นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร. จรัญ บุญกาญจน์
Ico64
รองศาสตราจารย์ ดร. จรัญ บุญกาญจน์
อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 6

อ่าน: 1524
ความเห็น: 0

สายตรงคณบดี: สาระสำคัญๆ จากการประชุม คบม. ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2556- พฤษภาคม 2556

ม.อ. กระชับอัตรากำลัง

สายตรงคณบดี: สาระสำคัญๆ จากการประชุม คบม. ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2556- พฤษภาคม 2556

เรียน ประชาคมวิศวฯ ทุกท่าน

สายตรงคณบดีครั้งที่ 2 ของเดือน มิถุนายน กระผมขอนำสาระสำคัญๆ จากการประชุม คบม. ในช่วงเดือน ก.พ. ถึงเดือน พ.ค. 56 ที่ยังไม่ได้สื่อสารกับประชาคมมาเล่าให้ชาววิศวฯ ได้รับทราบ โดยแบ่งเป็นประเด็นต่างๆ 4 ประเด็น และแต่ละประเด็นมีรายละเอียดย่อๆ ดังนี้ครับ

ประเด็นที่ 1. การเชิดชูเกียรติบุคลากร

ในรอบการประชุม คบม. ในเดือน กุมภาพันธ์ ที่ประชุม ได้พิจารณาเห็นชอบผลการคัดเลือกบุคลากรดีเด่น ประจำปี 2555 กลุ่มต่างๆ ทั้ง รวม 7 กลุ่ม ทั้งที่กำหนดโดย ก.พ. และ กลุ่มที่กำหนดขึ้นเป็นการภายในมหาวิทยาลัยเพื่อเชิดชูเกียรติบุคลากรในสายงานต่างๆ ของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผลการพิจารณาคัดเลือกบุคลากรดีเด่นในกลุ่ม พนักงานมหาวิทยาลัยตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ/ตำแหน่งประเภททั่วไป ซึ่งมีคณะ/หน่วยงานเสอนบุคลากรดีเด่นในกลุ่มนี้ให้มหาวิทยาลัยพิจารณาคัดเลือก รวม 13 คน ผลปรากฏว่า

บุคลากรจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ของเรา คือ คุณบุญสม จันทร์ทอง ตำแหน่ง นักวิทยาศาสตร์ สังกัดภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ได้รับการคัดเลือกเป็นบุคลากรดีเด่นระดับมหาวิทยาลัย ในกลุ่มนี้ครับ ซึ่งรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย ได้รับการเลื่อนเงินเดือน รอบ 1 เมษายน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6 และรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณในวันสถาปนามหาวิทยาลัยครับ

ประเด็นที่ 2. ประกาศ ก.พ.อ. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง ผศ. รศ. และ ศ.

ในรอบการประชุม คบม. ตั้งแต่เดือน ก.พ. ถึงเดือน มิ.ย. 56 นั้น มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของประกาศ ก.พ.อ. ออกมาหลายฉบับครับ ได้แก่

2.1 ประกาศ ก.พ.อ. ฉบับที่ 6

มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 19 ตุลาคม 2555 มีสาระสำคัญ 2 เรื่อง คือ

2.1.1.กำหนดให้ ผู้ที่จะขอ ผศ. สามารถใช้ผลงาน ประเภทตำรา หนังสือ บทความวิชาการ หรือ งานวิจัย หรือ ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น ประเภทใดประเภทหนึ่งได้ โดยผลงานต้องมีคุณภาพ 3 องค์ประกอบคือ

1.ก่อให้เกิดความรู้ใหม่
2. มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ และ
3. สามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือมีผลกระทบต่อการพัฒนาชุมชนสังคมหรือประเทศ

2.1.2. และ การขอกำหนดตำแหน่ง ผศ. และ รศ. ผลงานต้องมีทิศทางการศึกษาหรือวิจัยกรณีใดกรณีหนึ่ง 5 กรณีคือ

1 สอดคล้องกับศักยภาพหรือทรัพยากรของแต่ละพื้นที่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์และการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ
2 เพื่อให้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก
3 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
4 พัฒนาและส่งเสริมชุมชนหรือสังคมให้มีความเข้มแข็ง
5 ก่อให้เกิดประโยน์ต่อวงวิชาการ

2.2 ประกาศ ก.พ.อ. ฉบับที่ 7

มีสาระสำคัญคือ กำหนดให้การกำหนดตำแหน่ง ผศ. ที่ได้รับเรื่องไว้แล้วตามหลักเกณฑ์เดิม (ที่กำหนดให้การยื่นขอ ผศ. ต้องมีผลงานอย่างน้อย 2 อย่าง เช่น งานวิจัย และ บทความวิชาการ หรือ งานวิจัย กับ หนังสือ หรือ ตำรา เป็นต้น) ให้แต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ใหม่ตาม ประกาศ ก.พ.อ. ฉบับที่ 6

2.3 ประกาศ ก.พ.อ. ฉบับที่ 8

มีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ

2.3.1 ปรับปรุงการใช้ประกาศ ก.พ.อ. ฉบับที่ 6 และ 7 ใน 2 ประเด็น คือ

1. การขอตกแหน่ง ผศ. สำหรับกรณีที่รับเรื่องไว้ก่อนวันที่ ประกาศ ก.พ.อ. ฉบับที่ 6 มีผลบังคับใช้ (ก่อน 19 ตุลาคม 2555) และการพิจารณาไม่แล้วเสร็จให้พิจารณากำหนดตำแหน่งตามหลักเกณฑ์เดิม ผลงานทั้ง 2 ประเภทที่ยื่นต้องอยู่ในเกณฑ์ดี

2. กรณีรายใดมีผลการประเมินอยู่ในเกณฑ์ดี เพียงประเภทเดียว อาจพิจารณากำหนดตำแหน่ง ผศ. ตามเกณฑ์ใหม่ได้ แต่ผลงานต้องมีคุณลักษณะคุณภาพ 3 องค์ประกอบ และผลงานต้องมีทิศทางการศึกษาหรือวิจัยกรณีใดกรณีหนึ่งใน 5 กรณี ตามหลักเกณฑ์ให่

2.3.2 การขอตำแหน่ง รศ. ถ้า ผลการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเอกฉันท์ สถาบันอาจกำหนดให้ยกเว้นการประชุมของผู้ทรงคุณวุฒิได้

2.4 ประกาศ ก.พ.อ. ฉบับที่ 9

มีสาระสำคัญ คือ การกำหนดเพิ่มเติมผลงานวิชาการรับใช้สังคมให้เป็นผลงานทางวิชาการอีกประเภทหนึ่งสำหรับการเสนอขอกำหนดตำแหน่ง ผศ. รศ. และ ศ. ได้ ซึ่งเรื่องนี้ได้เล่าถึงรายละเอียดไว้ใน สายตรงคณบดี: ประเด็นใหม่(ล่าสุด)ในเรื่อง การขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ แล้วครับ

2.5 ประกาศ ก.พ.อ. ฉบับที่ 10

มีสาระสำคัญ คือ การกำหนดหลักเกณฑ์การเสนอผลงานทางวิชาการสำหรับการขอตำแหน่ง ผศ. ใน 2 เรื่องคือ

1. ให้ยกเลิกลักษณะคุณภาพ 3 องค์ประกอบ และกำหนดให้สามารถใช้ผลงานวิชาการอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงประเภทเดียว และ ผลการประเมินต้องมีคุณภาพดี

2. กำหนดคำนิยามและรูปแบบของบทความทางวิชาการเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยบทความทางวิชาการที่สามารถใช้ขอตำแหน่ง ผศ. มีคำนิยาม รูปแบบ และ การเผยแพร่ดังนี้

นิยาม : บทความทางวิชาการ หมายถึง งานเขียนทางวิชาการซึ่งมีการกำหนดประเด็นที่ต้องการอธิบายหรือวิเคราะห์อย่างชัดเจนทั้งนี้มีการวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวตามหลักวิชาการโดยมีการสำรวจวรรณกรรมเพื่อสนับสนุนจนสามารถสรุปผลการวิเคราะห์ในประเด็นนั้นได้ อาจเป็นการนำความรู้จากแหล่งต่างๆ มาประมวลร้อยเรียงเพื่อวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและผู้เขียนแสดงทัศนะทางวิชาการของตนไว้อย่างชัดเจนด้วย

รูปแบบ : บทความทางวิชาการ จะต้องประกอบด้วยการนำความที่แสดงเหตุผลหรือที่มาของประเด็นที่ต้องการอธิบายหรือวิเคราะห์กระบวนการอธิกบายหรือวิเคราะห์และบทสรุป มีการอ้างอิงและบรรณานุกรมที่ครบถ้วนสมบูรณ์

การเผยแพร่: เผยแพร่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังนี้

1. เผยแพร่ในรูปของบทความทางวิชาการในวารสารทางวิชาการ
2. เผยแพร่ในหนังสือรวมบทความในรูปแบบอื่นที่มีบรรณาธิการประเมินและตรวจสอบคุณภาพ
3. เผยแพร่ใน Proceeding ของการประชุมทางวิชาการในระดับชาติหรือระดับนานาชาติ

หมายเหตุ: เมื่อเผยแพร่ และได้มีการพิจารณาประเมินคุณภาพของ “บทความทางวิชาการ” นั้นแล้ว การนำ “บทความทางวิชาการ” นั้นมาปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติมส่วนใดส่วนหนึ่งเพื่อ นำมาเสนอขอตำแหน่งทางวิชาการ และให้มีการประเมินคุณภาพ “บทความทางวิชาการ” นั้น อีกครั้งหนึ่งจะกระทำไม่ได้

• โดยสรุปแล้ว ถึงประกาศ ก.พ.อ. ฉบับที่ 10 นั้น

การขอ ผศ. ใช้ผลงานประเภทใดประเภทหนึ่ง ก็ได้ และ ไม่ต้องอธิบายคุณภาพของผลงานว่ามีคุณภาพ 3 องค์ประกอบ หรือไม่แต่ผลงานต้อง สอดคล้องกับทิศทางใดทิศทางหนึ่งใน 5 กรณี

การขอ ตำแหน่ง รศ. และ ศ. ต้องใช้ผลงานอย่างน้อย 2 ประเภท และ ผลงานต้องมีคุณภาพ 3 องค์ประกอบ และสอดคล้องกับทิศทางใดทิศทางหนึ่งใน 5 กรณี ครับ

ประเด็นที่ 3. การกำหนดอัตราพนักงานเงินงบประมาณแผ่นดิน

จากข้อมูล ณ. วันที่ 4 เมษายน 2556 พบว่าในช่วงที่ผ่านมานั้น อัตราที่สำนักงบจัดสรรงบประมาณให้กับมหาวิทยาลัยมีจำนวน 2328 อัตรา อัตราที่มหาวิทยาลัยจัดสรรให้คณะ/หน่วยงาน แล้ว เป็นจำนวน 2892 อัตรา โดยในจำนวนนี้มีอัตราที่มีคนครอง 2568 อัตรา (ซึ่งสูงกว่าอัตราที่ได้รับงบประมาณจากสำนักงบ) และ มีอัตราว่าง 324 อัตรา

จากข้อมูลดังกล่าว มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องบริหารอัตรากำลังของพนักงานมหาวิทยาลัยเงินงบประมาณแผ่นดินใหม่โดยกำหนดเงื่อนไขในการจัดสรรอัตรากำลังใหม่ให้กับคณะ/หน่วยงานต่างๆ ดังนี้

1. ชะลอการกำหนดอัตราพนักงานมหาวิทยาลัยเพิ่มใหม่ สำหรับคณะ/หน่วยงานที่มีอัตราว่าง (มีเงิน) ของพนักงานมหาวิทยาลัยเงินงบประมาณแผ่นดิน ของคณะ/หน่วยงาน มากกว่า 10 อัตรา โดยขอให้คณะหน่วยงานบริหารอัตราที่มีอยู่ไปก่อน แต่หากมีงบประมาณเพียงพอมหาวิทยาลัยจะพิจารณาจัดสรรอัตราเพิ่มใหม่ให้ต่อไปในอนาคต
2. การกำหนดอัตราพนักงานมหาวิทยาลัยเพิ่มใหม่เพื่อทดแทนอัตราข้าราชการที่ว่างลงโดยสาเหตุต่างๆ จะพิจารณาทดแทนด้วยอัตราพนักงานมหาวิทยาลัยในสัดส่วน อัตราว่าง: อัตราที่ได้รับการจัดสรร เป็น 2:1 เช่น เมื่อมีผู้เกษียณอายุราชการในสายงานเดียวกัน 2 คน ก็จะได้รับการจัดสรรทดแทนเพียง 1 คน เป็นต้น

จากแนวทางดังกล่าว มีผลต่อคณะวิศวฯ ของเราคือ

1.ตำแหน่งอาจารย์: คณะไม่ได้รับการจัดสรรอัตรากำลังในปีงบประมาณ 2556 เนื่องจากตำแหน่งอัตราว่างของอาจารย์ในภาพรวมของคณะยังเกิน 10 อัตรา

2. ตำแหน่งนักวิชาการอุดมศึกษา: มีข้าราชการเกษียณ 4 ตำแหน่ง ได้รับการจัดสรรในปีงบประมาณ 56 เพียง 2 อัตรา เป็นครึ่งหนึ่งของอัตราที่ว่างลงครับ

ทางคณะได้หารือกับหัวหน้าภาควิชาถึงแนวทางการบริหารจัดการอัตราของคณะเมื่อมีการจัดสรรอัตราตามแนวทางที่ มหาวิทยาลัยกำหนดและร่วมกันพิจารณาเพื่อหาอัตราทดแทนสายอาจารย์ให้มีอัตราต่ำกว่า 10 อัตรา เพื่อจะได้รับการจัดสรรในครั้งต่อไป และ

เนื่องจากทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ ที่มีบุคลากรสายสนับสนุน และสายวิชาการเกษียณอายุราชการในแต่ละปีมากกว่าคณะ/หน่วยงานที่ตั้งใหม่จึงมีผลกระทบกว่าหน่วยงานใหม่ๆ ทางคณะจึงได้มีหนังสือชี้แจ้งและขออุทรณ์ไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อขอจัดสรรอัตราสายสนับสนุนทดแทนในสัดส่วน 1:1 ตามปกติ ซึ่งก็เข้าใจว่ามหาวิทยาลัยยังไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบการจัดสรรอัตราดังกล่าวทำให้ไม่ได้รับการจัดสรรอัตรากำลังเพิ่มเติมครับ

ดังนั้นทางคณะเองก็จะต้องบริหารจัดการอัตรากำลังสายสนับสนุนตามจำนวนที่ได้รับการจัดสรร และใช้แนวทางในการปรับจากพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ควบคู่กันไปตามกรอบที่กำหนดไว้เพื่อรักษาคนเก่ง คนดี ไว้กับองค์กรของเรา แทนอัตรางบประมาณแผ่นดินที่หายไปครับ

ประเด็นที่ 4. การต่อเวลาราชการ ของผู้เกษียณอายุราชการ

การต่อเวลาราชการของผู้เกษียณอายุ ในปีใดๆ จะเริ่มกระบวนการล่วงหน้าก่อนประมาณ 1 ปี โดย คณะกรรมการประจำคณะจะพิจารณาบุคลากรภายในคณะ/หน่วยงาน ที่สมควรต่อเวลาราชการ (โดยความเห็นชอบเบื้องต้นของภาควิชา) เสนอไปยัง คบม.

เมื่อ คบม. เห็นชอบก็จะเสนอต่อไปยัง คณะกรรมการพิจารณาต่อเวลาราชการที่มหาวิทยาลัยแต่งตั้ง และถ้าคณะกรรมการชุดดังกล่าวเห็นชอบการต่อเวลาราชการของผู้เกษียณอายุท่านใด หน่วยงานใด ก็จะแจ้งกลับมายังคณะเพื่อทาบทาม ก่อนที่จะเสนอเรื่อง กลับขึ้นไปผ่าน คบม.และ สภามหาวิทยาลัย ต่อไป ซึ่งในรอบปี 2556 นั้น มีอาจารย์ของเราได้รับการอนุมัติให้ต่อเวลาราชการ 1 ท่าน คือ รศ. กำพล ประทีปชัยกูร ซึ่งจะเริ่มต่ออายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 นี้เป็นต้นไปครับ

สำหรับการต่อเวลาราชการ ของผู้เกษียณอายุราชการ ณ. วันที่ 1 ตุลาคม 2557 นั้น ทางคณะจะต้องเสนอผู้สมควรต่อเวลาราชการไปยังมหาวิทยาลัยภายในประมาณกลางเดือนสิงหาคม 2556 ครับ และกระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในเดือน มกราคม 2557 ครับ ทั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยจะแจ้งกระบวนการต่างๆ มายังคณะเพื่อดำเนินการตามกรอบเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดต่อไปครับ

ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่สำคัญๆ จากที่ประชุม คบม. ในช่วงเดือน ก.พ. ถึง พ.ค. ที่ผ่านมาครับ ในกรณีที่มีประเด็นใดที่กระผมนำมาสื่อสารแล้วประชาคมวิศวฯ มีข้อสงสัย หรือ อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเพิ่มเติม ก็สามารถแจ้งมายังคณบดีได้นะครับ

ขอบคุณครับ
อ.จรัญ

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 18 มิถุนายน 2556 21:45 แก้ไข: 19 มิถุนายน 2556 08:37 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 ServiceMan, Ico24 คนธรรมดา, และ 2 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.231.247.139
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ