นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 5658
ความเห็น: 21

การทำงานให้เกิดความสุขและเก่งขึ้น

ไม่ต้องลงทุน ลงแรงอะไรเพิ่ม ไม่ต้องการเทคโนโลยีชั้นสูง แค่เพียงยกใจให้สูงขึ้น เปลี่ยนวิธีคิดเท่านั้น

ได้พบและทำงานกับหลาย ๆ คน มักได้ยินบ่นว่า ทำงานไม่ทัน งานมาก คนมารับบริการคนนั้นไม่ดี คนนี้แย่ ไม่รู้เรื่องอะไรบ้างเลย (แต่ที่เห็นสภาพแย่จริง ๆ คือคนบ่น)

 

เมื่อถามว่า แล้วเมื่องานมาก หาทางทำอย่างไรให้เร็วขึ้น คำตอบที่ได้ คือ ปรับไม่ได้หรอก ต้องตรวจละเอียด อย่างโน้น อย่างนี้  แสดงว่า ทำอย่างไร ก็ยังไม่เป็นสุขและไม่สนุกอยู่ดี

 

จากที่คุยด้วย ท่านเหล่านี้ตั้งใจทำงาน ขยันขันแข็ง แต่ไม่มีความสุข และไม่สามารถพัฒนาให้ตนเองเก่งขึ้น เพราะยึดติดกับตัวเองมากไป จึงไม่มีวิธีการคิดที่จะปรับตัว เอาเทคโนโลยีมาช่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ไม่ปรับความคิดจริง ๆ พอให้ไปดูงานที่อื่น กลับมาแทนที่จะได้เทคนิควิธีการมาปรับการทำงานของตน กลับเป็นทุกข์เพิ่มขึ้น  เพราะไปดูหน่วยงานที่มีงานมากกว่า แล้วมีคนทำงานมากกว่า ก็กลับมาบ่นต่อว่าคนทำงานในหน่วยงานไม่พอ ก็เลยพัฒนาไปไม่ถูก เพราะแทนที่จะไปดูเทคนิคกระบวนการทำงาน กลับไปดูว่า เขามีคนกี่คน (ใครเป็นอย่างนี้บ้างเอ๋ย)

 

 พอดีช่วงนี้ ทางการเจ้าที่ของคณะ มาบอกให้เป็นวิทยากรอบรม เทคนิคการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ตอนแรกก็คิดว่า ไปหาเทคนิคในเว็บมาประมวลใช้ก็น่าจะพอ พอดูแล้วมีเทคนิคซ้ำๆ กันไม่กี่วิธี หากเป็นเช่นนั้น ก็ให้ไปเปิดเว็บเรียนเองก็ได้ ดูวิธีการแล้ว คนคณะทรัพยฯ เรียนเองได้ สบายมาก  ก็เลยทำให้กลับมาคิดว่า ต้องเอาประสบการณ์ที่ได้ทำงานมา ได้เห็น สังเกตมา และหาข้อมูล ความรู้อื่น ๆ มาขยายให้สอดคล้องกับเรื่องและสภาพการณ์ รวมทั้งช่วงนี้ คณะต้องดำเนินการประเมินผู้ชำนาญการ จึงได้เห็นดูคนที่ทำงานว่าน่าจะทำงานให้เป็นสุขและเก่งขึ้นได้ เพียงปรับเปลี่ยนวิธีคิด

 

๑. การทำงานให้เกิดความสุข 

ซึ่งทำได้ไม่ยาก เพียงทำงานทุกครั้ง ให้คิดว่าได้ช่วยคน ได้ทำบุญ ซึ่งทำให้มองที่ลูกค้า ผู้มารับบริการ ว่าเขามาด้วยความเดือดร้อนอะไร ต้องการให้เราช่วยเหลืออะไร เราสามารถช่วยเหลืออะไรเขาได้บ้าง ซึ่งจะทำให้เราเป็นสุขว่าได้ช่วยเหลือคน ทำให้เหมือนการทำบุญ การกุศล ไม่เชื่อลองทำดู จะรู้สึกว่า ดีดี จะเกิดขึ้น ไม่ว่า ผู้มารับบริการจะมาอย่างไร โดยเฉพาะมาแบบไม่เป็นมิตร ไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็ให้คิดว่าเขามีทุกข์มาก เราช่วยได้ก็ได้บุญมาก หากเราไปแสดงความไม่พอใจตอบโต้ ก็จะทำให้เป็นทุกข์ไปด้วย เหมือนกับไฟกำลังลุก หากเราเติมเชื้อไฟก็จะไหม้ทั้งเขาและเรา แทนที่จะได้ทำงานให้แล้วมีความสุข แต่กลับทำงานเสร็จเป็นทุกข์คาใจกลับมาอีก คิดว่าคงไม่ใช่เป้าหมายการทำงานของเรา

ดังนั้น อยากได้ดี ก็ต้องมองดี คิดดี ทำดี เราก็ได้ดีมีสุข และได้รับคำชมเชยแน่นอน ยกเว้น คนที่ยังคิดไม่ได้ จะถามว่า ทำไมไม่อัดกลับไป แต่หากหากคิดดีเราก็จะมีสุข และไม่เติมทุกข์เพิ่มขึ้นให้ผู้มารับบริการที่น่าสงสารอยู่แล้วจากพฤติกรรมดังกล่าว จริงไหม แล้วอยากเป็นฝ่ายทุกข์ หรือฝ่ายสุข

 

  ๒. การทำงานให้เก่งขึ้น ก็ขอให้คิดเสมอว่า การทำงานทุกครั้ง  จะทำงานนี้ได้ทำดีที่สุดคนหนึ่ง หรือดีกว่าคนอื่น การคิดเช่นนี้ช่วยให้เราเก่งขึ้นตลอดเวลา เพราะจะทำให้คิดเสมอว่าทำได้ดีที่สุดหรือยัง ทำได้ดีกว่าคนอื่นหรือไม่ ทำให้ ต้องคอยตรวจสอบตัวเองเสมอว่าที่อื่นเขาทำบริการแบบเดียวกับเรา นั้น เขามีอะไรดีบ้าง มีเทคนิคกระบวนการ ตัวช่วย ระบบอะไร เพื่อเราจะได้ปรับปรุงตัวเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ซึ่งการทำเช่นนี้ตลอดเวลา รับรองว่าจะเก่งขึ้น มิหนำซ้ำ พอมีผู้มารับบริการมาก ๆ ยิ่งสนุกกับการทดสอบ ทดลองกับวิธีที่คิดขึ้นมา เรียกว่า เวลาไม่มีผู้มารับบริการจะคิดถึงเลยว่า เมื่อไรจะมาให้ทดสอบนะ และเมื่อมีการบันทึกติดตามเป็นระบบ ก็นำมาเป็นผลการพัฒนางาน อีกทั้งการศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ดูงาน ก็ยิ่งท้าทายความสนุก

 

แค่คิดก็สนุกแล้ว แต่หากทำด้วยก็จะเป็นสุขและเก่งขึ้น

 

จะเลือก ๑ หรือ ๒ หรืออยู่แบบเดิม ๆ วิธีที่แนะนำ คือ ๑+๒ และทั้งหมดไม่ต้องลงทุน ลงแรงอะไรเพิ่ม ไม่ต้องการเทคโนโลยีชั้นสูง แค่เพียงยกใจให้สูงขึ้น เปลี่ยนวิธีคิดเท่านั้น จริง ๆ

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 03 เมษายน 2552 16:11 แก้ไข: 09 ตุลาคม 2553 17:34 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

บันทึกนี้ถูกใจ จริงๆค่ะ...
ทำงานยกระดับใจ..เห็นภาพ
งานมาก..ระดับใจตกลง
งานมาก..ระดับใจสูงขึ้น
ใจเบาสบายกับใจ...หล่น..

จะนำไปปฏิบัติทั้ง 2 ข้อรวมกันค่ะ  ทั้งทำงานให้มีความสุข+ทำงานให้เก่งขึ้น  เหมือนที่ว่าขั้นตอนแรกคือ  ต้องยกระดับใจของตัวเองก่อน  และพอดีจำคำอาจารย์ได้เสมอว่า "คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงในแต่ละวันเท่ากัน  แล้วแต่ใครจะใช้มันให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่านั้น" บวกกับคำสอนของอาจารย์อีกท่านที่ว่า " จำไว้นะว่าตราบใดที่เรามีงานทำเยอะๆ เราจะไม่ถูกเจ้านายไล่ออกแน่นอน  แต่วันใดที่เราไม่มีงานทำนั่นแหล่ะ ระวังไว้ให้ดี"  หวังว่ามันคงใช้ช่วยในการคิดบวกกับการทำงานแก่ทุกคนได้บ้างนะคะ

ถูกใจทั้ง 2 ข้อครับ

 

คุณเมตตา ชื่อก็สอคคล้องข้อ ๑ ก็เห็นเติมข้อ ๒ เสมอ ๆ

คุณMarky ได้แสดงว่าเป็นผู้มีความสามารถเรียนจับแก่นความรู้ความคิดได้แล้ว เพียงนำไปใช้รับรองจะมีความสุขและความเจริญ

ขอบคุณคนธรรมดาที่แวะมาเป็นกำลังใจตลอด

สวัสดีค่ะ

สายฝนก็ชอบคะ สายฝนทำงานเกี่ยวกับการให้บริการเหมือนกัน  "คำว่ามีความสุขสนุกกับงาน" และคำว่า "บริหารเวลาให้เข้ากับงานของเรา" หรือ "บริหารงานให้เข้ากับเวลาที่มีอยู่ค่ะ"  พอทำได้ก็สนุกดีค่ะ ฮิฮิ......

ตอนแรกที่สายฝนรับงานบริการใหม่ ๆ สายฝนก็รู้สึกว่าเครียด มีงานมาก ทำยังไงก็ไม่เสร็จสักที พอเรารู้จักคำว่า "บริหารเวลา" เราก็ทำงานอย่างมีความสุขค่ะ 

เข้ามาอ่านด้วยครับ

พยายามจะบอกสมาชิกในทีมงานเหมือนกันครับ

เรื่องความสุขในการทำงาน งานจะสร้างคนให้แกร่งขึ้น

แต่ตัวเอง ยังจิตตกได้ทุกวัน

  • ขอเลือกข้อ 3  ที่เพิ่มให้กับอาจารย์ค่ะ โดยนำข้อ 1 และ ข้อ 2 มารวมกันค่ะ  
  • มีคำพูดหนึ่งที่สอนให้เกิดการเรียนรู้ และใจเป็นสุข นั่นคือ  ปัญหาก่อให้เกิดปัญญา  และที่เกิดปัญญาได้อย่างไร นั่นคือ การมาทบทวนกระบวนการ การฝึกคิด การฝึกวิเคราะห์  ดูสภาพแวดล้อม ดูเขา ดูเรา หาสาเหตุที่เกิดขึ้น และหาทางป้องกันมิให้ปัญหานั่นเกิดขึ้น  ซึ่งปัญหาทุกอย่างจะไม่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ  หากไม่มีปัญหา  ปัญญาก็จะสูญสิ้น 
  •  อีกข้อหนึ่ง  ที่อาจารย์สอนให้เตือนใจตลอดเวลานั่นคือ เครื่องมือเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สร้างขึ้น จงอย่ามาเป็นนายเรา   เราต่างหากที่เป็นนายสิ่งเหล่านั้นค่ะ เพราะเรามีสิทธิ์ที่จะเลือก  กำหนดกระบวนการ และเลือกในสิ่งถูกต้อง และเป็นสุขทั้ง 2 ฝ่าย ค่ะ
  • ถึงแม้ว่า ไม่มีเวลา หากจัดเวลาได้ ต้องแวะมาแลกเปลี่ยน และเก็บเกี่ยวความรู้  ดีกว่า ปิดกั้นตัวเอง 

คุณสายฝน ยินดีที่บริหารเวลาให้ทำงานอย่างมีความสุขได้ บริหารอย่างไร น่าจะบักทึกมาแลกเปลี่ยนกันนะครับ

คุณไทยมุง คงต้องมุ่งมั่นอีกนิด มิฉะนั้นทีมงานจะไม่เชื่อถือนะครับ เพราะเรายังทำไม่ได้ แล้วจะนำวิธีการทำงานไม่ให้จิตตกมาให้อ่าน

คุณมอลลี่ ดีครับดีที่เรียนรู้รับรู้แล้วนำไปใช้ ปัญหายิ่งยากยิ่งท้าทายความเก่ง เพราะหากทำสำเร็จ ก็แสดงถึงความเก่งและความภาคภูมิใจ มีความสุข ถึงบางครั้งทำไม่สำเร็จก็ได้บทเรียนที่ดี ก็ยังมีกำไร อย่างที่ว่า จะมีประโยชน์มากขึ้น เมื่อนำมาร่วมกันใช้

สวัสดีค่ะอาจารย์

สายฝนก็ใช้วิธีดังนี้ (ของสายฝนเองค่ะ)

มาดูลักษณะงานของสายฝนค่ะ สายฝนทำงานด้านธุรการ งานธุรการ ก็เป็นงานที่วุ่นวายมากทีเดียว ถ้าไม่รู้จักการบริหารจัดการแล้วก็จะลำบากละค่ะ

1. วิเคราะห์ตนเองให้ได้ว่าตนเองมีบทบาทหน้าที่อะไรในหน่วยงานนั้นๆ (ให้รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง) (ไม่ต้องไปวุ่นวายกับบทบาทหน้าที่ของคนอื่นให้มากนัก ถ้าไม่จำเป็น) ถ้าเราไปวุ่นวาย หรือยุ่งกับงานคนอื่นมากๆ งานของเราก็ไม่ทันเวลา งานก็ต้องข้ามไปอีกวันหนึ่ง (มาตรฐานที่ถูกกำหนดด้วยเวลา หรือวันก็จะเสียไป) 

2. วิเคราะห์ถึงจุดอ่อน จุดแข็ง ของงานที่ตนเองทำให้ได้ แล้วหาโอกาสเพื่อที่จะนำจุดแข็งของตนเองและของงานนั้นๆ มาพัฒนางานของตนเอง โดยพัฒนาไปเรื่อยๆ ให้แข่งกับเวลา ด้วยตนเอง (ดูเวลาเป็นหลัก)       - สำหรับจุดอ่อน ก็หาวิธีแก้ปัญหาของจุดอ่อนของงานนั้นๆ ให้ได้ โดยไม่ต้องไปพึ่งคนอื่นก็ได้....ฮิฮิ เพราะว่าปัญหาไม่ได้มาทีเดียว จะมาวันละนิด ละนิด ค่ะ เราก็ค่อยๆ แก้ไปวันละนิด ละนิด ถ้าเราไม่แก้ ก็จะเป็นดินพอกหางหมูค่ะ....ฮิฮิ (ก็จะกลายเป็นคนแก้ปัญหาอะไรก็ไม่ได้)

3. เมื่อได้จุดแข็ง และจุดอ่อนแล้ว เสริมจุดแข็งให้ดียิ่งๆ ขึ้น ส่วนจุดอ่อน ก็พยายามพัฒนาให้ดีขึ้นวันละนิด เหมือนข้อที่ 2

4. ศึกษาดูว่างานของเราเกี่ยวข้องกับใครบ้างทั้งภายนอกและภายในองค์กร

5. ตัวอย่างเช่น สายฝนอยู่งานธุรการ ซึ่งเป็นงานบริการ รับ-ส่งหนังสือ ทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งเป็นงานหลักของงานธุรการ ระบบของเอกสารก็วุ่นวายทีเดียว สายฝนก็จะทำการศึกษาว่ามีหน่วยงานไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับงานที่เราทำ ต้นทางก็มี กองกลาง ไปรษณีย์  ส่วนปลายทางมีที่ไหนบ้าง เช่น ปัตตานี ภูเก็ต ตรัง สุราษฏร์ เราก็ศึกษาดูว่าไปถึงปลายทางเมื่อไร เวลาเท่าไร ด้วยค่ะ 

    -  เราก็ไปดูว่ากองกลางเค้าได้กำหนดเวลาการรับ-ส่งหนังสือไว้อย่างไร

    - ไปรษณีย์ เค้ากำหนดส่งไปรษณีย์เวลาใด เพราะว่ามีแค่วันละครั้งเท่านั้นค่ะ

    - เราก็มาดูเวลาของหน่วยงานที่เราปฏิบัติงานอยู่

แล้วก็นำเวลาของทั้งสามหน่วยงานมาบริหารเวลาให้ได้ค่ะ....ฮิฮิ  แล้วอย่าลืมปลายทางละ....ฮิฮิ

ถ้าเราบริหารเวลาให้เข้ากับงานที่เราทำได้ เราจะได้แต่ส่ิงที่ดี ๆ แถมยังมีความสุขกับการทำงานค่ะ

(ของแถมเยอะจัง)  แถมยังได้มาตรฐานงาน ที่ได้กำหนดใน TOR อีกด้วยค่ะ  (ถ้าไม่โดยกลั่นแกล้งเสียก่อน)

ที่ว่าถ้าไม่โดยกลั่นแกล้งนั้น เพราะว่างานธุรการจะเป็นงานที่ทำกันเป็นทีม

ลักษณะคล้ายๆ กับการวิ่งไม้ผลัด (4X100) (ถ้าคนที่วิ่งไม้แรกๆ วิ่งช้า หรือวิ่งๆ หยุดๆ นั้น คนที่รับไม้สุดท้ายจะตาย ถ้าไม่รู้จักการบริหารเวลาให้ได้ (แล้วอย่าลืมวิเคราะห์งานให้ได้ด้วยค่ะ) จัดลำดับความสำคัญของงานให้ได้

และให้วิเคราะห์ต่อไปว่าคนที่วิ่งช้าๆ จะกระทบต่อใครบ้าง ทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กรค่ะ..ฮิฮิ (อย่่าคิดว่าฉันจะทำงานของฉันอย่างไรก็ได้)

                                                สายฝน

                                          ยากที่จะอธิบาย 

อาจารย์ถ้าสายฝนเรียงลำดับคำพูดยังไม่ถูกต้องหรือยังไม่เข้าใจนั้น อาจารย์ก็ช่้วยเรียบเรียงให้อ่านง่ายๆ ก็ได้ค่ะ เพื่อประโยชน์ของคนอื่นๆ หรือโทรมาถาม (2043) 

 

 

 

เราก็เอาเวลาของหน่วยงานทั้งสองมาบร

     -  ปกติแล้วกลุ่มงานธุรการจะทำงานโดยถูกกำหนดด้วยเวลาค่ะ

ขอบคุณคุณสายฝนที่นำการบริหารเวลามาแชร์ แสดงว่าทำงานได้ผล จึงอยากบอกต่อ ยินดีด้วย พอสรุปได้ว่า

๑. ดูที่งานและหน้าที่ของงาน งานที่วุ่นวายนั่นแหละลักษณะของงานธุรการ โดยเฉพาะเรื่องรับส่งหนังสือ มันจะมาเมื่อไร เวลาใด มากน้อย เร่งด่วน ไม่อาจรู้ได้ แต่จัดการได้เมื่อเราเข้าใจ

๒. ดูที่ความสามารถของเรา อะไรที่ดี อะไรที่ขาด พยามเติมให้ดีขึ้นให้ทำงานในหน้าที่ได้ดี เรียกว่าการพัฒนา

๓. ดูที่ระบบเพื่อทำให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย ว่าเชื่อมต่อเชื่อมโยงอย่างไร ทั้งเวลา สถานที่

ในข้อ ๑. หากมีการเก็บข้อมูล ทำสถิติ แยกแยะว่าเป็นเรื่องอะไรบ้าง มาในช่วงไหน เป็นประจำ มากน้อยอย่างไร จัดการดำเนินการอย่างไร เรื่องใดมีปัญหา แก้ไขอย่างไร ก็จะช่วยให้สามารถจัดการได้ดีขึ้น ปัญหาเดิมจะได้ไม่เกิดขึ้น ยิ่งมีการบันทึกวิธีการจัดการไว้ นอกจากเป็นการย้ำความรู้ ยังเป็นการบันทึกความรู้ไว้ใช้เผื่อลืม แลเป็นผลงานให้คนอื่นนำไปใช้ได้

อีกส่วนหนึ่ง คือการจัดการกับเรื่องด่วน หากได้แยกออกมาทำก่อน ก็จะทำให้เรื่องนั้นไม่เสียงาน รวมทั้งการส่งไปวิทยาเขต น่าจะทราบว่า แต่ละที่มีกำหนดไม่พร้อมกัน เช่น วิทยาเขตภูเก็ตมีกำหนดส่งเวลา ๑๑ โมงทุกวัน หากมีเรื่องด่วนมา ๑๐ โมง ก็น่าจะเร่งส่งภูเก็ตก่อน อันนี้เรียกว่าการจัดลำดับความสำคัญของงาน และหากเรื่องใดเป็นเรื่องที่สำคัญ น่าจะมีการแจ้งผู้รับอาจเป็นทางเมล หรือโทรศัพท์ด้วย จะช่วยให้ผู้รับติดตามดำเนินการ ก็ยิ่งมั่นใจว่างานจะไม่เสียหายและสำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งจะได้เครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีอีกด้วย

ส่วนบันทึกเพิ่ม หากได้มีการทำแล้ว ก็ดี หากยังไม่ได้ทำ ก็ฝากไปดำเนินการ รับรองใครรู้น่าชื่นชม ยินดี ยกย่อง ที่สำคัญอย่าลืมบันทึกไว้เป็นผลงานและวิธีการทำงานไว้ให้คนอื่นได้นำไปใช้ และอ้างถึงเรา

ขอบคุณมากค่ะอาจารย์

ที่เห็นความสำคัญในความคิดเห็น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก และจะติดตัวคนๆ นั้นไปตลอดชีวิต ประการณ์ดังกล่าวจะขโมย หรือยื้มกันไม่ได้ ถ้าหากแต่ละคนไม่พยายามที่จะคิดหรือสร้างมันขึ้นมาค่ะ

สายฝนก็คิดสนุกขึ้นมา คือ สายฝนนำเกมส์มาเล่น คือ (เกมส์+บริหารเวลา+พัฒนางาน) มาใช้ควบคู่กับการทำงานค่ะ  แต่คนๆ นั้นต้องแข็งและซื่อสัตย์กับงานและผู้บังคับบัญชาจริงๆ  พอทำได้สำเร็จก็จะมีความสุข แล้วก็สนุกกับงาน ไม่ว่าจะเป็นงานยาก ซับซ้อน งานมาก หรืองานน้อย ก็จะมีความสุข

สำหรับงานธุรการของเรา ถ้าหากคิดเป็นเกมส์  ก็เป็นเกมส์ "หมากฮอส" ค่ะอาจารย์ ให้คิดมีอยู่เสมอว่าในงานของเรามีกันสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่คิดในเชิงลบ และฝ่ายที่คิดในเชิงบวก ค่ะ การทำงานถึงจะสนุก และสำเร็จได้อย่างมีความสุข และชนะโดยไม่มีผู้แพ้  คือ งานสำเร็จได้อย่างไม่มีผู้แพ้ 

เราก็นำเกมส์ "หมากฮอส" มาเล่นกัน

เมื่อพูดถึงงานธุรการ บางครั้งก็มีเรื่อง "ด่วน" ที่ต้องเสนอ หากผู้บังคับบัญชาชั้นต้น หรืออีกระดับขี้นไป ไม่อยู่จริงๆ  ก็สามารถข้ามไปได้เลยค่ะ

นี่ก็เป็นแค่เรื่องของการเสนอเท่านั้น มีอีกหลายๆ เรื่องสามารถนำเกมส์อื่นๆ เข้ามาใช้ร่วมกันได้ แล้วเราจะทำงานได้อย่างมีความสุขค่ะอาจารย์

นี้ก็เป็นแค่ 1 เกมส์เท่านั้น ค่ะอาจารย์  เกมส์ "หมากฮอส"   ก็แค่ความคิดอันเล็ก ๆ น้อยของสายฝน

ถ้าหากใครรู้จักการเล่นเกมส์นี้ก็สนุกดีค่ะอาจารย์

แต่บางเรื่องก็ไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ เพราะว่าจะเกิดจากประสบการณ์ และความคิดของแต่ละคนค่ะ  ที่จะปฏิบัติงานของตนให้สำเร็จได้อย่างไร

                                       สายฝน

                                    12 เม.ย.52

 

ขอบคุณคุณสายฝนที่มีเรื่องมาแชร์เพิ่ม

การดำเนินการเรื่องด่วนดังกล่าว แสดงว่า เข้าใจเป้าหมายของงานและใส่ใจความสำเร็จของงาน รวมทั้งมีเกมส์มาทำให้งานสนุก แสดงว่ามีกลยุทธในการทำงาน ถึงคนอื่นยังไม่เข้าใจ เราก็ได้ประโยชน์ทั้งการทำงานและสนุกกับงานของเรา

คงต้องถามต่อว่า อะไรที่ทำให้คิดและทำเช่นนี้ เผื่อคนอื่นจะคิดได้บ้าง

ขอขอบคุณอาจารย์อีกคร้ังค่ะ

อาจารย์ตัวสายฝนเองเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนประกอบของรถแล้ว สายฝนก็เป็นแค่เฟืองตัวเล็กๆ เท่านั้นค่ะ

ที่สายฝนได้คิดแบบนี้ก็เพราะว่า

องค์กรของเรา ทั้งระดับงาน และระดับองค์กร จะมีบุคลากรที่ปฏิบัติงานร่วมกันหลายๆ คน ภูมิหลังแต่ละคนก็ต่างกัน ต่างคนต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน มีทั้ง "คิดในเชิงบวก และคิดในเชิงลบ" ในเรื่องเดียวกันค่ะอาจารย์

สายฝนเป็นคนหนึ่งที่ตั้งใจทำงานมาตลอด เพื่อนๆ ก็ไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ 

ตั้งแต่สายฝนเริ่มทำงาน สายฝนตั้งใจไว้ว่าสายฝนจะทำงานเพื่องาน และเพื่อองค์กรของเรา ไม่ใช้ทำเพื่อเงิน และเพื่อให้งานนั้นไปสู่ผลสัำเร็จให้ได้ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ว่าจะมีอุปสรรค์มากน้อยแค่ไหนค่ะ และสายฝนจะใช้ความพยายาม ความตั้งใจ ความสามารถอันเล็กน้อยของสายฝนสู้กับอุปสรรค์ โดยไม่สู่ด้วยปาก หรือกำลัง ค่ะ (แต่เส่ียน้ำตาไปมากทีเดียวค่ะอาจารย์)

ตอนแรกสายฝนก็ไม่รู้หรอกว่างานที่ปฏิบัติอยู่นั้นเป็นเกมส์หรือไม่ แค่สายฝนคิดว่าสายฝนต้องเอาชนะอุปสรรค์ต่างๆ ให้ได้ค่ะอาจารย์

ต่อมาสายฝนก็คิดต่อไปว่าสายฝนจะทำอย่างไรให้ชนะทุกส่ิงทุกอย่างที่ขวางกั้นสายฝน แต่เพื่อความสำเร็จของงาน

สายฝนก็ได้ไปพัฒนาตนเองในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านคอมพิวเตอร์ หรือด้านอื่น ๆ

นี้ก็เป็นกลยุทธ์หนึ่ง เพื่อที่จะชนะคู่แข่งได้

แต่เราต้องวิเคราะห์คู่แข่งของเราให้ได้ก่อนว่า คู่แข่งของเรา มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร และมีปัญหาอุปสรรค์ทั้งที่ทำงาน และที่ครอบครัว มากน้อยแค่ไหน (เกมส์นี้ผู้บังคับบัญชาต้องไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) และเจ้าตัวต้องคิดขึ้นมาเอง ถ้าให้ผู้บังคับบัญชาคิดให้จะไม่สนุกค่ะอาจารย์ (หัวธุรกิจนิดหนึ่ง) (เกมส์หมากฮอส) และเราสามารถ "ดัก" คู่แข่งขันได้ แต่ต้องเป็นคู่แข่งที่คิดในเชิงลบ และหัวหมอเท่านั้นค่ะอาจารย์ 

และคนที่อยู่ตรงนี้ได้ ต้องแข็งจริงๆ ค่ะอาจารย์ ถึงจะเองชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้ ไม่ว่าเค้าจะมาไม้ไหน เราก็ดักเค้าได้ (พวกหัวหมอ) 

พอเราวิเคราะห์คู่แข่งได้แล้ว

เราก็มาวิเคราะห์ตัวเราเองต่อไปว่าทำอย่างไร หรือจะใช้ตัวช่วยอะไรเข้ามาใช้ เพื่อที่จะทำให้ชนะคู่แข่งได้

สายฝนก็ใช้ทุนส่วนตัว เพื่อพัฒนาตนเอง ด้านคอมพิวเตอร์ และไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขา MBA (บริหารธุรกิจ) ตอนนี้ก็เหลือสอบประมวลอย่างเดียวแล้วค่ะ ก็จะจบแล้ว ดีใจจัง ที่อาจารย์เข้าใจสายฝน

อาจารย์คงเข้าใจนะค่ะว่าในองค์กรมีบุคลากรมากมายทีเดียว ต่างความคิดกัน สายฝนก็จำเป็นต้องใช้วิธีการต่างๆ นาๆ เพื่อที่จะชนะใจคู่แข่ง ชนะใจตัวเอง เพื่อความสำเร็จของงาน และเป้าหมายของงานค่ะ

ตอนแรกคู่แข่งของสายฝนเค้าก็ไม่เข้าใจสายฝน ก็ทะเลาะกันบ่อยเหมือนกันค่ะอาจารย์ แต่ตอนนี้เค้าคงจะเข้าใจสายฝนแล้วค่ะอาจารย์ เพราะว่าสายฝนทำไปเพื่อความสำเร็จของงานเท่านั้น ไม่ได้คิดไปเป็นอย่างอื่น เค้าก็ทำงานมีความสุข เราก็ทำงานมีความสุข คือ

ต่างคน ต่างเดิน แม้จะต่างความคิดกัน เดินคนละเส้นทางกัน (มีทางให้เดินหลายเส้นทางค่ะ ลองคิดให้ดี) 

ในงานเดียวกัน พอสายฝนเห็นเค้าเดินไปทางซ้าย และเค้าต้องการพวกมากๆ ในการทำงาน แต่เป้าหมายของเค้าคืออะไร เรารู้แล้ว (เป้าหมายก็คือความสำเร็จของงานค่ะ)

สายฝนก็เดินไปทางขวา ไม่ต้องมีพวกมากก็ได้ โดยไม่เดินซ้ำทางเดินของเพื่อน แต่เราก็ไปถึงเป้าหมายเหมือนกัน ก็คือ ความสำเร็จของงานเหมือนกันค่ะอาจารย์

(ยิงนกทีเดียวได้ 2 ตัว).....ฮิฮิฮิฮิ

ไม่ทราบว่าอาจารย์อ่านแล้วจะเข้าใจมั้ย สายฝนพยายามอธิบายแล้ได้แค่นี้ละค่ะ

                                       สายฝน

                                   13 เมย.52

 

คุณสายฝน

๑. เฟืองทุกตัวมีค่า หากทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ แต่คนทำได้มากกว่าเฟือง ถ้าคิดและทำแบบช่วยเสริมกัน

๒.ความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมชาติและธรรมดา รวมทั้งความคิดเชิงลบก็มีประโยชน์แต่ต้องใช้เป็นตัวป้องกันความเสี่ยง ช่วยให้รอบคอบขึ้น สิ่งที่เด่นชัด คือเป้าหมายการทำงานที่มุ่งงานกับความสำเร็จ

๓. ปัญหาอุปสรรคทำให้เราเข้มแข็ง หากไม่มีมัน คุณคงไม่มีวันนี้ แน่นอน ตัวเราเราต้องพัฒนาเอง ทำให้สนุกเอง แข็งแกร่งเอง ที่สำคัญคือความภาคภูมิใจ แต่หากเปลี่ยนจากการวิเคราะห์คู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมงาน คือ เข้าใจว่าเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไร มีความเก่ง ไม่เก่งอะไร ชอบ ไม่ชอบอะไร แล้วจับมาบริหารจัดการอย่างความเข้าใจ เติมจุดแข็ง ชดเชยจุดอ่อนของกันและกัน ใจเราจะสบายขึ้น แต่คุณก็สามารถใช้การวิเคราะห์คู่แข่งมาเสริมแรงพัฒนาได้

๔. แน่นอนทางสู่เป้าหมายมีหลายทาง สามารถเลือกได้ตามความถนัด จึงไม่ต้องเหมือนกัน แต่สำเร็จเหมือนกัน ซึ่งเป็นการทำให้มีทางเลือก หากอยู่ในสถานการณที่สอดคล้องกัน

สรุปว่า การพัฒนาความคิด เกิดจาก

- การมุ่งที่งาน หน้าที่และความสำเร็จ

- การเข้าใจตามแตกต่างของธรรมชาติ ทั้งคนและลักษณะงาน

- การพัฒนาตนเองทั้งความสามารถและจิตใจ

สายฝนขอขอบคุณอาจารย์มากๆค่ะ ที่ให้ข้อคิดที่ดีๆกับสายฝน สายฝนจะนำไปปฏิบัติค่ะ

สวัสดีค่ะอาจารย์

ขอเพิ่มเติมอีกนิดค่ะ

    ตอนแรกสายฝนก็พยายามทำแบบที่อาจารย์ว่าแล้ว คือ วิเคราะห์คู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมงาน คือ เข้าใจว่าเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไร มีความเก่ง ไม่เก่งอะไร ชอบ ไม่ชอบอะไร แล้วจับมาบริหารจัดการอย่างความเข้าใจ เติมจุดแข็ง ชดเชยจุดอ่อนของกันและกันใจเราจะสบายขึ้น

    EX  สายฝนมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เป็นเพื่อนที่รักมากค่ะอาจารย์ สายฝนก็ทำแบบที่อาจารย์ เสริมจุดอ่อนของเค้า ก็คือตอนนั้น พ่อเค้าโดนยิงไม่สบายหนัก อยู่ห้อง ICU สายฝนก็ไปเยี่ยมพ่อเค้า ในขณะที่พ่อเค้าไม่สบายหนัก จะซื้อของเยี่ยมก็ไม่ได้ สายฝนก็ให้เป็นเงิน 1,000 บาทแทนการซื้อของเยี่ยม (สิ่งที่สายฝนได้กลับคืนมาก็คือ กลับกลายเป็นว่า เค้าว่าสายฝนไปดูถูกเค้า เอาเงินไปฟาดหัวเค้า) แต่สายฝนไม่ได้คิดแบบที่เค้าคิดค่ะอาจารย์

    ตั้งแต่วันนั้นมา สายฝนก็ปรับเปลี่ยนความคิดเป็นแบบที่สายฝนเล่าให้อาจารย์ฟังค่ะอาจารย์

                                          สายฝน

คุณสายฝน

เห็นไหม แม้การแสดงความปรารถนาดียังทำยากกับคนอื่น ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราเอง เราเลือกว่าจะทุกข์หรือสุข คนอื่นคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของคน ๆ นั้น ความปรารถนาดี คนอื่นไม่รับก็เก็บมาใช้กับตัวเองก็แล้วกัน  

Ico48
ครูพิท [IP: 110.49.8.48]
04 ตุลาคม 2552 18:41
#49012

การทำงานให้มีความสุขและเก่งขึ้น

           สำหรับกระผมมีเทคนิคและสูตรง่ายๆดังนี้ครับ

1.ทำใจให้รักงาน(ให้นึกถึงผลดีและผลเสียหากเราทำ

    งานหรือไม่ทำงานผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร)

2.ตั้งเป้าหมายวางกติกาให้ตนเอง เป็นต้นว่า

    2.1.จะไม่บ่น

    2.2.จะทำงานติดต่อกันเป็นเวลา 3 ชั่วโมง แล้ว

            ค่อยพัก

    2.3.ภายใน 1 วัน รายงานเล่มนี้ต้องเสร็จ

3.ถ้าเราทำได้ตามที่เราวางเป้าหมายนั่นคือ คุณเป็น

    คนที่เก่งและมีความสุขแล้ว    ทุกอย่างในชีวิตเรา

     จะเป็นผลบญทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเอง

 

ขอบคุณครูพิทที่นำเทคนิคการทำงานมาแลกเปลี่ยน เท่าที่ดูไม่น่าจะทำยาก แต่หลายท่านไม่ทำ

ขอให้มีความสุข สนุกงานกับงานตลอดไป

Ico48
ทักษิณ [IP: 118.173.12.235]
06 ธันวาคม 2553 15:16
#62152

อ่านการทำงานแล้วรู้สึกดีขึ้น แต่การทำงานต้องอาศัยคนอื่น แม้ทำงานให้ดีที่สุดอย่างไร ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง

การทำงานด้านธุรการหรือบริหารงานทั่วไป มันยุ่งยากมากโดยเฉพาะเรื่องการจัดแฟ้มเอกสาร เนื่องจากมีเอกสารหลากหลายมาก จัดเข้าแฟ้มมากมาย ไม่หมดเสียที ครั้นจะรวมแฟ้มเรื่องทั่วไป ก็ค้นหากันแย่

คุณทักษิณ ถ้างานหมดก็ตกงานซิ งานมากเป็นความท้าทายความเก่ง ลองหาวิธีทำให้งานเป็นระบบ หาตัวช่วย ดูแบบจากที่อื่น แล้วมาปรับปรุง ถ้ายังหาไม่ได้ ก็ยังท้าทายต่อไป แต่ถ้าหาได้แล้ว คงต้องหาสิ่งท้าทายใหม งานถึงจะสนุก เป็นสุข และเก่งขึ้น นำไปบอกลูกหลานได้

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 100.26.182.28
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ