นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร. จรัญ บุญกาญจน์
Ico64
รองศาสตราจารย์ ดร. จรัญ บุญกาญจน์
อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 6

อ่าน: 2395
ความเห็น: 0

คณบดีสื่อสาร ข่าวสารจากที่ประชุม คบม. ประจำเดือน ก.ค. 54

คบม. เห็นชอบการปรับรอบการเพิ่มเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย และสร้างความชัดเจนในการขอกำหนดตำแหน่งชำญการของพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน

คณบดีสื่อสาร ข่าวสารจากที่ประชุม คบม. ประจำเดือน ก.ค. 54

ที่ประชุม คบม. ประจำเดือน ก.ค. 54 เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ได้พิจารณาเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบุคลากรในสายต่างๆ ทั้ง พนักงานมหาวิทยาลัยและข้าราชการ ดังนี้ครับ

1.การเลื่อนค่าจ้างพนักงานมหาวิทยาลัย

ที่ประชุม คบม. เห็นชอบให้มีการปรับปรุงการเพิ่มค่าจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยจากเดิมที่เคยเพิ่มค่าจ้างปีละครั้ง เป็นการเพิ่มค่าจ้างปีละ 2 ครั้งครับ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการและให้สอดคล้องกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการของพนักงานมหาวิทยาลัยที่มีการประเมินปีละ 2 ครั้งเช่นเดียวกับของข้าราชการครับ การปรับปรุงการเพิ่มค่าจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นปีล่ะ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับของข้าราชการในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ดีที่ผมเชื่อว่าจะเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยทุกคนนะครับ สำหรับวงเงินในการเพิ่มเงินเดือนในแต่ละครั้งจะเป็นเหมือนกรณีของข้าราชการหรือไม่ยังไม่ได้มีการนำเข้ามาหารือในที่ประชุม คบม. ครับ ในอดีตที่ผ่านมากรอบการขึ้นเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัยจะเป็นร้อยละ 4 ต่อปี และพนักงานมหาวิทยาลัยแต่ละท่านจะขึ้นเงินเดือนได้สูงสุด 10% ครับ แต่เมื่อปรับมาเป็นปีละ 2 ครั้ง ก็จะต้องมีการกำหนดวงเงินรวมและร้อยละของการเพิ่มเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัยใหม่ตามมาครับ ส่วนจะออกมาว่าจะเป็นครั้งละกี่ % นั้นยังไม่ได้มีการเสนอให้พิจารณาในการประชุมคราวนี้ครับ สำหรับในกรณีของข้าราชาการนั้น กำหนดกรอบวงเงินรวมของการขึ้นเงินเดือนไว้ไม่เกินรอบละ 3% ของเงินเดือนทั้งหมดของข้าราชาการ และข้าราชการแต่ละท่านจะขึ้นเงินเดือนได้ตั้งแต่ 0-6% ครับ

2. การดำเนินการเกี่ยวกับการขอตำแหน่ง ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และ เชี่ยวชาญพิเศษ

ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารบุคคลเป็นระบบแท่งแทนระบบซีนั้น สกอ. ได้กำหนดแนวทางให้สถาบันอุดมศึกษาบริหารบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขอกำหนดตำแหน่ง ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และ เชี่ยวชาญพิเศษ ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านระบบดังนี้ครับ

2.1 กรณีที่สถาบันอุดมศึกษาได้รับคำขอก่อน 22 ธ.ค. 53 และได้มีการวิเคราะห์ค่างานเพื่อกำหนดตำแหน่งและการวิเคราะห์ค่างานได้ผ่านการเห็นชอบจากกรรมการประจำคณะแล้วนั้น ให้ดำเนินการตามระบบบริหารบุคคลเดิม และในส่วนของการแต่งตั้งนั้นถ้ามีผลย้อนหลังไปถึงก่อน 21 กันยายน 2553 ให้แต่งตั้งตามระบบบริหารบุคคลเดิม แต่ถ้ามีผลหลังจาก 21 กันยายน 2553 ให้แต่งตั้งตามระบบการบริหารบุคคลใหม่ครับ

2.2. กรณีที่สถาบันอุดมศึกษาได้รับคำขอตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2553 ให้ดำเนินการตามระบบบริหารบุคคลใหม่และแต่งตั้งตามระบบบริหารบุคคลใหม่ครับ ดังนั้นบุคลากรท่านใดที่มีแผนการจะยื่นในขณะนี้หรือในอนาคตก็ต้องเป็นไปตามระบบบริหารบุคคลใหม่ซึ่งมีขั้นตอนที่ขอเรียนให้ทราบดังนี้ครับ

ขั้นตอนที่ 1 : หน่วยงานที่จะขอกำหนดตำแหน่ง (ภาควิชา/สนล.) เสนอข้อมูลประเมินค่างานของตำแหน่ง
ขั้นตอนที่ 2 : คณะกรรมการพิจารณากำหนดตำแหน่ง ประจำคณะ/หน่วยงาน ประเมินค่างานของตำแหน่ง
ขั้นตอนที่ 3 : คณะกรรมการประจำคณะ/หน่วยงาน อนุมัติการประเมินค่างานของตำแหน่ง
ขั้นตอนที่ 4 : ผู้ขอกำหนดตำแหน่ง ยื่นขอกำหนดระดับตำแหน่งตามแบบคำขอรับการกำหนดระดับ ตำแหน่งพร้อมผลงาน
ขั้นตอนที่ 5: การเจ้าหน้าที่ของคณะ ตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งและผลงาน
ขั้นตอนที่ 6 : คณะกรรมการพิจารณากำหนดตำแหน่ง ประจำคณะ/หน่วยงานดำเนินการ

• ประเมินผลสัมฤทธิ์ของงานตามตัวชี้วัดของตำแหน่ง
• กลั่นกรองผลงาน คัดเลือก และแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิประเมินผลงาน
     o คณะส่งผลงานให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาประเมินผลงาน
• คณะกรรมการประมวลสรุปผลจากผู้ทรงคุณวุฒิ และรายงานผลการประเมินค่างาน ไปยังมหาวิทยาลัย

ขั้นตอนที่ 7: คณะกรรมการพิจารณากำหนดตำแหน่ง ระดับมหาวิทยาลัย กลั่นกรองการกำหนดระดับตำแหน่ง
ขั้นตอนที่ 8: คณะกรรมการบริหารงานบุคคลมหาวิทยาลัย พิจารณาอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ
ขั้นตอนที่ 9: อธิการบดี ออกคำสั่งแต่งตั้ง (กรณีที่อนุมัติ)

สิ่งที่ทาง คบม. ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับขั้นการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ข้างต้น คือ ในขั้นตอนที่ 1 ที่เป็นการเสนอให้มีการวิเคราะห์ค่างานนั้น ที่ผ่านๆ มาดูเหมือนว่าผู้ที่จัดทำข้อมูลต่างๆ จะเป็นผู้ยื่นขอ (ตามขั้นตอนที่ 4) แต่ในเจตนารมณ์ในขั้นตอนที่ 1 นั้นผู้ที่เห็นความจำเป็นและเสนอให้มีการวิเคราะห์ค่างาน รวมทั้งการจัดทำข้อมูลต่างๆ เพื่อประกอบการวิเคราะห์ค่างานนั้นต้องเป็นผู้บริหารของหน่วยงานนั้นๆ (เช่น หัวหน้าภาค หรือ หัวหน้ากลุ่มงาน) ครับ เพราะขั้นตอนนี้เป็นการวิเคราะห์ความจำเป็นในการที่จะต้องมีตำแหน่งดังกล่าวในหน่วยงาน (เรียกว่าวิเคราะห์ “เก้าอี้” ครับ) และเมื่อได้รับอนุมัติให้มีตำแหน่งตามขั้นตอนที่ 3 แล้ว จึงจะให้ผู้ขอที่ทางหน่วยงานเห็นว่ามีคุณสมบัติและมีความเหมาะสมยื่นขอกำหนดตำแหน่งตามขั้นตอนที่ 4 ครับ เรียกว่าเป็นการพิจารณาหาคนมานั่งเก้าอี้ที่ได้วิเคราะห์ไว้ นั่นเองครับ จึงขอถือโอกาสนี้เรียนทำความเข้าใจกับภาควิชา/หน่วยงานต่างๆ ของคณะในประเด็นนี้ด้วยนะครับ

3. การนับเวลาในการดำรงตำแหน่งพนักงานเงินรายได้เป็นคุณสมบัติในการขอตำแหน่งระดับชำนาญงาน และ ชำนาญการของพนักงานมหาวิทยาลัย

ตามที่มหาวิทยาลัยได้มีประกาศเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการกำหนดระดับตำแหน่งและแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัยตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน ระดับชำนาญงานพิเศษ ตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ ไปแล้วนั้น ที่ประชุม คบม. ในครั้งนี้ได้พิจารณาเห็นชอบให้สามารถนับเวลาในการดำรงตำแหน่งพนักงานเงินรายได้เป็นคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งในการขอกำหนดตำแหน่งระดับชำนาญงาน และ ระดับชำนาญการของพนักงานมหาวิทยาลัยได้ครับ เรื่องนี้ก็จะเป็นผลดีกับพนักงานเงินรายได้ของคณะ ที่ทำงานกับคณะมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เมื่อได้ปรับเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งสามารถขอกำหนดตำแหน่งชำนาญการได้ ก็สามารถใช้เวลาในช่วงที่ทำงานเป็นพนักงานเงินรายได้มารวมเป็นคุณสมบัติในการขอกำหนดตำแหน่งชำนาญการของพนักงานมหาวิทยาลัยได้

ตัวอย่างเช่น นางสาว ก. ได้บรรจุและทำงานในตำแหน่งพนักงานเงินรายได้ ที่ต้องใช้วุฒิปริญญาตรีของคณะมาเป็นเวลา 6 ปี และได้รับการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในปีที่ 7 ซึ่งตามประกาศเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการกำหนดระดับตำแหน่งและแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัยตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน ระดับชำนาญงานพิเศษ ตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ ระบุคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งระดับชำนาญการไว้ว่า การขอกำหนดตำแหน่งระดับชำนาญการ นั้น จะต้อง ดำรงตำแหน่งระดับปฏิบัติการโดยใช้วุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่าไม่น้อยกว่า 6 ปี และจาก มติของ คบม. ในคราวนี้ที่เห็นชอบให้สามารถนับเวลาในการดำรงตำแหน่งพนักงานเงินรายได้เป็นคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งในการขอกำหนดตำแหน่งระดับชำนาญงาน และ ระดับชำนาญการของพนักงานมหาวิทยาลัยได้ ดังนั้นกรณีของ นางสาว ก. ซึ่งทำงานในลักษณะดังกล่าวมาแล้วในขณะที่เป็นพนักงานเงินรายได้เป็นเวลา 6 ปี ก็มีคุณสมบัติที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการขอกำหนดตำแหน่งชำนาญการได้ทันทีที่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในวันแรกของปี ที่ 7 ครับ

ในข้อมูลจริงๆ ผมเข้าใจว่า พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน ของวิศวฯ เราหลายๆ ท่าน เมื่อรวมระยะเวลาที่ทำงานในฐานะที่เป็นพนักงานเงินรายได้ กับระยะเวลาที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยถึงปัจจุบันก็คงผ่านคุณสมบัติข้อนี้กันเกือบทุกคนครับ ก็ขอให้เร่งทำผลงานและดำเนินการเข้าสู่ขั้นตอนการขอกำหนดตำแหน่งชำนาญการต่อไปนะครับ

หมายเหตุ: ในส่วนของพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ มีระเบียบรองรับการนับเวลาในลักษณะนี้เป็นคุณสมบัติในการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการอยู่แล้วครับ

4. เงินค่าตอบแทนพนักงานมหาวิทยาลัย ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ และ ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ

สืบเนื่องจากประกาศเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการกำหนดระดับตำแหน่งและแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัยตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน ระดับชำนาญงานพิเศษ ตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ ที่ได้กำหนดไว้ว่า การได้รับค่าตอบแทนของตำแหน่งต่างๆ ข้างต้นนั้นให้ คบม. กำหนดและจัดทำเป็นประกาศ ที่ประชุม คบม. ได้พิจารณาประกาศ เรื่องค่าตอบแทนพนักงานมหาวิทยาลัย ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ และ ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ แล้วมีมติเห็นชอบกำหนดเงินค่าตอบแทนตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ และ วิชาชีพเฉพาะ ของนักงานมหาวิทยาลัยดังนี้ครับ

4.1 เงินค่าตอบแทนตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ 
     ระดับชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท/เดือน
     ระดับเชี่ยวชาญ 9,900 บาท/เดือน
     ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ 13,000 บาท/เดือน

4.2 เงินค่าตอบแทนตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะ
      ระดับชำนาญการ 3,500 บาท/เดือน
      ระดับชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท/เดือน
      ระดับเชี่ยวชาญ 9,900 บาท/เดือน
      ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ 13,000 บาท/เดือน

ส่วนที่มาของแหล่งเงินสำหรับจ่ายค่าตอบแทนนั้นให้เป็นไปตามแหล่งเงินที่ใช้จ้างพนักงานมหาวิทยาลัยกล่าวคือ พนักงานมหาวิทยาลัยที่จ้างด้วยเงินงบประมาณแผ่นดินให้เบิกจ่ายค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดิน และสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยที่จ้างด้วยเงินรายได้คณะ/หน่วยงาน ให้เบิกจ่ายค่าตอบแทนจากเงินรายได้คณะ/หน่วยงานครับ

ทั้ง 4 เรื่องข้างต้นผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญๆ จากที่ประชุม คบม. ประจำเดือน    ก.ค. ที่ควรจะนำมาสื่อสารให้กับประชาคมวิศวฯ ได้รับทราบครับ เรื่องต่างๆ เหล่านี้ก็คงต้องดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน เช่น เรื่องที่ 1 ก็ต้องเสนอสภามหาวิทยาลัยเพื่อให้ความเห็นชอบ ส่วนเรื่องที่ 2 ถึง 4 นั้นสิ้นสุดที่มหาวิทยาลัยและทางมหาวิทยาลัยก็คงจะมีแนวปฏิบัติและประกาศของมหาวิทยาลัยมายังคณะต่อไปครับ

ขอบคุณครับ
อ.จรัญ

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 04 กรกฎาคม 2554 05:46 แก้ไข: 04 กรกฎาคม 2554 05:46 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา และ Ico24 เมตตา.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 52.91.39.106
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ