นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 803
ความเห็น: 3

ค่านิยมคนไทยยุคใหม่

ค่านิยมคนไทยยุคใหม่

ผู้บริหารยุคนี้หลายคนปวดหัวกับลูกน้องยุคใหม่และรู้สึกขัดใจ บางคนก็บ่น บางคนก็เบื่อและโทษว่าเป็นความผิดของพ่อแม่ บางคนก็โทษว่าเป็นความผิดของสถาบันการศึกษาที่หล่อหลอมบัณฑิตออกมาแล้วมีคุณภาพลดลง ไม่ขยัน ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ ก้าวร้าว ฯลฯ  นอกจากนั้น ผู้ประกอบการเองก็ปรับตัวไม่ทันกับค่านิยมและแนวโน้มพฤติกรรมของคนยุคใหม่จนไม่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่โดนใจผู้บริโภคได้  ลองอ่านงานศึกษาวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคของบริษัทเอ็นไวโรเซล(ประเทศไทย) จำกัด แล้วจะพบว่าโดยเทรนด์ค่านิยมของคนไทยยุคใหม่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป 8 ประการ ดังนี้

    1.รวยลัด (RICHFICIENCY (RICH+SUFFICIECNY))

พบว่าเด็กรุ่นใหม่มีค่านิยมที่จะไม่ยอมอดทนกับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบหรือรู้สึกไม่ใช่ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และต้องการรวยด้วยตัวเองหรือรวยทางลัดแบบไม่ต้องทำงานเหมือนคนรุ่นก่อน ความต้องการในการทำงานออฟฟิศน้อยลง ระดับความใส่ใจในงานน้อยลง ความอดทน ความเอาจริงเอาจังก็น้อยลงเช่นกันและเน้นเส้นทางลัด

   2.งามภายนอก (EXTHETIC (EXTERNAL+AESTHETIC))

พบว่า ค่านิยมในสมัยนี้มักไม่ค่อยเห็นคุณค่าของความงามภายใน แต่มีค่านิยมเรื่องความงามภายนอกที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อเป็นที่ยอมรับในสังคม มีผลต่อบทบาทหน้าที่การงานและความสำเร็จ เราจึงจะเห็นการเติบโตของสถานเสริมความงาม แอพพลิเคชั่นเสริมแต่งรูปภาพ ความนิยมในการเซลฟี่ (Selfie) ที่ถ่ายเองได้ทุกเมื่อ แทนที่จะมาพัฒนาความรู้ความสามารถ พัฒนาความงามจากภายใน

    3.ช่วยเหลือตัวเอง (ไม่พึ่งพา) หรือ YELP (Help Yourself)

การที่คนอยู่กับสังคมออนไลน์มากขึ้น จึงแปลกแยกจากสังคมมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว อุปกรณ์ แอพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น ไม้ถ่ายรูปเซลฟี่ แอพพลิเคชั่นหาเส้นทางเอง เที่ยวเอง ทำให้คนสามารถทำอะไรเองได้สารพัดโดยไม่ต้องง้อและพึ่งใคร เมื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้นก็ห่างเหินกันมากขึ้น เด็กรุ่นใหม่ก็จะมีความเป็นตัวของตัวเองมากและจะมั่นใจว่าช่วยตัวเองได้ ทำให้มีความแข็งกระด้าง และเมื่ออยู่กับเทคโนโลยีมากขึ้นมีปฏิสัมพันธ์กับคนน้อยลงก็จะมีผลทำให้แคร์ความรู้สึกกันน้อยลง มักจะยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางเอาความต้องการตนเองเป็นหลัก ติดนิสัยชอบเขียนแสดงออกทางโซเชียล (ทางจิตวิทยาแล้วมนุษย์จะแสดงออก มีความกล้าน้อยกว่าเมื่อต้องเผชิญหน้า) เราจึงจะเห็นการแสดงออกทางความคิด การประท้วงอะไรต่างๆ มากขึ้น

     4.ไม่ผูกมัด (NOBLIGLATION (NO+OBLIGLATION))

เมื่อรู้สึกพึ่งพาตัวเองได้ มนุษย์ก็จะมีปฎิสัมพันธ์กับสังคมภายนอกน้อยลง ไม่ว่าจะไปไหนก็เห็นทุกคนอยู่กับอุปกรณ์สื่อสาร เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ‘อย่ามายุ่งกับฉันหรือฉันไม่อยากคุยกะใคร ขออยู่คนเดียว’ แต่ในทางกลับกัน มนุษย์สามารถสร้างสังคมออนไลน์ สามารถพูดคุย รับเพื่อนใหม่อย่างง่ายดาย เพราะไม่ต้องผูกมัดหรือรับผิดชอบใด ๆ ในการคบหาทางออนไลน์ จะรักอิสระมากขึ้นไม่ชอบถูกบังคับ

    5.เปิดเผย ชัดเจน อย่าปิดบัง (SINCLEAR (SINCERE+CLEAR))

ทุกวันนี้ข้อมูลหาได้ง่าย สืบได้ง่าย อะไรจริงหรือหลอก การแสดงความจริงใจคือสิ่งที่ผู้บริโภคทุกวันนี้ต้องการ เราก็อยู่กันในสังคมที่มีความระแวงระวังมากขึ้นเพราะกลัวถูกเปิดเผยที่ทุกวันนี้ทำได้ง่ายเพียงคลิกแชร์ เราจะเห็นว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคเชื่อรีวิวมากกว่าโฆษณาที่ถูกปรุงแต่งมาแล้ว เพราะรู้สึกว่ามันคือเรื่องจริงของคนมีประสบการณ์จริง และมาแบ่งปัน

    6.วัฒนธรรม เดียวกัน (BLENDSO (BLENDED+SOCIETY))

เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่อาจต้องยอมรับกับความเป็นจริงที่ว่าคนรุ่นใหม่อาจไม่สานต่อวัฒนธรรม ประเพณี ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เพราะไม่ได้เติบโตมาในสังคมที่บ่มเพาะมาด้วยวัฒนธรรม ประเพณีที่คนรุ่นก่อนยังสืบสาน ปัจจุบันการสื่อสาร ในโลกโซเชียลไปได้ทุกที่ เด็กรุ่นใหม่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกจะสามารถรับรู้ข่าวสารแบบเดียวกัน เท่าทันกัน แฟชั่น เทรนด์ ความนิยมแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าแทบจะมีวัฒนธรรมแบบเดียวกันเลยก็ว่าได้ การจะสร้างความเป็นเอกลักษณ์ จึงต้องคำนึงถึงบริบทว่าคนที่เติบโตมากับ ‘วัฒนธรรมเดียวกัน’ จะเข้าใจเพียงไร และจะสามารถปรับใช้ในโลก ของ‘วัฒนธรรมเดียวกัน’ ได้อย่างไร เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคในโลกไร้พรมแดน มีรสนิยมเหมือน ๆ กันมากขึ้นเรื่อย ๆ

     7.มาตรฐานสูง (SUPERGENIC (SUPER+GENIC))

เมื่อแบรนด์แข่งกันสร้างความพึงพอใจ ผู้บริโภคทุกวันนี้จึงมีมาตรฐานที่สูงขึ้นโดยเฉพาะความรู้สึก ความต้องการที่จะได้รับบริการดี ๆ สังเกตได้จากตัวเราเอง เรามีความคาดหวังที่จะได้รับการดูแลที่ดี การต้อนรับ และการบริการที่ดี จะได้ยินคนบ่น คำว่าไม่มี service mind มากขึ้น นอกจากนี้ 68% ของผู้บริโภคเปลี่ยนยี่ห้อ อาจไม่ใช่เพราะเรื่องความไม่พอใจเรื่องผลิตภัณฑ์ มักเป็นเรื่องความไม่พอใจเรื่องการบริการ

    8.ซื้อน้อยแต่ได้เยอะ (EASEMORE (EASY+MORE))

ทุกวันนี้ผู้บริโภคคุ้นชินกับอะไรที่ไม่ต้องพกพะรุงพะรัง มีเพียงอันเดียวทำได้ทุกอย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือ เป็นทุกอย่างของชีวิต ไม่ว่าจะใช้ติดต่อ ดูหนัง ละคร ฟังเพลง ถ่ายรูป เป็นกระเป๋าสตางค์ เป็นสมุดบันทึก เป็นเพื่อนคุย เพื่อนร่วมทาง สารพัดประโยชน์ในเครื่องเดียว ผู้บริโภคจึงจะติดกับของ 1 ชิ้น แต่สารพัดประโยชน์ เพราะฉะนั้น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องมองนอกกรอบออกไป สร้างนวัตกรรมที่ใช้ง่าย สร้างความสะดวกต่อชีวิตประจำวันผู้บริโภค ใช้ประโยชน์หลายอย่างมากขึ้น

ทั้ง 8 ประการนี้คงเป็นลักษณะของคน Generation Z อ่านแล้วก็ต้องยอมรับว่าถ้าเราเป็นผู้บริหารหรือผู้ประกอบการยุค Baby Boom (พ.ศ.2489-2507) หรือ Generation X (พ.ศ.2508-2522) ช่วงต้น ๆ (ก็ราว ๆ พ.ศ. 2508-2512) ก็ต้องปวดหัวกับคุณลักษณะและลักษณะการทำงานของคน Generation ใหม่ ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นช่องว่างระหว่างวัยที่ปฏิเสธไม่ได้  คงต้องหาทางสลายช่องว่างสร้างความเข้าใจระหว่างวัยด้วยตัวเราเองดีที่สุด    

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 24 ธันวาคม 2557 22:45 แก้ไข: 24 ธันวาคม 2557 22:45 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 pompom, Ico24 คนธรรมดา, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

บทความนี้ตรงใจมากครับ และก็เป็นการสรุปเตือนว่าเราจะเจออะไรในอนาคตด้วย

ชอบบันทึกนี้ครับ เหมือนเป็นกระจกส่องตัวตน ให้เราได้ทบทวนตัวเอง

หุหุ ดีใจ ยังติดโผกลุ่ม Gen Z อยู่ด้วย (ด้วยอายุ)

 

"ใจสั่งมา"

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.237.186.116
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ