นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 6748
ความเห็น: 4

การจัดการศึกษาไทย จุดแข็งสร้างจุดอ่อน จุดอ่อนสร้างจุดแข็ง

เล่นละครจัดฉากการศึกษาที่ทำตามบทให้เล่น หรือ เรียนเพื่อหาแก่นสารของชีวิตด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง คิดเอง ไปตามสถานการณ์จริง

 ได้เข้าร่วมฟังการเสนอผลการประเมินด้วยวาจา การประเมินคุณภาพภายในปี ๕๑ ของ ม.อ. ในวันที่ ๖ ต.ค. ๕๒ มีข้อแนะนำหลาย ๆ อย่างที่ให้จัดเตรียมความพร้อม อำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียน การจัดการสอนปรับพื้นฐาน การให้ทุนกับผู้มีความขาดแคลนทุนทรัพย์ การบังคับให้ทำกิจกรรม ฯลฯ ทำให้มองถึงภาพการประเมินคุณภาพกับคุณภาพการศึกษาของไทย ที่ตั้งแต่มีกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษา การศึกษาของคนไทยกลับมีคุรภาพยิ่งด้อยลง ทั้ง ๆ ที่ผลการประเมินโดย สมศ. สองรอบ ส่วนใหญ่มีผลการประเมินค่อนข้างดี มีคะแนนระดับมากกว่า ๔ ใน ๕ ระดับ  

สิ่งที่หลักฐานในกรณีของ ม.อ. คือ เสนอให้มีการสอนปรับพื้นฐาน ซึ่งหมายถึงนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยมีความรู้ไม่เพียงพอจำนวนมากขึ้น ๆ ทั้ง ๆ ที่ส่วนใหญ่มาจากโรงเรียนที่มีผลการประเมินว่ามีคุณภาพ ซึ่งต่อไป ถ้ามีการจัดการสอนปรับพื้นฐานตามข้อแนะนำ ก็จะได้รับการประเมินว่าเป็นจุดแข็ง แต่มาดูในภาพการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา น่าจะเป็นจุดอ่อน เพราะต้องลดระดับและมีภาระการจัดการสอนที่ต่ำกว่าระดับอุดมศึกษาที่มีภาพสะท้อนว่า มีภาระงานสอนมากในวิชาพื้นฐาน 

อีกเรื่องที่ได้ยินจากกรรมการประเมิน ที่มีการบังคับให้ทำกิจกรรมจำนวน ๑๐๐ ชั่วโมง ซึ่งได้รับการประเมินว่าเป็นจุดแข็ง และบอกว่านักศึกษาที่กิจกรรมส่วนใหญ่ที่ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ด้วยจิตวิญญาณ แต่พอมาบังคับก็รู้สึกเริ่มต่อต้านว่าทำไมต้องบังคับ 

สิ่งที่เห็นในความเป็นจริง พบว่านักศึกษาที่ทำกิจกรรมมักตั้งใจเต็มที่ รู้สึกอิสระในการคิด ทำ ดำเนินการ มากกว่าการเรียน นั่นคงเป็นเพราะระบบการศึกษาไทยที่ถึงแม้มี พ.ร.บ. การศึกษาที่ให้ความสำคัญของผู้เรียน แต่ทางปฏิบัติกลับบังคับเรียน ให้บทเรียนที่เป็นหนังสือ คำสอน แต่ไม่ได้ให้บทเรียนการปฏิบัติในชีวิตจริง ถึงแม้มีส่วนที่เรียกว่าปฏิบัติการก็ทำตามคู่มือ ไม่ได้เรียนแบบคิด แต่เรียนแบบจำ ปิดกั้นอิสระของความอยากรู้อยากเห็นตามสัญชาตญาณ ไม่มีอิสระทางความคิดในการเรียน ทำให้เมื่อมีระบบการเรียน การบังคับ จึงเบื่อหน่าย ไม่สนุก รวมถึงการบังคับทำกิจกรรม ก็เลยเกิดกระบวนการทำให้ครบเพราะถูกบังคับ ไม่ได้ทำด้วยจิตวิญญาณ จึงได้ผลประเมินจากจุดแข็งในกระบวนการ แต่เป็นจุดอ่อนในผลที่แท้จริง

มิหนำซ้ำ กำลังจะไปสู่กรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF= National Quality Framework) ก็คงบังคับมากขึ้น อิสระน้อยลง ไม่ต้องคิดอะไร ให้ทำตามกรอบมาตรฐาน ของ?? แสดงว่าผู้ทำหลักสูตรไม่ต้องคิดแล้ว ไม่ใช่แค่ผู้เรียน  

อีกจุดแข็งหนึ่ง คือ การมีทุนการศึกษาจำนวนมาก แต่การรับทุนส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างความเข้มแข็งให้ผู้รับทุน แต่กลับสร้างความอ่อนแอ เพราะให้แก่ผู้ขาดแคลนด้วยการไม่ต้องต่อสู้ เหมือนคนว่ายน้ำไม่แข็ง ก็มีคนช่วยพยุงไปเรื่อย ๆ จนถึงฝั่ง สุดท้ายก็ว่ายน้ำไม่แข็ง พอไม่มีใครช่วยพยุงก็ลำบากไปไม่รอด ช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วจะไปทำงานช่วยคนอื่นได้อย่างไร โดยเฉพาะมิติทางความคิดความสามารถ

ต่างจากในอเมริกาที่นักเรียนมัธยมปลายก็เริ่มต้องหาเงินเรียนเองซึ่งถือเป็นบทเรียนสร้างคุณค่าของชีวิตที่สำคัญ คนที่จะได้ทุนต้องมีอะไรดี เช่น มีความสามารถทางกีฬาดี มีสติปัญญาเด่นจึงให้ทุนไปใช้สติปัญญา ความสามารถเหล่านั้นอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นลักษณะเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้เรียนทั่วไปที่ต้องพึ่งตนเอง ผู้มีความสามารถถูกจ้างให้ท้าทายความเก่ง รวมทั้งประเทศสิงคโปร์ที่ให้ทุนคนเก่งจากประเทศอื่นไปเรียนเพราะต้องการผู้มีสติปัญญาไปช่วยสร้างประเทศ

เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่ง ที่จุดแข็งนำไปสู่การสร้างจุดอ่อน รวมทั้งการสร้างความพร้อม ความสะดวกสบายซึ่งมีตัวชี้วัดอีกหลาย ๆ ตัว ที่บอกว่าเป็นจุดแข็ง ที่อาจเรียกว่า ไม่ต้องออกแรงหา ไม่ต้องกิน ไม่ต้องเคี้ยว แต่พร้อมที่จะต่อสายยางส่งถึงกระเพาะ ถ้าย่อยแทนกระเพาะได้ก็อาจจะทำ จึงนำไปสู้ความอ่อนแอทางร่างกาย รสชาติ ความคิด อารมณ์ สติปัญญา ทั้งหมดต้องพัฒนาจากตนเอง ไม่ใช่การจัดให้  

ในทางกลับกัน เคยได้ยินว่า ความยากลำบากนำไปสู้ความเข้มแข็ง อดทน อดกลั้น ด้วยสถานการณ์จริงและความเป็นอิสระในการเรียนรู้ในการพัฒนาตนเองที่เป็นผู้เรียนเป็นตัวตั้ง และตามสัญชาตญาณการเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ จะนำไปสู่ความแข็งแรงของร่างกาย วิธีคิด สติ ปัญญา วิธีการดำรงอยู่ด้วยการพึ่งตนเอง มีความแข็งแรงทางอารมณ์ ไม่เปราะบาง เอาแต่ตนเองเป็นที่ตั้ง 

 แต่สิ่งเหล่านี้คงถูกประเมินว่าเป็นจุดอ่อน ซึ่งเป็นสภาพการเรียนของคนรุ่นอายุประมาณ ๕๐ ปี ขึ้นไป ที่มีการคัดกรองผู้จะเข้าเรียนสายสามัญเพื่อขึ้นไปสู่ระดับอุดมศึกษา ที่ใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าปัจจุบันมาก ๆ ใช้เวลาน้อยกว่า ส่วนใหญ่เข้าเรียนชั้นประถม ๑ มีการเรียนชั้นอนุบาลน้อยมาก ถึงมีการเรียนก็เป็นการเรียนทางพัฒนาการจากครอบครัวไปอยู่สังคมเพื่อน เริ่มเรียนภาษาอังกฤษเมื่อประถมปีที่ ๕ มีวิชากระบวนทำงาน เช่น เรียงความ ย่อความ อ่านเอาเรื่อง ไม่ใช่การจับความรู้ยัดกระสอบอย่างปัจจุบัน จึงมีเวลาพัฒนาอารมณ์ สังคม จิตใจ และเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยไม่ต้องสอนเสริมปรับพื้นฐาน ซึ่งเป็นภาพของจุดอ่อนนำไปสู่ผลที่เข้มแข็ง อีกทั้งใช้ค่าใช้จ่ายน้อย เวลาเรียนหนังสือน้อยกว่า มีเวลาเรียนทางชีวิต อิสระทางความคิด การพัฒนาตนเองตามสัญชาตญาณการเรียนรู้มากกว่า  

แล้วจะไปทางไหนดี เล่นละครจัดฉากการศึกษาที่ทำตามบทให้เล่น หรือ เรียนเพื่อหาแก่นสารของชีวิตด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง คิดเอง ไปตามสถานการณ์จริง

หมวดหมู่บันทึก: ประกันคุณภาพ ตัวชี้วัด ประเมินผล
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 07 ตุลาคม 2552 17:51 แก้ไข: 09 ตุลาคม 2553 17:44 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

  • ผมเคยพบคนสูงวัยสองคน ที่เป็นพี่น้องกัน
  • คนหนึ่งคงมีบุญ ได้นั่งกินนอนกินตั้งแต่ต้น เพราะฐานะดีกว่า อยู่ในเมือง ความสะดวกพร้อม
  • อีกคน ต้องช่วยตัวเองตลอด แม้แต่อาบน้ำบางครั้งก็อาบน้ำบ่อ เพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ได้มีรายได้ประจำ
  • ปรากฎว่า คนแรก มีโรคประจำตัวแบบโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน และเป็นอัมพฤกษ์ตั้งแต่อายุไม่มากนัก
  • อีกคน ยังแข็งแรงกระฉับกระเฉง จนแม้อายุแซงค่าอายุขัยเฉลี่ยของคนในประเทศไปลิบลับ
  • นึกเปรียบเทียบตามที่อาจารย์กล่าวไว้ ก็เข้าใจซึ้งเลย ว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
  • ตัวเองได้ไปช่วยสอนที่ ม.อื่น ที่นักศึกษาขาดโอกาสทางวิชาการ ก็พบว่า คนที่เขาขาดโอกาสทางวิชาการ กลับขวนขวายหา
  • แต่เวลาสอนเด็กมีโอกาสดีกว่ามาก กลับเห็นการโอกาสดี ๆ ที่ตัวเองมีทิ้งแบบไม่เห็นคุณค่าเอาเสียเลย คือเรียนเอาแค่เกรด แต่ไม่เอาความรู้ !

ชอบบันทึกนี้ครับ

ในการดำเนินชีวิตเรามีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ

การดูแลลูกอย่างไข่ในหิน ทำให้ลูกช่วยตัวเองไม่เป็น

การปล่อยให้เด็กช่วยเหลือตนเอง ทำให้เด็กเข้มแข็งขึ้น

จำนวนเตียงในรพ./ประชากร ต่ำหรือสูงดี

สูง แสดงว่าประชากรมีสุขภาพไม่ดี ต้อง admit เข้าโรงพยาบาลจำนวนมาก?

ต่ำ แสดงความขาดแคลนเตียงใน รพ.?

คงต้องช่วยกันทบทวนตัวชี้วัดเหล่านี้กันบ้างน่ะครับ

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ...

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องภาคบังคับกิจกรรม 100 ชั่วโมง  มันทำให้แก่นของกิจกรรมเปลี่ยนไปเลยทีเดียว 

 

ขอบคุณ ทุกท่านที่ให้ความเห็น

ความจริง คนไทยโชคดีที่อยู่พื้นที่ที่ธรรมชาติให้สิ่งต่าง ๆ ไว้มาก จนมีคำพูดว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทำให้คนไทยมีความพยายามไม่มาก เมื่อเทียบกับในเขตหนาว

สิ่งที่อยากเห็น คือการเน้นการเรียนรู้เอง มากว่าการสอน โดยเฉพาะการบอกความรู้ที่แย่งกันบอก จนผู้รับไม่อยากรับ เพราะที่บอกนั้น นำไปใช้จริงเพียงเล็กน้อย หรือบางเรื่องไม่ได้ใช้เลย ที่สำคัญผู้สอนต้องวิเคราะห์เนื้อหาให้มากขึ้นว่าส่วนไหนคือแกนของความรู้เพื่อใช้ให้ไปศึกษาหาความรู้ต่อเองได้ ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งผ่านความรู้โดยหามาแล้วไปบอกต่อ ดังที่เรียกกันว่าสอนหนังสือ แต่จะต้องสอนคนให้ฉลาดขึ้น   

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.233.226.151
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ