นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1285
ความเห็น: 3

ผมว่าจะเขียนเรื่อง "Cloning ระบบ share, ทดสอบ #1 ..."

ผมว่าจะเขียน ... แต่ก็ยังไม่ได้เขียน อีกน่ะแหละ ...

หลังจากมะงุมมะงาหรากับ network ของ VM บน qemu-kvm อยู่ ....

จะมีใครเขารู้เรื่องที่ผมเขียนใหมนี่ ... กลับมาอ่านเองอีกหลายปีให้หลัง ... ผมเองจะอ่านเข้าใจสิ่งที่เพิ่งเขียนไปอยู๋อีกใหม ...

ฮ่าๆๆ ... คงไม่! งั้นเอาใหม่!

หลังจากตั้งโจทย์ให้กับตัวเองว่า จะต้องเข้าใจกับระบบของ share มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ซึ่งใกล้ๆกับไม่รู้อะไรเลย) เพื่อที่จะได้จัดการกับระบบได้อย่างมั่นใจ ไม่มีปัญหาในแบบที่ว่า เอ่อ... ถ้าผมทำแบบนี้แล้ว จะทำให้ระบบหยุดทำงานไปเฉยๆได้เลยหรือเปล่า...

ซึ่งจากระดับความรู้/ความเข้าใจที่ผมมีอยู่ในตอนนี้ วิธีการที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดเลยก็คือ ทดลองกับระบบที่ใช้งานอยู่จริง ... แต่... ขืนไปลองทำอะไรเพื่อทดสอบกับระบบ share ที่ใช้งานอยู่จริงในขณะนี้

ในยามที่อากาศยามกลางวันร้อนอย่างในขณะนี้

หรือจะเอาไปลองตอนกลางคืน ซึ่งมีคนใช้งานอยู่ค่อนข้างน้อยก็เหอะ

ถ้าระบบเกิดใช้งานไม่ได้ขึ้นมาจริงๆ ผมอาจจะถูกตามล่าตัวเอาได้ง่ายๆ อากาศยิ่งร้อนๆอย่างนี้ แล้วก็ มีรูปผมแปะหราอยู่อย่างนั้น (ไม่น่าหลงเชื่อ ท่านเจ้ามือวงแชร์ ใส่รูปตัวเองไว้เลยสิน่า) ...

จะอย่างไรก็แล้วแต่ วิธีการที่จะเรียนรู้ระบบ โดยที่ไม่ต้องทดสอบกับระบบที่ใช้งานจริงๆอยู่ ก็คือจัดการ โคลนนิ่ง ระบบออกมา แล้วค่อยไปทดสอบกับระบบโคลนนิ่งนั้นๆแทน

การ cloning ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งใช้ Linux เป็นระบบปฏิบัติการ ไม่ยาก (อันที่จริงระบบปฏิบัติการอื่นๆ เช่น Windows ก็อาจจะไม่ยากเหมือนกัน แต่ผมไม่เคยทำ เพราะฉะนั้น ขออนุญาตไม่กล่าวถึง) แต่จะทำให้ระบบที่ clone ออกมาสามารถใช้งานได้จริงเทียบเท่ากับระบบต้นฉบับนั้น ก็อาจจะไม่ง่าย (ฮา) ... แต่หลังจากใช้งาน Linux มาหลายปี ผมก็มีประสบการณ์กับการ cloning ระบบที่ใช้งานจริงๆ มีผู้ใช้งานจำนวนมาก มาแล้ว 2-3 รอบ

อ้อ ขอขยายความอีกนิด การ cloning ระบบในแบบที่ว่านี่ หมายถึงว่าเรายังมีระบบเดิมใช้งานอยู่ และต้องการเอาระบบใหม่เข้าไปใช้งานแทนระบบเดิม โดยที่ข้อมูลและการให้บริการที่มีอยู่บนระบบเดิม ให้โอนย้ายเข้าสู่ระบบใหม่ทั้งหมด โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด หรืออย่างน้อยที่สุด ผู้ใช้งานระบบทั่วไปที่ไม่ใช่ admin ของระบบควรที่จะไม่ทราบ หรือ ไม่สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเลย อาจจะยกเว้นว่า ระบบสามารถให้บริการได้ดีขึ้น, เร็วขึ้น หรือข้อจำกัดในการใช้งานที่มีอยู่เดิม ถูกปลดออกไป ... เพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ เหล่านั้น เช่นระบบทำงานได้ช้า, เนื้อที่สำหรับการเก็บข้อมูลไม่เพียงพอ, เป็นสาเหตุทำให้จะต้องมีการอัพเกรดระบบขึ้นมาใหม่

การเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของระบบ ซึ่งอยู่บนคอมพิวเตอร์ตัวใดตัวหนึ่ง วิธีการทั่วไปที่สามารถทำได้ก็คือ

1. เพิ่ม เช่น เพิ่มหน่วยความจำ(RAM), เพิ่มเนื้อที่เก็บข้อมูล(ฮาร์ดดิสก์), เพิ่มจำนวน CPU บนเครื่อง
2. เปลี่ยน เช่น เปลี่ยนชนิดของ RAM, หรือ CPU เป็นรุ่นที่มีความเร็วสูงขึ้น เปลี่ยนชนิดของฮาร์ดดิสก์ เป็นรุ่นที่สามารถอ่าน/เขียนข้อมูลได้เร็วขึ้น

ทั้งสองกรณีจะต้องเป็นกรณีที่ระบบมีปัญหาเกี่ยวข้องกับทรัพยากรส่วนนั้นๆอยู่นะครับ เช่นถ้าหากว่า เรารู้ว่าคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ มีปัญหาในการคำณวน CPU ที่มีอยู่คำนวณได้ช้าไม่ทันใจ โดยที่ resource ส่วนอื่นๆเช่น RAM หรือ harddisk ยังมีอยู่เหลือเฟือ การจะไปเพิ่ม RAM ให้มากขึ้น หรือ เปลี่ยน ฮาร์ดดิสก์เป็นรุ่นที่เร็วขึ้น ก็จะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงกับสาเหตุ

... เขียนแค่นี้ ... อาจจะมีคนเขม่นเอาว่า เล่นง่ายๆ ... (ฮา)
คือ ถ้าจะพูดถึงเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ ในการใช้งานแบบใดแบบหนึ่งแล้ว เรื่องของมันอาจจะไม่ใช่ง่ายๆแบบนั้น คือ สมมติว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนึง เอามาใช้ในการคำนวณทางด้านฟิสิกส์ แล้วปรากฏว่าประสิทธิภาพมันไม่เพียงพอ ต้องการให้มันทำงานได้เร็วขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า (ตัวเลขสมมติ นะครับ) ซึ่งในกรณีนี้ข้อจำกัดของการใช้งานอยู่ที่ CPU ของระบบ ทำงานได้สูงสุดเท่านั้น การจะให้เปลี่ยน CPU เป็นรุ่นที่เร็วขึ้นเป็น 2 เท่า ก็อาจจะทำไม่ได้ เพราะเอาอย่างง่ายๆ ก็อาจจะไม่มี CPU รุ่นที่มีความเร็วเป็น 2 เท่าของตัวที่มีอยู่ หรือถ้าจะให้แก้โดยการ เพิ่ม CPU เป็น 2 ตัว (สมมติว่าถ้า เมนบอร์ดของเครื่องรองรับที่จะให้เพิ่ม CPU) ที่ความเร็วเท่าเดิม ก็ขึ้นอยู่กับว่าซอฟต์แวร์ที่ใช้ สามารถแบ่งการคำณวนให้เท่ากับจำนวน CPU ที่มีอยู่ได้หรือไม่ และถึงแม้จะทำแบบนั้นได้ การเพิ่มจำนวน CPU เป็น 2 ตัวก็ไม่ได้ทำให้ระบบทั้งหมดเร็วขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะจะมีงานเพิ่มขึ้นในส่วนของการสื่อสารระหว่าง CPU ทั้งสองตัวอีก ซึ่งทำให้มันทำงานได้เร็วไม่ถึง 2 เท่า ... นอกจากนี้ ก็จะมีประเด็นปัญหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่เทียบเคียงกันได้ ในกรณีของทรัพยากรของระบบประเภทอื่นๆเช่นกัน

แต่ผมไม่ได้จะมาเขียนเรื่องนั้นนี่นา ผมจะเอามาแค่ยกตัวอย่างเท่านั้นนี่! กลับมาที่เรื่องเดิมที่ผมอยากจะเล่าต่อ ...

การ "เพิ่ม" ประสิทธิภาพของ "ระบบ" โดยการ "เปลี่ยน" หรือ "เพิ่ม" องค์ประกอบบางส่วนที่มีอยู่เดิมแล้ว ไม่ว่าจะเป็น CPU, RAM, DISK หรือ อื่นๆ ก็ทำได้ แต่มันก็จะมีข้อจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากกว่าเดิมได้ ตัวอย่างเช่น ฮาร์ดิสก์ของระบบเดิมเป็นแบบ SCSI เนื้อที่ที่มีอยู่ใช้ไปกว่า 90% แล้ว จำนวนสล็อตที่จะใส่ฮาร์ดดิสก์เพิ่มก็เต็มแล้ว ถ้าจะหาฮาร์ดดิสก์ใหม่ใส่เข้าไป ก็ต้องถอดฮาร์ดิสก์ที่มีอยู่เดิมออก แต่ถ้าเปลี่ยนฮาร์ดิสก์เป็นแบบ SATA รุ่นที่พอหาซื้อได้มีราคาแค่ 1/10 ของ SCSI และมีเนื้อที่มากกว่าเป็น 2 เท่า ... แต่เมนบอร์ดของเครื่องไม่รองรับฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ... หรือ เมมโมรี่ของเครื่องเริ่มจะไม่พอ ต้องการ RAM เพิ่ม แต่ RAM ที่เครื่องใช้อยู่เป็นรุ่นเก่าซึ่งไม่มีขายอีกต่อไปแล้ว ถ้าจะเปลี่ยนเป็น RAM รุ่นใหม่ ddr-3 ก็ต้องเปลี่ยนเมนบอร์ด ...

หลายครั้ง สิ่งที่ต้องทำ เมื่อเจอปัญหาในลักษณะนี้ ก็คือการ "เปลี่ยน" ทั้งระบบ คือจะต้องใช้ คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ มาทดแทนเครื่องเดิมเลย จะคุ้มค่ากว่าการปรับเปลี่ยนแต่ละส่วน ซึ่งจะทยอยมีปัญหาไปเรื่อยๆ

ถ้าหากว่าการปรับเปลี่ยนระบบ เป็นการย้ายระบบแบบที่ว่า คือจะต้องย้ายขึ้นไปทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เลย วิธีการที่อาจจะง่ายที่สุด ก็คือ
1. ปิดระบบที่ใช้งานอยู่ บนเครื่องเดิม
2. ถอดฮาร์ดดิสก์จากเครื่องเดิม
3. เอาฮาร์ดดิสก์ไปใส่บนเครื่องใหม่
4. เปิดเครื่องใหม่ขึ้นมา ระบบใช้งานต่อไปได้ทันที

เวลาที่จะทำให้ระบบหยุดการทำงานไปทั้งหมด ก็จะเป็นเวลาของการย้ายฮาร์ดดิสก์จากเครื่องนึงไปอีกเครื่องนึง ซึ่งน่าจะใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที

ครับ ในกรณีของโลกอุดมคติ ก็จะเป็นเช่นนั้น แต่ในโลกของความเป็นจริง มันมีปัญหาที่จะตามมาหลายอย่างมากและเวลาของการหยุดการทำงานของระบบจะนานกว่านั้นมากๆ

ปัญหามันเริ่มตั้งแต่ การที่จะถอดฮาร์ดดิสก์จากระบบที่ใช้งานจริง เอาไปใส่คอมพิวเตอร์อีกเครื่องนึง เมื่อเปิดขึ้นมาแล้วใช้งานได้เลย จะเป็นจริงได้ ก็ต่อเมื่อฮาร์แวร์ของทั้งสองระบบนั้นเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกันมากๆ

แต่สำหรับกรณีของการย้ายระบบที่เกิดขึ้น ปัญหามันอยู่ที่ว่า ฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ระบบเดิมนั้น ใช้งานมานานระยะหนึ่งแล้ว และไม่สามารถให้บริการต่อไปได้ คอมพิวเตอร์ที่จะเอามาใช้ทดแทนก็จะต้องเป็นระบบใหม่ ซึ่งไม่เหมือนระบบเดิม และมักจะเปลี่ยนรุ่นไปเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัว CPU หรืออุปกรณ์เกือบทุกอย่าง ระบบปฏิบัติการที่มีอยู่บนตัวเก่า จะไม่สามารถใช้งานได้ทันที จะต้องมีการปรับแต่งระบบปฏิบัติการอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการปรับแต่ในส่วนของระบบปฏิบัติการนั้น อาจจะส่งผลกระทบกับ ระบบของซอฟต์แวร์ที่ให้บริการ ทำให้จะต้องมีการปรับแต่งตัวซอฟต์แวร์ต่อ ในระหว่างนี้ ระบบก็ไม่สามารถให้บริการต่อไปได้

ครับ ตัวเครื่องอาจจะเปิดขึ้นมาได้ แต่ไม่สามารถให้บริการต่อไปได้ จนกว่าการปรับเปลี่ยนทุกอย่างจะลงตัว นอกจากนี้เวลาของการโอนย้อยข้อมูลจากฮาร์ดิสก์ตัวเดิม ไปยังฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่ ก็จะเป็นเพื่อใช้งานจริง ก็จะเป็นระยะเวลาที่ต้องรอ ก่อนที่ระบบจะใช้งานได้อีกส่วนนึง

การย้ายระบบจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ไปยังอีกเครื่องหนึ่ง ในแบบนี้ ผลกระทบต่อผู้ใช้งานที่หลีกไม่พ้นก็คือ จะต้องรอจนกว่าระบบใหม่จะพร้อมต่อการใช้งาน ในบางครั้งผู้ดูแลระบบเองก็ยากที่จะคาดการณ์ได้ว่าจะต้องใช้เวลาสักเท่าไหร่ ... ฟังดูไม่น่าเชื่อ และ บางทีอาจจะยอมรับไม่ได้

แหะๆ ครับ ... ปัญหาก็คือ ถ้ามันมีระบบให้ทดลองก่อน และสามารถระบุได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้ "ซอฟต์แวร์ดั้งเดิม" บน "คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่" จะมีปัญหาอะไรบ้าง และ การแก้ปัญหาแต่ละอย่างจะใช้วเลาสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นอย่างนี้ admin ก็จะสามารถคาดการณ์เวลาได้ครับ ... แต่ถ้าไม่สามารถระบุแต่ปัญหาได้เลย ... การที่จะให้คาดการณ์เวลาสำหรับการแก้ปัญหา ... อย่างนี้สิ่งที่ admin ทำได้ ก็อาจจะไม่ต่างจากให้ admin ไปทำหน้าที่เป็นหมอดูครับ ก็คือ ทำได้แค่ "เดา" อย่างเดียว เท่านั้นแหละครับ

วิธีการที่ผมใช้ สำหรับปัญหาในลักษณะนี้ (หลังจากลอง "ผิด" มาแล้วหลายรอบ) ก็คือ ทิ้งระบบเดิมให้ใช้งานไปก่อนเรื่อยๆ และจัดเตรียมระบบใหม่ ตั้งแต่ตัวระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่น ที่ใช้งานได้เทียบเท่ากับระบบเดิม ขึ้นบนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ซึ่งวิธีการนี้ระยะเวลาที่ใช้ในส่วนนี้ ก็จะเทียบเท่ากับการติดตั้งระบบใหม่ ซึ่งแล้วแต่ว่าระบบใหม่นั้น ต้องการการ setup ในส่วนของระบบพื้นฐานแตกต่างอะไรบ้างจากระบบเดิมๆ ที่เคย setup เอาไว้แล้ว และซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นที่มีอยู่บนระบบใหม่จะมีความซับซ้อนมากขนาดใหน ใช้เวลาในการติดตั้งและ config นานเท่าไหร่ งานในส่วนนี้ สำหรับระบบปฏิบัติการ Linux ที่ผมใช้งานอยู่ อาจจะใช้เวลา ตั้งแต่ 2-3 ชม. ไปจนถึง 3-4 วัน แล้วแต่ความซับซ้อนของระบบ เวลาส่วนใหญ่จะเสียไปกับการรอให้การติดตั้งเสร็จไปในแต่ละส่วน และการตรวจสอบว่า config ที่มีใช้งานได้ครบ

หลังจากการ setup ระบบใหม่แล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนของการย้ายข้อมูลจากระบบเดิมที่ใช้งานอยู่ ขึ้นมาระบบใหม่ ... ตรงส่วนนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนของข้อมูลและวิธีการย้ายข้อมูล เวลาของการย้ายข้อมูล อาจจะอยู่ในช่วงไม่กี่นาที จนนานเป็นสัปดาห์ ... กรณีที่เป็นสัปดาห์นี่ ผมย้ายข้อมูลของ ftp server ซึ่งมีข้อมูลทั้งหมดอยู่ในระดับ Tera Bytes ผ่านเครือข่าย ethernet ขนาด 1Gbit แต่ จำกัด bandwidth ไว้บางส่วนเพื่อไม่ให้รบกวนการใช้งานปกติของภาควิชาฯ

ในช่วงเวลาของการย้ายข้อมูลส่วนใหญ่นี้ ถ้าใช้เวลานานมากกว่า 2-3 ชม. ก็จะให้ผู้ใช้ใช้งานบนระบบเดิมไปก่อน ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือ หลังจากย้ายข้อมูลเสร็จแล้ว ข้อมูลบนระบบใหม่ จะยังไม่ทันสมัยเท่ากับบนระบบเดิมที่ใช้งานอยู่ เพราะผู้ใช้งานที่ใช้งานบนระบบเดิม ถ้ามีการแก้ไขข้อมูล หลังจากย้ายข้อมูลไปแล้ว ข้อมูลบนระบบเดิมก็จะใหม่กว่า ดังนั้น จะต้องมีการย้ายอีกครั้ง สำหรับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปจากการย้ายข้อมูลครั้งแรก โดยครั้งนี้จะต้องปิดระบบที่ให้บริการ

เมื่อย้ายข้อมูลในครั้งที่สองเสร็จ ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่าการย้ายข้อมูลครั้งแรกมาก ก็จะสามารถเปิดบริการบนระบบใหม่ได้ (หลังจากมีการเปลี่ยนแปลง config บางส่วนเช่น ชื่อเครื่องและ/หรือหมายเลข IP address) เพื่อให้ เมื่อมองจากมุมมองของผู้ใช้งานแล้ว เหมือนกับว่ายังใช้งานอยู่บนระบบเดิม

ระยะเวลาที่ระบบจะหายไปจากมุมมองของผู้ใช้ เมื่อใช้วิธีการนี้ในการย้ายระบบจะน้อยมาก โดยทั่วไปจะน้อยกว่า 1 ชม. ขึ้นอยู่กับการ ย้ายข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงในครั้งที่สอง และ โดยทั่วไปแล้ว วิธีการนี้จะมีข้อดีก็คือ ในกรณีที่ระบบใหม่ที่เปิดขึ้นมามีปัญหา (ส่วนใหญ่จะไม่เกิดขึ้น ถ้ามีการทดสอบระบบอย่างดีพอ ... แต่อย่างที่รู้กันสำหรับคนที่ทำงานในแวดวงนี้ ... ปัญหาเกิดขึ้นได้ตลอด) เราก็จะยังมีระบบเก่าที่สามารถใช้งานได้สมบูรณ์อยู่ สามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบเก่าได้

วิธีการนี้พอจะเรียกได้ว่าเป็นการ cloning เฉพาะข้อมูล ส่วนของระบบจะเป็นการติดตั้งใหม่ วิธีการนี้เท่าที่ผมใช้งานอยู่ก็มักจะเจอว่า จะมี config ของระบบปลีกย่อยที่เคยมีอยู่บนระบบเดิม แล้วลืม copy เอามาใช้บนระบบใหม่ เช่น crontab, โปรแกรมบางตัวสำหรับ admin ซึ่งนานๆใช้งานครั้ง

การให้บริการหลักๆ ที่จำเป็นต้องใช้ ถ้ามันใช้งานไม่ได้ ก็จะสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็ว แต่งานบางอย่างที่นานๆใช้งานครั้ง ก็อาจจะต้องรอจนเห็นผลกระทบกลับมา ถึงจะปรับแก้ให้ตรงตามที่ต้องการได้ โดยส่วนใหญ่แล้ว ก็จะใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์สำหรับ ตามเก็บ "รอยตะเข็บ" ที่ไม่เข้ารูปเข้ารอยเหล่านี้ให้อยู่ในสภาพ "สวยงาม" เหมือนระบบเดิมที่เคยใช้งานอยู่ ซึ่งขั้นตอนของการเก็บ รอยตะเข็บ เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีการเดิม ที่ยังมีบนระบบเดิมเอามาใช้งานบนระบบใหม่ ช่วงเวลานี้ผู้ใช้ก็จะใช้งานได้อย่างถูกต้องปลอดภัย เหมือนระบบเดิม จะมีแต่งานเก็บกวาดของ admin สำหรับเตรียมสถานที่ทำงานของตัวเองให้เข้าที่สำหรับระบบใหม่ครับ ... และ หลังจากผ่านไปอีกสักพักใหญ่ (ระยะเวลาเป็นเดือน 2-3 เดือน) ก็จะเจอว่า มีอะไรบางอย่างที่ยัง copy มาไม่ครบ ... เหอๆ ... อีกนั่นแหละ สำหรับงานอะไรบางอย่างที่ นานๆๆๆ ใช้ที ... ถึงตอนนี้ ก็อาจจะต้องถือว่าเป็นงานใหม่ ทำใหม่เพราะ shutdown ระบบเดิมและอาจจะถูกแยกชิ้นส่วนไปเรียบร้อยแล้ว (ฮา) แล้วก็สมน้ำหน้าตัวเองที่ไม่เคย มี document ที่เป็นระบบเบียบมากพอที่จะเก็บรายละเอียดได้ทุกเม็ด ... เฮ้อ ...

วิธีการสำหรับการย้ายระบบ ที่ผมใช้บ่อยขึ้นในสมัยหลัง โดยเฉพาะระบบที่เคยใช้งานมานาน ประกอบด้วยการปรับแต่งปลีกย่อยจำนวนมาก ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะไม่ได้จดบันทึกเอาไว้ให้เป็นระบบเบียบสักเท่าไหร่ การ setup ระบบขึ้นมาใหม่และต้องปรับแต่งให้ทำงานเหมือนระบบเก่า จะต้องใช้เวลา และถึงแม้จะปรับแต่งส่วนหลักๆเสร็จ ก็อาจจะยังไม่แน่ใจว่า จะมี .. เอ่อ artifacts อะไรหลงเหลืออีกบ้าง ผมก็จะ clone มันทั้งระบบไปเลย คือทั้งส่วนของระบบปฏิบัติการและตัวซอฟต์แวร์แอพลิเคชั่น

วิธีการนี้จะว่าไปก็คล้ายๆกับ การถอดเอาตัวฮาร์ดิสก์บนระบบที่ใช้งานอยู่ ออกมาแล้วต่อขนานกับฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่ แล้วก็ copy ข้อมูลจากตัวเดิมมาไว้บนตัวใหม่ แต่ทั้งหมดนี้ทำในระดับของระบบไฟล์ (file system) ไม่ได้ทำในระดับล่าง (block device) และสามารถทำแบบข้ามเครื่องคอมพิวเตอร์ ผ่านระบบเครือข่าย และระบบเดิมยังใช้งานอยู่ได้ไม่ต้อง shutdown เครื่อง

วิธีการนี้ก็มีปัญหาของมันเอง เพราะระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์บนเครื่องเก่า ก็อาจจะมีปัญหากับฮาร์ดแวร์ของเครื่องใหม่ในแบบเดียวกันกับการถอดฮาร์ดดิสก์จากเครื่องเก่ามาใส่เครื่องใหม่ แต่วิธีการนี้จะ "เป็นมิตร" กับซอฟต์แวร์และการติดตั้ง ที่มีอยู่แล้วบนระบบเดิมมากกว่า การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นในภายหลัง สามารถตรวจสอบได้ก่อน อาจจะใช้เวลานานกว่า ก่อนที่ระบบที่อยู่บนเครื่องใหม่สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าใช้งานได้แล้ว ความผิดพลาดที่เกิดจากการหลงลืมของ admin แบบที่เกิดขึ้นกับการ cloning เฉพาะส่วนของข้อมูล ก็จะไม่เกิดขึ้นกับระบบใหม่นี้

เอาล่ะ ... ที่เล่ามาทั้งหมด ก็เพื่อที่จะเชื่อมโยงกับประโยคแรก ที่เขียนเอาไว้ข้างบนบันทึกนี้

นั่นก็คือว่าที่เขียนมาทั้งหมด ... ยังไม่เข้าเรื่องที่ผมอยากจะเล่าเลย (ฮา)

และตอนนี้ก็ 5 โมงครึ่งแล้ว หุๆ ยังไม่ได้งานเป็นชิ้นเป็นอันเลย (ยกเว้นว่าที่ตั้งใจจะเอามาเล่าแต่ยังไม่ได้เล่า น่ะแหละครับ) ... ขอใช้มุขเดิมครับ ยกยอดไปเป็นบันทึกหน้า จะมาตามเก็บสิ่งที่ทิ้งเอาไว้ครับ -_-"

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ (keywords): cloning  linux system
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 28 มีนาคม 2556 17:34 แก้ไข: 28 มีนาคม 2556 17:34 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 ServiceMan, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ยังอ่านไม่หมดครับ ค่อยกลับมาอีกครั้งครับ อาจารย์

อ่านจบแล้วครับ

ท่าจะต้อง clone บันทึกไปเขียนบ้างแล้ว

อิอิอิ

เราเอง

เขียนได้เข้าใจและชัดเจนมากครับ พอได้แนวทางไปปรับปรุง Server ตัวเองบ้าง :)

Server มันเริ่มเก่า พอจะติดตั้ง Server ใหม่มันก็งงๆ ว่าจะเอาอย่างไรดี

จะ Clone หรือติดตั้ง OS ใหม่ในเครื่องใหม่แล้วค่อยย้ายข้อมูล Database และ Web ไป

จะเปลี่ยน OS รุ่นที่ใหม่กว่าหรือจะทนใช้รุ่นเดิม ก็ยังคิดไม่ตกว่าแบบไหนจะดีกว่ากัน

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.95.131.208
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ