นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1377
ความเห็น: 4

ความเป็นมหาวิทยาลัยกับบทบาทการจัดการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยน

กระบวนการใช้ความรู้ เป็นหน้าที่ของผู้สอนที่ต้องปรับเปลี่ยนไป ที่ไม่เพียงหาความรู้มาถ่ายทอดเท่านั้น ต้องสามารถสกัดความแก่นความรู้ที่เป็นฐานของการนำไปให้ผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้

 คำว่า มหาวิทยาลัย หมายถึง ที่อยู่ของความรู้ที่ยิ่งใหญ่ มากมาย  ความรู้ที่ว่านี้ อาจอยู่ที่บุคลากร คืออาจารย์ ที่เรียนรู้จนถึงระดับสูงสุด คือ ปริญญาเอก มีประสบการการค้นคว้าหาความรู้ สร้างผลงาน จนได้รับตำแหน่งทางวิชาการ  ผศ. รศ. ศ. ซึ่งสมัยก่อน ความรู้ส่วนใหญ่อยู่ที่ตัวผู้สอน  

ปัจจุบัน ความรู้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้สอนเท่านั้น ส่วนใหญ่อยู่ในหนังสือ ตำรา สื่อต่าง ๆ มากมาย ที่ทุกคนสามารถค้นคว้า หาได้ ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือช่วย ที่สำคัญคือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการหาความรู้สำคัญน้อยกว่าการใช้ความรู้  

กระบวนการใช้ความรู้ เป็นหน้าที่ของผู้สอนที่ต้องปรับเปลี่ยนไป ที่ไม่เพียงหาความรู้มาถ่ายทอดเท่านั้น ต้องสามารถสกัดความแก่นความรู้ที่เป็นฐานของการนำไปให้ผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้  ทั้งนี้เป็นเพราะ ความรู้มีมากมาย ที่แค่ค้นหาก็แทบตามไม่ทัน แต่การเลือกสรรมาใช้งานเกิดประโยชน์แก่การอยู่ร่วมกัน เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง  อันเป็นหน้าที่ของผู้สอน  และการจัดการเรียนการสอน ไม่ใช่สอนให้ผู้เรียนทำตามที่สอน ต้องให้ผู้เรียนสามารถเป็นผู้เรียนรู้ได้เองต่อไป ทั้งการหาความรู้และการใช้ความรู้   

การจัดการเรียนการสอนต้องเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้เรียนและผู้สอน  ผู้สอนต้องมอบหน้าที่ให้ผู้เรียนไปช่วยการหาความรู้ และฝึกการใช้ความรู้นั้น ตามที่แต่ละคนสนใจ และถนัด แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน โดยผู้สอนต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ให้เกิดความเข้าใจในความรู้ที่นำมาแลกเปลี่ยนกันนั้น ให้เกิดการใช้ประโยชน์ ด้วยการทำความเข้าใจในเนื้อหาวิชาการที่ถูกต้อง วิเคราะห์ วิจารณ์ ชี้แนะ ให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเรียนรู้และการใช้ความรู้  

เมื่อกระบวนการเรียนการสอนที่ต้องเปลี่ยนไป การประเมินผลต้องปรับให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่การสอบความจำ  แต่ต้องประเมิน ทักษะ ความสามารถในกระบวนการเรียนรู้ ตั้งแต่ การค้นคว้าหาความรู้ การฝึกใช้ความรู้ การร่วมวิเคราะห์วิจารณ์ ที่เรียกว่า ฝึกนำความรู้มาใช้งาน หรือ หาใด้ ใช้เป็น แลกเปลี่ยนเป็น  

ผู้สอนต้องเปลี่ยนบทบาทจากการนำความรู้มาให้จำ ให้ทำเช่นปฏิบัติการ แต่ต้องเปลี่ยนแบบผู้ฝึกสอนนักกีฬา หรือที่เรียกว่า โค๊ช คือ ชี้แนะ ชี้นำ ให้ปรับแก้ ปรับปรุง ปรับใช้ คือสอนผู้เรียน ไม่ใช่สอนหนังสือแก่ผู้เรียน ซึ่งจะเห็นว่า โค๊ชกีฬาส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้เล่นเอง  แต่จะชี้แนะฝึกฝนนักกีฬาให้เล่นเก่ง ที่สำคัญอย่าลืมน้ำใจนักกีฬา การศึกษา คือคุณธรรม จริยธรรม ที่ทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยการใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ของแต่ละคน  

ทั้งหมดเป็น active learning ทั้งผู้เรียน และผู้สอน โดยที่ผู้สอนต้องปรับบทบาทและกระบวนการเป็น active teaching ดังกล่าว การมอบบทบาทให้ผู้เรียนไปช่วยกันค้นคว้า นำมาแลกเปลี่ยนใช้งาน ทำให้มีผู้ช่วยกันหาความรู้ ไม่ใช่ผู้สอนไปหามาเพียงผู้เดียวก็หาได้น้อยกว่า และพบว่า ผู้เรียนยุคใหม่มีความสามารถใช้คอมพิวเตอร์ที่ดี หลายคนดีกว่าผู้สอน และการทำเช่นนี้จะทำผู้เรียนรู้สึกบทบาทที่สำคัญของตน รวมทั้งการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้  จะได้ไม่โทษว่า ผู้สอนสอนไม่รู้เรื่อง

และการประเมินผลก็สามารถให้ผู้ร่วมเรียนร่วมประเมินซึ่งกันและกัน การให้ข้อเสนอแนะปรับปรุงกันเอง และเชื่อว่า ผู้สอนเองก็อาจได้เรียนรู้อะไรที่ดี ๆ ไปด้วย อย่างน้อยก็มีผู้ช่วยคนหาความรู้เพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้เรียน 

จึงขอเชิญชวน ปรับบทบาท กระบวนการจัดการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนฝึกแสดงบทเอง จะทำให้ คำว่า มหาวิทยาลัยเป็นที่เรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ ที่แท้จริง

 
หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 08 มีนาคม 2554 19:49 แก้ไข: 08 มีนาคม 2554 19:52 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

  • ผมทดลองให้นักศึกษาออกข้อสอบเองในบางหัวข้อ พบว่า ก็ใช้ได้ และสามารถเห็นนิสัยใจคอของนักศึกษาได้ด้วยเป็นของแถม

ผมเคยให้นักศึกษาสอนกันเอง แต่น.ศ.ดูเหมือนจะไม่ชอบ เคยให้นักศึกษาช่วยออกข้อสอบด้วยแต่ก็มีเพียงส่วนหนึ่งที่ตั้งใจจริง

อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยกับการปรับบทบาทของผู้สอนที่ต้องเป็นโค้ชให้มากขึ้นครับ

การประยุกต์ใช้ความรู้เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่นักศึกษาเราไม่คุ้นชิน เพราะยังเคยชินกับระบบการป้อนความรู้อยู่ครับ

ก็คงต้องพยายามแก้ไขเพราะเราก็เห็นปัญหากันแล้ว

 

   สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศของการเรียนรู้ร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ   ความรู้เดี๋ยวนี้เข้าถึงได้ง่าย  เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  มีความหลากหลาย   การได้สัมผัสของจริงช่วยให้เกิดการรู้เท่าทัน   เห็นความเป็นจริงใกล้ตัว  และช่วยให้เกิดการลองนำความรู้ไปใช้    การเรียนรู้ในสถานการณ์จริงเยี่ยงนักกิฬา  มีสนามให้ซ้อม   การรู้ทุนที่ตนเองมีรวมทั้งทุนของครอบครัวและชุมชนก็จำเป็นมาก  เพราะเราหวังสร้างบัณฑิตไปชี้นำสังคมด้วย

"มหาวิทยาลัย หมายถึง ที่อยู่ของความรู้ที่ยิ่งใหญ่ มากมาย"

   สังคมกำลังท้าทายการนำความรู้ ความฝัน ที่เรามีไปสู่การสร้างความจริงร่วมกัน  ภายใต้ปัญหาที่กำลังเผชิญและทุนที่เรามี 

    โชคดีที่เรามีคนรุ่นใหม่สายสนับสนุนเพิ่มขึ้น เป็นพลังสำคัญของการนำความรู้ไปปฏิบัติร่วมกันกับการเรียนการสอน  จะช่วยให้เกิดตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ชัด  เป็นการเรียนการสอน  ในลักษณะ

      เป็นให้ดู  อยู่ให้เห็น  เย็นให้สัมผัส  ช่วยให้พลังปัญญา  พลังเมตตา  นำไปสู่พลังแห่งการพัฒนาร่วมกัน

             ขอบคุณที่ทำให้ได้ทบทวนความหมายของมหาวิทยาลัยอีกครั้ง

   

ยินดีและขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมแลกเปลี่ยน ช่วยกันขยับขยาย มีแนวทาง ข้อระวัง รวมทั้งช่วยกันขยายผล ชวนกันปรับ ให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงมากขึ้น แทนการเป็นผู้ฟัง ผู้ดู  

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.205.60.226
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ