นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2560
ความเห็น: 6

ทำงานอย่างไร ไม่ให้จิตตก

สิ่งที่ทำเป็นตัวช่วย หรือตัวฉุด ทำให้ดีขึ้น หรือแย่ลง เท่านี้ก็ไม่น่าจะยากในการยกระดับจิตในการทำงาน

จากได้บันทึกเรื่องการทำงานให้เกิดสุขและเก่งขึ้น ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิด ยกระดับจิตใจ แต่อาจมีบางคนที่ยังติดอยู่ว่า จะยกระดับจิตได้อย่างไร คงต้องมาดูว่า ทำไมจิตจึงตก ยกไม่ขึ้น

 ๑.    อาจเกิดจากไม่ได้วางเป้าหมาย ความสำเร็จ อนาคตของการทำงาน จึงรู้สึกว่า งานที่ทำเป็นภาระ คงต้องถามตัวเอง อย่างจริง ๆ ว่า อยากเป็นผู้ไม่ต้องทำงานจริงหรือ ? คงมีคำตอบแล้วเป็นอย่างไร หากคำตอบว่าใช่ ก็ไม่เห็นทำยาก (ลาออก ๆ ก็ไม่ต้องทำงานแล้ว สบาย ๆ แต่จะสั่งสอนลูกหลานว่าอย่างไร คงได้ยินว่า เป็นคนเกียจค้าน ไม่ทำงาน ทำการ หรือคำว่า เป็นคนสู้งาน หนักเอา เบาสู้ คำไหนทำให้รู้สึกดี มีความสุขกว่ากัน ) 

การไม่วางเป้าหมายของการทำงาน ทำให้ทำงานไดยไม่มีความหวัง ไม่มีจุดหมาย ขาดแรงจูงใจ มองเห็นงานเป็นภาระ ไม่ท้าทาย ไม่สนุก ขาดความกระตือรือร้นที่จะยกจิต เพราะก็มุ่งทำงานให้เสร็จ ๆ ไปเท่านั้น ไม่รู้ว่าอะไรคือความสำเร็จ ที่จะทำให้วัดและรู้ได้ จึงไม่มีความก้าวหน้า เหมือนการเดินทางที่ไม่รู้ทิศทาง ทำให้เดินวนจนเหนื่อยล้า ไม่เกิดความภาคภูมิใจ ใส่ความหมายที่จะพัฒนางาน พัฒนาตน เห็นอะไร ไม่ตรงตามร่อง ตามรอย เลยพลอยอารมณ์เสีย เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติว่า ทุกสิ่งที่เกิดมามีความหลากหลาย แตกต่าง เพื่อให้เกิความสวยงาม อันเป็นสิ่งท้าทายให้มีการพัฒนา ลองคิดดู ถ้าทุกอย่างเหมือนกัน จะไม่มีอะไรสวย ไม่สวย ไม่มีอะไรให้เลือกว่า อะไรดีกว่าอะไร ทำให้จิตกยกไม่ขึ้น  

ดังนั้น การตั้งเป้าหมายของการทำงาน คือแรงส่งไปยกจิตให้สูงขึ้น

ถามว่า การตั้งเป้าหมายการทำงาน ยากไหม ลองถามตัวเองว่าที่สมัครเข้ามาทำงาน หรือได้ทำงานแต่ละหน้าที่นั้น

อยากให้คนเขารู้จักอย่างไร? ทำงานดีเหมือนคนอื่น ๆ ดีกว่าคนอื่น หรือเป็นเพียงบันใดไว้ใช้เทียบ อยากได้รับคำชม หรือสาปแช่ง นอกจากตัวเราแล้ว ก็ต้องคิดว่า

อยากให้หน่วยงาน องค์กร ทุกระดับที่เราทำงาน เป็นอย่างไร?  ที่สำคัญ มีอะไรที่เป็นส่วนที่เราทำ เพื่อองค์กร ที่บอกได้อย่างเต็มที่ว่า เป็นฝีมือเรา  

๒.   เมื่อมีการตั้งเป้าหมายของงานแล้ว จะทำให้การทำงานมุ่งไปที่ความสำเร็จ  ไม่ใช่แค่งานเสร็จ คือเอาผลของการทำงานไปเทียบกับเป้าหมาย แล้วดูว่ามีอะไรต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ก็จะทำให้ไม่มองว่าเป็นปัญหาอุปสรรค เปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกเป็นสิ่งท้าทาย เป็นส่วนที่ต้องปรับปรุง เปลี่ยนจากความรู้สึกลบเป็นบวก แสดงว่าจิตสูงขึ้น

สิ่งที่ต้องเตือนตัวเองเสมอคือ หากมองอุปสรรคเป็นลบ อารมณ์เสียกับสิ่งเหล่านั้น มันช่วยให้งานสำเร็จหรือไม่ หากไม่ใช่แล้วเสียเวลาทำทำไม    

๓.   มองปัญหาให้เป็นคุณ ให้ลองคิดว่าจะตอบคำถามว่าจะพัฒนางานและตัวเองอย่างไร อะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะตอบได้ยาก มักจะตอบได้ว่าคนอื่นต้องปรับอย่างนั้น แก้อย่างนี้ เรียกว่าเก่งแต่เรื่องคนอื่น

ส่วนนี้ หากเก่งจริง ต้องไปชวนให้เขาเชื่อและเต็มใจที่จะปรับแก้ และได้ประโยชน์จากการแก้ ไม่เชื่อ ลองถามตัวเองดูว่าเป็นเรา เราจะแก้ไหม ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจทำเสียเพื่อน เสียไมตรี มีปัญหาก็ไม่กล้าไปขอช่วย  เลยทำให้งานสำเร็จยากขึ้น 

ทีนี้พอมีปัญหา นั่นคือ เรื่องจะต้องแก้และต้องพัฒนา เห็นไหมว่า ปัญหาเป็นคุณที่เราไปต้องไปเสียเวลาหา และเมื่อเป็นปัญหาที่เราไปแก้ของคนอื่น นอกจากเขาจะรู้สึกดี ยังเป็นผู้ยืนยันความสำเร็จของเราอีกด้วย บางคนยังช่วยไปบอกต่อให้ และหากเราทำเป็นประจำ ก็จะมีคำชื่นชมยินดี เอ อย่างนี้ เราจะโทษ หรือ ขอบคุณผู้เอาปัญหาหรืองานมาให้เราดี การแสดงความขอบคุณ ก็เป็นการยกระดับจิตขึ้นได้ 

ทั้งหมดไม่น่าจะทำยาก เพียงทำอะไรแต่ละครั้ง ให้ถามว่า สิ่งที่ทำเป็นตัวช่วย หรือตัวฉุด ทำให้ดีขึ้น หรือแย่ลง เท่านี้ก็ไม่น่าจะยากในการยกระดับจิตในการทำงาน

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 08 เมษายน 2552 19:40 แก้ไข: 09 ตุลาคม 2553 17:35 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

สวัสดีค่ะอาจารย์

สายฝนว่าทำอย่างไรไม่ให้จิตตกนั้น

ผู้บริหารก็มีส่วนสำคัญด้วยเหมือนกัน เช่น บางคนพยายามยกระดับจิดใจของตนเอง ยกระดับของตนเองทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว ให้ดีขึ้น แต่ถ้าผู้บริหาร หรือคนในครอบครัวไม่ให้การสนับสนุน ส่งเสริม ก็จะทำให้จิตตกเหมือนกัน เค้าคนนั้นก็จะกลายเป็นคน (ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามไปเลยค่ะ)  

ตอบคุณสายฝน

ก็อาจจริงอย่างที่ว่า แต่อย่าให้จิตเราตกด้วยคิดว่าคนอื่นทำให้เราเป็นทุกข์ โดยทำหน้าที่และงานที่รับผิดชอบให้ดี ตรวจสอบตัวเราว่าส่วนใดที่ทำยังไม่พอดีที่ทำให้คนรอบข้างคิดอย่างนั้น แล้วพยายามปรับแก้ที่ตัวเราเพื่อทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข ต้องพยายามหาเหตุให้เจอ และแก้ที่เหตุในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรา เป็นการปรับแก้ที่เราง่ายที่สุด ตัวเราเองยังแก้ไม่ได้ การแก้คนอื่นยิ่งยากขึ้น เมื่อไรที่คิดโทษคนอื่น จิตจะตกทันที หากนำปัญหามาท้าทายความสามารถ จิตจะถูกยกขึ้นด้วยการหาทางสว่าง ถึงยังแก้ไม่ได้ ใจก็ไม่เป็นทุกข์ ก็เรียกว่ายกจิตได้

การทำงานแบบเช้าชามเย็มชาม นั่นคืออาการจิตตก

ขอบคุณมากค่ะอาจารย์

สายฝนก็ขอเล่าสู่ช่วยกันคิด 

พออาจารย์เขียนเรื่องจิตตกขึ้นมา สายฝนก็คิดถึงเรื่องๆ หนึ่งค่ะอาจารย์ คือ

มีเพื่อนของสายฝนคนหนึ่งมาปรึกษาสายฝนว่า

เค้าไม่สบายใจค่ะอาจารย์ เค้าบอกว่า เวลาเค้าทำงานจะมีเพื่อนคอยจับผิดเค้าอยู่ตลอด (เหมือนตาสับปะรด) คะอาจารย์

สายฝนก็แนะนำเค้าไปว่า

การที่มีเพื่อนคอยจับผิดเรานั้นแหละดีแล้วค่ะ

เค้าก็ถามว่าทำไมละ

สายฝนก็บอกว่า การที่เค้ามาจับผิดเราบ่อยๆ แล้วเรายอมรับในสิ่งที่เค้าจับผิดเรา แสดงว่าเราได้แก้ปัญหาไปแล้ว 1 ปัญหา ต่อไปหากเกิดปัญหาดังกล่าวอีกครั้งเราก็จะไม่ผิดแล้วค่ะ

จากปัญหาดังกล่าว สายฝนก็บอกเค้าไปว่า จะทำให้เราเป็นคน "เก่งคน และเก่งงาน" น่ะ 

เค้าก็ถามว่า "เก่งคน เก่งงาน" ได้อย่างไรละ

สายฝนก็บอกเค้าไปว่า

"เก่งคน" คือ การที่เรายอมรับความคิดเห็นของคนอื่น แล้วนำมาแก้ไขได้  เราก็ภูมิใจ โดยที่ไม่โกรธเค้า

"เก่งงาน" คือ การที่เราแก้ปัญหาที่เพื่อนๆ ได้บอกเราได้ แล้วนำไปแก้ไปทีละนิด นานๆ เข้า เราก็จะกลายเป็นคนเก่งงานค่ะ

อาจารย์รู้มั้ยว่า "เค้าคนนั้น" พอได้ฟัง เค้าก็ยิ้มอย่างมีความสุขค่ะอาจารย์ หน้าของเค้าก็เปร่งปรั่ง อย่างเห็นได้ชัดค่ะอาจารย์ 

อาจารย์ว่าคำแนะนำของสายฝน จะช่วยยกระดับจิตใจของเค้าได้มั้ยค่ะอาจารย์ 

 

ยินดีกับทั้งคุณสายฝน กับคนที่ยิ้มได้

จะเห็นว่าปัญหาแก้ไม่ยาก เพียงคิดให้ไกลกว่าผลทางลบ ก็จะเห็นผลทางบวก เมื่อเข้าถึง ต่อไปจะคิดบวกมากกว่าลบ เชื่อว่าคุณสายฝนคงเจอปัญหามาก่อน จึงทำให้เกิดปัญญา ต้องขอบคุณปัญหาอีกแล้ว ซึ่งทำให้เพื่อนคุณมีความสุข คุณก็คงมีความสุขเพิ่มขึ้นที่ช่วยเพื่อนได้ คงได้คำตอบเองว่า จิตอยู่ระดับใด เรียกว่าได้สองต่อเลยครับ

ขอบคุณมากค่ะอาจารย์

ค่ะอาจารย์สายฝนก็เจอปัญหาดังกล่าวมาแล้ว สายฝนก็ "ปรับความคิดพิชิตงาน" ไปเลยค่ะอาจารย์

ที่สายฝน "ปรับความคิดพิชิตงาน" ได้ ก็เพราะว่าสายฝนได้เข้าไปช่วยงานพัฒนาและฝึกอบรม จัดอบรมกลุ่มหัวหน้างาน นานมาแล้วค่ะ สายฝนก็ได้เข้าไปฟังด้วย สายฝนก็นำมาปฏิบัติดู ก็ได้ผลจริงๆ ค่ะ

แล้วก็สายฝนก็ได้พิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งให้กับหัวหน้างานของกองการเจ้าหน้าที่ ชื่อว่า "สู่การเป็นหัวหน้างานที่ดี" ค่ะอาจารย์ สายฝนก็จำๆ นำมาปฏิบัติดูค่ะ

                                สายฝน

คุณสายฝน

แบบนี้เรียกว่า แอบเรียนแบบตั้งใจเรียน จึงเข้าใจ และนำมาใช้จริง ก็เรียกว่าเป็นผู้ที่มีการเรียนรู้ จึงทำให้มีการปรับปรุงที่ดีขึ้น

ไม่เหมือนกับหลาย ๆ คน ตั้งใจและอยากไปเรียน แต่ไม่ตั้งใจเรียน จึงยังอยู่เหมือนเดิม

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.227.254.12
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ