอบนี้เมื่อปี 2553 ได้ ว่าแถอย่างไร เรื่องเด็กตั้งท้อง เรื่องสรวมเสื้อประจำวันนั้นนี้ บอกว่าวัดความคิด แต่ตอบไม่ตรงกับเฉลยก็ผิด ??? แล้วใครมารับผิดชอบ หน่วยงานนี้ก็ยังดำเนินการต่อไป

แต่มามองอีกด้านของประเทศไทย เราก็ยังพัฒนาต่อไป ในทุกด้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไทยก็ขยับตามพลวัตรของโลก ทั้งทางเทคโนโลยี ไม่ว่า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือ รถยนต์ การเงิน การคลัง การบริหารจัดการ ก็ไม่ได้ด้อยกว่าหลาย ๆ ประเทศในโลก ยกเว้นบางระบบที่ถูกแซกแซง เช่น ระบบ 3จี ภาพรวม ๆ ของประเทศก็ไม่ได้หดหู่ ทั้ง ๆ ที่ผลการทดสอบก็มีผลเช่นนี้มานานแล้ว แสดงว่า วิธีการวัดผิด ที่ไม่สามารถวัดสภาพที่เป็นจริงได้ (เลิกได้ยัง ใช้ทั้งเงินรัฐ เงินประชาชนค่าสมัครสอบ แต่ผล???????)

จะเห็นว่า ผลที่ได้ไม่ใช่ความผิดของเด็ก อย่าโยนความไม่ดีให้เด็กที่เกิดจากการกระทำของผู้ใหญ่ ที่ผลเป็นเช่นนั้น สังคม หน่วยงาน รัฐบาล ที่เป็นต้นเหตุ เพราะเด็กคือผู้ถูกกระทำ

อยากเห็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง เน้นพัฒนาคุณค่าการศึกษา ไม่ใช่ปริญญา ประกาศนียบัตร เน้นการเรียนเพื่อชีวิต ไม่ใช่เรียนหนังสือ เน้นการสอนคนให้พัฒนาเป็นพลเมืองของประเทศที่มีหน้าที่ต่างกัน อยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือกันตามหน้าที่ ไม่ใช่สอนหนังสือ เน้นพัฒนาผู้รียนทุกคน ไม่ใช่สอนเฉพาะคนเก่ง และเก่งในแต่ละด้าน ไม่ใช่แค่เรียนเก่ง

ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ต้องลดการเห็นแก่ตัว เห็นแก่พรรค(พวก) มุ่งพัฒนาดูแล สั่งสอน เป็นต้นแบบแก่ลูกหลานที่แท้จริง จริงใจ ก่อนก็จะแย่จริง ๆ ตามที่เป็นข่าว ไม่แน่ใจว่า ห่วงใย หรือ สะใจ

คงต้องเริ่มจากทุกคน การศึกษาเพื่อคนไทย ไม่ใช่นานาชาติ จนลืมชาติตัวเอง ทำอะไรกันอยู่


 

สร้าง: 22 มีนาคม 2554 19:16 แก้ไข: 22 มีนาคม 2554 19:16 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ผมคิดว่าจะเกิดจากผลการปฏิรูประบบการศึกษาตั้งแต่สมัย ทักษินครับ

ซึ่งในสมัยก่อน ครู สามารถทุ่มเวลาทั้ง ไปกับการสอนเด็กได้อย่างเต็มที่

แต่ตั้งแต่ปฏิรูประบบการศึกษา ทำให้ครูต้องใช้เวลาหมดไปกับการทำเอกสาร แทนที่จะใช้เพื่อการสอน

เมื่อครูเป็นแบบนี้แล้ว เ็ด็กที่ออกมาจึงมีคุณภาพที่ไม่เต็ม

เด็กเหล่านี้ก็จะไป สอนเด็กรุ่นต่อๆไป

มันก็ยิ่งสะสมความไม่มีคุณภาพ

ถามกลับไปว่า

ครู 1 คน ต้องทำเอกสารอะไรบ้าง

และเสียเวลาในการทำเอกสารเหล่านั้นแค่ไหน

Ico48
ไม่หยุดนิ่ง [IP: 210.64.157.66]
23 มีนาคม 2554 23:09
#64470

เห็นด้วยครับ

การพัฒนาการศึกษาเป็นการพัฒนาเพื่อใครกันแน่ เพื่อคนไทยและชาติไทย หรือเพื่อต่างชาติ ประเทศไทยชอบพัฒนาแบบก้าวกระโดดโดยมิได้ดูพื้นฐานของคนไทยเลย แต่ละประเทศมีพื้นฐานที่ต่างกันการจะใช้รูปแบบการพัฒนาที่เหมือนกันของประเทศหนึ่งมาใช้กับประเทศอื่น ๆ นั้นจะได้ผลจริงหรือ

พื้นฐานการศึกษาของเด็กไทยยังไม่มั่นคงดีแต่กล้บยัดเยียดให้เรียนในระดับที่สูงเกินควรมันถูกต้องไหม

หนึ่งนิ้วชี้บอกว่าคุณภาพของเด็กแย่ลง ๆ แต่อีกสี่นิ้วชี้เข้าหาตัวเองซึ่งบอกว่าคนชี้นั่นแหละที่ทำให้แย่ลง คนเรามักจะโทษคนอื่นก่อนที่จะโทษตัวเอง จะมีสักกี่คนที่จะพิจารณาก่อนว่าตัวเราเองผิดหรือเปล่าจึงทำให้เขาผิดไปด้วย

  • ถ้านโยบายหนึ่งข้อสามารถกรองทิ้งคนที่ด้อยออกจากระบบได้ 10 % แสดงว่า ที่เหลืออยู่ คือ 90 % มีคุณภาพ
  • ถ้ามีนโยบายสองข้อล่ะ เราก็จะได้คนที่เหลือ ที่มีคุณภาพสองข้อถึง 81 % (= 90 % x 90 %)
  • สามข้อล่ะ ? ก็จะเป็น 72.9 %
  • ...
  • ร้อยข้อล่ะ ? ก็จะเป็น 0.0027 %
  • คือ 99.73 % ที่เหลือ เลวหมด ห่วยหมด พึงเขี่ยทิ้ง
  • ผมเชื่อว่า นโยบายที่ลง ๆ มา มันเยอะจนเฝือ จนทำให้คนมีคุณภาพ ทั้งเด็ก ทั้งคนสอน ไหลออกจากระบบ
  • เยอะจนเฝือยังไม่เท่าไหร่ ขัดแย้งกันเองซะอีก
  • เวลาเจอที่ขัดแย้งกันเอง ตกตั้งแต่ยังไม่ทำแล้วครับ อันนึงบอกไปซ้าย อันนึงบอกไปขวา ยังไงมันก็ต้องตก
  • สมมติว่า ต่อไปจะไม่ให้นับงานวิจัยบัณฑิตศึกษาเป็นงานวิจัย ในกรอบที่ให้อาจารย์ทำวิจัยเข้มข้น
  • แต่อีกนโยบายบอกว่า ประเทศต้องผลิตบัณฑิตวิจัยเก่งออกมามาก ๆ
  • และอีกนโยบายบอกว่า อาจารย์ต้องทำวิจัยมาก ๆ
  • เวลานโยบายขัดแย้งกันเอง คนจะ play safe ครับ ระบบพินาศไม่เป็นไร คนจะอยู่ครบเป็นปรกติ
  • แต่ก็อีกแหละ ถ้านี่คือปัญหา การแก้ก็ไม่ยาก
  • ...ออกนโยบายเพิ่มมาอีกข้อ...เท่านั้นเอง
Ico48
ไม่หยุดนิ่ง [IP: 210.64.157.66]
24 มีนาคม 2554 01:09
#64473

ขอรบกวนถามเพื่อให้มีความรู้เพิ่มครับ

ในบางประเทศนั้น คนที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้วและเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะได้รับตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์โดยอัติโนมัติ (ผมไม่แน่ใจว่าเขานำเอาผลงานวิจัยระดับปริญญาเอกมาดูหรือเปล่า) แต่บางประเทศเช่นไทยเรานั้นเมื่อจบปริญญาเอกแล้วก็ยังได้เป็นเพียงอาจารย์ซึ่งต้องทำงานวิจัยเพื่อขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทำไมถึงได้แตกต่างกันอย่างนี้ครับ

เท่าที่ผมทราบถ้าเป็นในประเทศอเมริกาหรือบางประเทศที่ใช้ระบบการเรียนแบบอเมริกันคือเรียนไปด้วยและทำวิจัยด้วยนั้น เมื่อจบปริญญาเอกแล้วและได้บรรจุเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็จะได้ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์เลย แต่ถ้าเป็นประเทศในยุโรปจะไม่เป็นเช่นนั้น ความเข้าใจตรงนี้ของผมถูกไหมครับ

 ขอรบกวนผู้รู้ช่วยให้ความรู้แก่ผมเพิ่มเติมด้วยครับ

Ico48
ขอพูดด้วย [IP: 113.53.13.31]
24 มีนาคม 2554 18:30
#64489
ปัจจุบันคนเก่งมีมาก  และต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิดไม่ทำงานเป็นทีม  ถ้าเป็นทีมก็ทีมที่มีผลประโยชน์ยิ่งใครเสียงดังมีพาวว์ ก็ยิ่งได้เปรียบ เวลาพิจารณาความดีความชอบก็ดันให้พวกของตนได้มากๆ สรุปแล้วทุกอย่างเพื่อตนเองทั้งนั้น ไม่ว่าวงการไหนเหมือนกันหมด ยิ่งวงการศึกษายิ่งแล้วใหญ่ งบมากมาย เป็นครูก็ทำผลงานเพื่อตนเอง ไม่เห็นมีอะไรถึงเด็ก ทำแบบเข้าประกวดผลงาน  ของใครสวย เขียนดี เอาไปเลย เพื่อเอาเงินประจำตำแห่ง   พอได้แล้วเงินเดือนยังลื่นไหล  ส่วนไอ้คนที่ทำไม่ได้  และไม่ได้ทำ แต่สอนจนหัวหงอกก็ต้องออก หรือฆ่าตัวตายเพราะน้อยใจ เสียใจตามที่มีข่าว เฮ้อ พูดแล้วเหนื่อยจิต
Ico48
เด็กม.6 ปีนี้ [IP: 203.155.228.169]
08 เมษายน 2554 09:45
#64815

หนูเป็นเด็ก ม.6 ที่สอบโอเน็ตปีนี้ค่ะ

หนูคิดว่าคุณไม่ควรตัดสินว่าเด็กไทยปีนี้โง่ลงเพียงเพราะผลคะแนนโอเน็ตออกมาแล้วค่าเฉลี่ยมันต่ำลง เหตุผลก็คือ มันคนละข้อสอบกัน ตอนหนูทำข้อสอบย้อนหลัง 5-6 ปีเพื่อเตรียมสอบ หนูพบว่าข้อสอบโอเน็ตมันง่ายลง ตามอายุของปี โดยเฉพาะข้อสอบเลข ที่ปีนี้ ให้เติมตัวเลขถึงครึ่งหนึ่งทำให้มีโอกาสผิดได้มากกว่าการกาตัวเลือก เพราะเลขทุกตัวมันต้องเป๊ะๆและตามความรู้สึก หนูคิดว่ามันยากกว่าปีที่แล้ว 

หนูคิดว่าปัญหาที่เด็กไทยกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้คือขาดความเท่าเทียมในการศึกษา เพราะพวกที่ได้คะแนนมากในตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกที่เรียนพิเศษ ผู้ใหญ่หวนคิดไปว่าตอนสมัยของพวกท่าน ทำไมไม่ต้องเรียนพิเศษ แต่ก็เอ็นท์เข้าคณะดีๆ ได้ หนูอยากบอกว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ ครูที่ดีพร้อมไม่ได้มีเพียงพอสำหรับเด็กไทยทุกคน ครูที่ดีก็มีเยอะนะคะ แต่ว่ายังมีไม่พอ และหนูคิดว่าถ้าหนูไม่มีสิทธิเรียนกับครูที่ทำให้หนูเข้าใจได้ในห้องเรียน หนูก็จะไปหาที่แหล่งกวดวิชา  หรือจะว่าหนูโง่ ไม่ฉลาดพอที่จะเรียนในห้องก็ได้ แต่ก็ไม่ผิดหนิค่ะ เพราะหนูเพียรพยายามขวนขวายมาซึ่งความเข้าใจในบทเรียน และอีกอย่างวอนคุณครูที่สอนด้วยนะคะ เวลาเด็กของท่านไม่เข้าใจและยกมือถาม อย่าว่าพวกเขาว่าไม่ตั้งใจฟัง ก็ฟังแล้วไม่เข้าใจไงคะถึงถาม ถ้าไม่ได้ฟังก็คงไม่ถาม เสียความรู้สึกมากๆ ค่ะ ครูแบบนี้เลยที่เป็นแรงบันดาลใจให้หนูไปเรียนกวดวิชา

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.215.182.36
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ