นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร. จรัญ บุญกาญจน์
Ico64
รองศาสตราจารย์ ดร. จรัญ บุญกาญจน์
อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 6

อ่าน: 5266
ความเห็น: 5

สายตรงคณบดีระบบแท่งตอนที่ 6.1 : หลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนตามระบบแท่ง

การขึ้นเงินเดือนตามระบบใหม่เป็นแรงจูงใจในการพัฒนาตนและพัฒนาองค์กร
สายตรงคณบดีระบบแท่งตอนที่ 6.1 : หลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนตามระบบแท่ง

เรียน บุคลากรวิศวฯ ทุกท่าน

ในสายตรงคณบดีคราวที่แล้วผมได้ทำความเข้าใจกับบุคลากรเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการไปแล้ว ในสายตรงคณบดีว่าด้วยเรื่องระบบแท่ง ตอนที่ 6.1 นี้ ผมขอทำความเข้าใจกับบุคลากรในเรื่องการเลื่อนขั้นเงินเดือน ซึ่งจะมีสาระสำคัญๆ ที่บุคลากรควรทราบอยู่หลายเรื่องครับ แต่สำหรับในตอนที่ 6.1นี้จะนำเรียนให้ทุกท่านทราบถึงหลักเกณฑ์สำคัญๆ ในการเลื่อนขั้นเงินเดือนตามระบบแท่งครับ ซึ่งจะพูดถึงประเด็นที่สำคัญๆ ใน 4 ประเด็นประกอบด้วย

1.กลุ่มสำหรับการขึ้นเงินเดือน
2.วงเงินรวมในการขึ้นเงินเดือน
3.ร้อยละการเพิ่มเงินเดือน และ
4.ฐานในการคำนวณสำหรับการเพิ่มเงินเดือนของแต่ละบุคคล

โดยแต่ละประเด็นมีสาระสำคัญๆ ที่จะทำความเข้าใจกับบุคลากรทุกท่านดังนี้ครับ

1.กลุ่มสำหรับการขึ้นเงินเดือน

จากระบบ “ซี” เดิมที่แบ่งการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการเป็น กลุ่มต่างๆ ตาม “ซี” คือ ระดับ 1-8 และสูงกว่าระดับ 8 เมื่อเปลี่ยนมาเป็นระบบแท่ง 4 แท่ง นั้น การแบ่งกลุ่มสำหรับการการขึ้นเงินเดือนจะแบ่งออกเป็น กลุ่มต่างๆ ที่อิงกับแท่งคือ แท่งวิชาการ แท่งบริหาร แท่งวิชาชีพเฉพาะ และแท่งทั่วไป และ ก.พ.อ. ก็ให้อำนาจแก่สภาสถาบันในการกำหนด “กลุ่มสำหรับการขึ้นเงินเดือน” จาก แท่งทั้ง 4 แท่งนี้ให้เป็นกลุ่มๆ ที่มีจำนวนข้าราชการและฐานเงินเดือนรวมที่เหมาะสมในการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนได้ครับ สำหรับของ ม.อ. นั้น ที่ประชุม คบม. เมื่อต้นเดือนมกราคมก็ได้พิจารณาการจัดกลุ่มสำหรับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนข้าราชการในแท่งต่างๆ แล้ว และอยู่ในระหว่างการนำเสนอสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้ต่อไปครับ

2.วงเงินรวมสำหรับการขึ้นเงินเดือนในรอบการประเมิน

ในแต่ละรอบการประเมิน ( 6 เดือน) แต่ละกลุ่มที่สภาสถาบันกำหนดตามข้อ 1.1 จะมีวงเงินในการขึ้นเงินเดือนเท่ากับ 3% ของเงินเดือนรวมของบุคลากรในกลุ่มนั้นๆ ครับ และต้องใช้วงเงิน 3% นี้ทั้งหมดในรอบการประเมินนั้นๆ เท่านั้นไม่สามารถนำวงเงินที่เหลือในรอบแรกไปใช้ในการขึ้นเงินเดือนในรอบถัดไปครับ ซึ่งแนวทางนี้จะแตกต่างจาก “ระบบซี” เดิม ที่เราสามารถนำวงเงินที่เหลือจากการขึ้นเงินเดือนในรอบแรกไปใช้เพื่อขึ้นเงินเดือนในรอบที่สองได้ แต่ในระบบแท่งนี้ทำแบบเดิมไม่ได้ครับ

3.ร้อยละการเพิ่มเงินเดือน
การเพิ่มเงินเดือนของบุคลากรแต่ละบุคคลในแต่ละรอบของการประเมินจะสามารถเพิ่มได้ไม่เกิน 6%ของค่ากลาง ครับขึ้นอยู่กับ ผลการประเมิน คือ ข้าราชการที่มีผลการประเมินในระดับดีเด่นเลื่อนได้ไม่เกิน 6% ส่วนผลงานที่ลดหลั่นลงมา (เช่น ดีมาก ดี พอใช้ ) หน่วยงานสามารถกำหนด % การเพิ่มเงินเดือนได้อย่างอิสระและเหมาะสมโดยจะขึ้นอยู่กับจำนวนบุคลากรในหน่วยงาน จำนวนบุคลากรในกลุ่มหรือระดับที่จัดจากผลการประเมิน และ ขึ้นอยู่กับวงเงินของแต่ละกลุ่มในหน่วยงานนั้นๆ ครับ โดยไม่บังคับกำหนดสัดส่วนจำนวนคนในแต่ละระดับครับ

4.ฐานในการคำนวณสำหรับการเพิ่มเงินเดือนของแต่ละบุคคล

ฐานในการคำนวณสำหรับการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการตามระบบแท่งเป็นจุดที่แตกต่างจากระบบซีอย่างชัดเจน กล่าวคือในระบบแท่งนั้นการขึ้นเงินเดือนข้าราชการแต่ละรายจะขึ้นเป็น % ของค่ากลาง (Mid Point) ครับ หรือใช้ค่ากลางเป็นฐานในการคำนวณสำหรับการเพิ่มเงินเดือนนั่นเอง ซึ่งในแต่ละระดับของแต่ละประเภทตำแหน่งจะมีค่ากลางอยู่ 3 ค่า คือ ค่ากลาง ค่ากลางล่าง และ ค่ากลางบน ซึ่งการได้มาของค่ากลาง ค่ากลางล่าง และค่ากลางบนมีวิธีการดังนี้ครับ

ค่ากลาง = (เงินเดือนขั้นต่ำ+เงินเดือนขั้นสูง)/2
ค่ากลางล่าง = (เงินเดือนขั้นต่ำ+ค่ากลาง)/2 และ
ค่ากลางบน = (ค่ากลาง+เงินเดือนขั้นสูง)/2

ทั้งค่ากลาง ค่ากลางล่าง และ ค่ากลางบน ที่คำนวณได้จะถูกปัดเป็นเลขลงตัวให้เป็นเลข 10 ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่างการคำนวณค่ากลางสำหรับบางตำแหน่งดังนี้ครับ

ตัวอย่างการคำนวณค่ากลาง
ประเภทตำแหน่งทั่วไป ระดับชำนาญงาน

จากบัญชีเงินเดือนของแท่งทั่วไป ระดับชำนาญงาน จะมีเงินเดือนขั้นต่ำเท่ากับ 10,190 บาท และมีเงินเดือนขั้นสูง เท่ากับ 33,540 บาท ดังนั้นจากวิธีการข้างต้นจะได้

ค่ากลาง =(33540+10190)/2 = 21865
ค่ากลางล่าง = (10190+21865)/2 = 16027.5 ปัดเป็นเต็มสิบ 16030 ค่ากลางบน = (21865+33540)/2 = 27702.5 ปัดเป็นเต็มสิบ 27710

เมื่อทราบค่ากลาง ค่ากลางบน และ ค่ากลางล่างแล้ว ก็จะนำค่ากลางบนและค่ากลางล่างไปใช้เป็นฐานกำหนดช่วงเงินเดือนสำหรับการคำนวณการขึ้นเงินเดือนของตำแหน่งนี้ โดยข้าราชการที่มีเงินเดือนในช่วงของเงินเดือนขั้นต่ำถึงค่ากลาง (ที่ปัดเป็นเต็มสิบ) จะขึ้นเงินเดือนเป็น % ของค่ากลางล่าง และ ข้าราชการระดับนี้ที่มีเงินเดือนสูงกว่าค่ากลางถึงเงินเดือนขั้นสูงก็จะขึ้นเงินเดือนเป็น % ของค่ากลางบนครับ

ดังนั้นสำหรับตำแหน่งชำนาญงานที่ผมยกเป็นตัวอย่างนี้ ข้าราชการทุกคนที่มีเงินเดือนในช่วง 10190 ถึง 21870 บาท (ใกล้เคียงกับค่ากลาง = 21865 บาท) จะขึ้นเงินเดือนเป็น % ของค่ากลางล่าง (10630 บาท) เช่นถ้าได้ขึ้นเงินเดือน 3% ก็จะได้ขึ้นเงินเดือนเท่ากับ 318.9 หรือ 320 บาท ถ้าได้ขึ้นเงินเดือน 5% ก็จะได้ขึ้นเงินเดือนเป็นเงิน 531.5 หรือปัดเป็น 535 บาท เป็นต้น และสำหรับข้าราชการที่มีเงินเดือนอยู่ในช่วง สูงกว่าค่ากลาง จนถึงเงินเดือนขั้นสูง คือ 21880 ถึง 33540 บาท ทุกคนก็จะได้รับการขึ้นเงินเดือนเป็น % ของค่ากลางบน (คือ 27710 บาท) เช่นถ้าได้ขึ้นเงินเดือน 3% ก็จะได้ขึ้นเงินเดือนเท่ากับ 831 หรือ 835 บาท และถ้าได้ขึ้นเงินเดือน 5% ก็จะได้ขึ้นเงินเดือนเท่ากับ 1385 บาท เป็นต้น

จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่าในการขึ้นเงินเดือนตามระบบแท่งโดยใช้ค่ากลางนั้น ในช่วงเงินเดือนเดียวกันจะเห็นได้ว่าผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่าจะได้ขึ้นเงินเดือนใน % เมื่อเทียบกับเงินเดือนตัวเองที่สูงกว่าผู้ที่มีเงินเดือนสูงๆ เช่น สำหรับช่วงเงินเดือน 10190 ถึง 21870 บาท ที่กล่าวถึงนี้ ผู้ที่มีเงินเดือน 10190 (ต่ำกว่าค่ากลางล่าง) เมื่อขึ้น 3% ของค่ากลางล่างจะได้ขึ้นเงินเดือนเป็นเงิน 320 บาท ซึ่งคิดเป็น 3.14% ของเงินเดือนตัวเอง แต่ผู้ที่มีเงินเดือนสูงสุดในช่วงนี้คือ 21870 เมื่อขึ้นเงินเดือนเป็น 3% ของค่ากลางล่างจะได้ขึ้นเงินเดือนเท่ากับ 320 บาท ก็จะคิดเป็น เพียง 1.46% ของเงินเดือนตัวเองครับ

ดังนั้นแนวคิดการขึ้นเงินเดือนจากค่ากลางจึงเป็นระบบการขึ้นเงินเดือนที่มุ่งส่งเสริมให้ทุกคนมีการพัฒนาและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องครับ กล่าวคือ ผู้ที่มีเงินเดือนต่ำๆ ในระบบแท่งแม้จะได้ขึ้นเงินเดือนในร้อยละที่เท่ากับผู้ที่มีเงินเดือนสูงในช่วงเงินเดือนเดียวกัน แต่ผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่าจะได้รับการขึ้นเงินเดือนในร้อยละเมื่อเทียบกับเงินเดือนตนเองที่สูงกว่าผู้ที่มีเงินเดือนสูงก็จะมีกำลังใจในการพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปครับ ในขณะที่ผู้ที่มีเงินเดือนสูงๆ ในช่วงเดียวกันถ้าต้องการให้มีร้อยละการเพิ่มเงินเดือนเมื่อเทียบกับฐานเงินเดือนของตัวเองสูงๆ ก็ยังต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเช่นกัน (ยิ่งเงินเดือนสูงก็ต้องทำงานมากขึ้นตามเงินเดือน) เพื่อให้มีผลการประเมินดีกว่าคนที่มีเงินต่ำถึงจะมีโอกาสที่จะได้รับการขึ้นเงินเดือนในร้อยละเมื่อเทียบกับเงินเดือนตนเองที่สูงกว่าผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า การ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ก็จะทำให้ผู้ที่มีเงินเดือนในขั้นสูงเหล่านี้สามารถก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าได้เร็วขึ้นครับ

จากเหตุผลดังที่ผมได้กล่าวถึงข้างต้นนี้แสดงว่าถ้าข้าราชการได้มีการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องของผลสัมฤทธิ์ และในด้านพฤติกรรมการทำงานอย่างต่อเนื่องแล้ว การประเมินและการคิดฐานการเพิ่มเงินเดือนจากค่ากลางนี้ ก็จะส่งเสริมให้ทุกคนมีความก้าวหน้าในสายงานและสนับสนุนความเชื่อที่ว่า ทำดีก็ควรได้รับผลตอบแทนที่ดีครับ ดังนั้นการนำระบบแท่ง และ การคิดฐานการขึ้นเงินเดือนจากค่ากลางมาใช้ ผนวกกับแนวทางการประเมินแบบใหม่ที่ได้รวมในส่วนของพฤติกรรมการทำงานเข้ามาด้วยนั้นก็น่าจะเป็นแรงจูงใจให้ข้าราชการที่ตั้งใจ มุ่งมั่น ปฏิบัติราชการด้วยความวิริยะ อุตสาหะ และ อดทน ได้มีกำลังใจในปฏิบัติราชการตามแนวทางดังกล่าวเพื่อพัฒนาตนเองและพัฒนาองค์อย่างต่อเนื่องต่อไปครับ

เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับการเลื่อนขั้นเงินเดือนยังไม่จบครับ ยังมีอีกหลายๆ ประเด็นที่ต้องสื่อสารให้ประชาคมวิศวฯ ได้รับทราบครับ สำหรับในตอนต่อไปผมจะพูดถึงเรื่องการนำผลการประเมินการปฏิบัติราชการไปสู่การเลื่อนหรือเพิ่มเงินเดือนว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินควรจะทราบครับ แล้วอย่าลืมติดตามต่อในตอนหน้านะครับ

ขอบคุณครับ
อ.จรัญ
หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 20 มกราคม 2554 06:21 แก้ไข: 20 มกราคม 2554 06:21 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
pan [IP: 113.53.14.241]
25 มกราคม 2554 19:23
#63151

เป็นวิธีคิดที่แยบยล และทำให้บางคนเคลิ้มกับตัวเลข % ไปได้....

คิดได้ไงนะ...

 

Ico48
[IP: 158.108.160.184]
21 กุมภาพันธ์ 2554 11:37
#63814

ดิฉันสนใจศึกษาวิธีการคิดเงินเดือนแบบใหม่นี้อยู่เหมือนกันและพยายามหาเอกสารศึกษาเพิ่มเติมอยู่ด้วย จากการได้ดูตัวอย่างการขึ้นเงินเดือนจากกท่านแล้ว ดิฉันคิดว่าข้อมูลยังไม่น่าจะสมบูรณ์ ดิฉันขอเพิ่มสักนิดนะคะ การขึ้นเงินเดือนของตำแหน่งชำนาญงาน ช่วงเงินเดือน 10190-21870 ใช้ค่ากลางล่าง คือ 16030 ได้ขึ้นร้อยละ 3 เท่ากับ 480.9 ปัดเป็น 490 บาท ถ้าได้ขึ้นร้อยละ 5 จะเท่ากับ 801.5 ปัดเป็น 810 บาท ถ้าเงินเดือนอยู่ระหว่าง 21880-33540 ใช้ค่ากลางบนคือ 27710 ถ้าได้ขึ้นเงินเดือนร้อยละ 3 จะได้ 831.3 ปัดเป็น 840 บาทถ้าได้ขึ้นร้อยละ 5 จะได้ 1385.5 ปัดเป็น 1390 บาท แนวคิดนี้ดิฉันอ่านจาก ประกาศ ก.พ.อ.เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2553 ข้อ4 วรรคท้ายค่ะ 

ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ก่อนจะไปหาเอกสารอ่านเพิ่มเติมค่ะ

Ico48
charun [IP: 192.168.100.112]
22 กุมภาพันธ์ 2554 13:09
#63842

วิธีการคิดที่ท่านได้ตังข้อสังเกตุถูกต้องครับ เพราะต้องปัดให้เป็น 10 ครับ ขอบคุณนะครับที่ได้ร่วมแบ่งบันความรู้ความเข้าใจในระบบแท่งครับ

Ico48
Dejavu [IP: 182.53.178.19]
07 พฤษภาคม 2554 14:12
#65262

ระบบแท่งมีปัญหา !

Q จริงหรือไม่ที่มีคนบอกว่าเงินเดือนจะขึ้นมากกว่าระบบเก่า ?

A จริงสำหรับผู้บริหาร (ขึ้นไปหลายเท่า) แต่รากหญ้ากินแกลบ

Q 3 เปอร์เซ็นส่วนกลางหักออกไป 0.1 คณะฯหักไปอีก 0.1 กว่า เหลือเท่าไร ?

A  เหลือไม่ถึง 2.8

Q วงเงินสำนักงบประมาณให้มาเมื่อเทียบกับระบบเก่าเท่ากัน หรือมากกว่า

A ไม่รู้  ขอร้องอย่าถามอีก.. ปวดหัว ..

 

Ico48
charun [IP: 223.206.152.148]
07 พฤษภาคม 2554 21:49
#65266

การขึ้นเงินเดือนตามระบบแท่งจะขึ้นเงินเดือนเป็น %ของค่ากลางล่าง หรือ ค่ากลางบนแล้วแต่กรณี แต่งบประมาณที่ได้มาเป็น % ของฐานเงินเดือน ในกรณีของวิศวฯ ม.อ. พบว่า ค่ากลางของบุคลากรทั้งคณะค่อนข้างสูง งบประมาณที่ได้สำหรับขึ้นเงินเดือนจากฐานเงินเดือน 2.9% เป็นเพียงประมาณ 2.68 ของค่ากลาง ถ้าเป็นไปได้ควรจัดสรรวงเงินสำหรับขึ้นเงินเดือนจากฐานค่ากลางแทนจากฐานเงินเดือนจะเหมาะกว่าครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.230.119.106
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ