นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1326
ความเห็น: 5

แล้วมันก็ผ่านไป

วิจัยเพื่อการใช้งานจริง ทีมงาน เครือข่าย เป็นเรื่องสำคัญครับ
  11 มีนาคม 2553 อ่าวลึก, กระบี่ ประเทศไทย 
เข้าแชร์สีชมพูในช่วงเช้า พบว่าใครบางคนนอนดึก และใครบางคนตื่นเช้ามาก
 10 มีนาคม 2553 ผมเดินทางมาที่ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มกระบี่เพื่อติดตามงานบริการวิชาการกึ่งวิจัย ตามแต่จะเรียก ซึ่งผมไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะสนใจในเนื้องานมากกว่า ว่างานนี้ outcome ที่ควรจะเป็นคืออะไร 
ระหว่างเดินทางรู้สึกสบายใจเพราะไม่มีข่าวทางโทรศัพท์ (No news is good news) ข่าวล่าสุดที่ได้คือ งานที่ต้องทดสอบดูไปได้ดี มีสะดุดเพียงเล็กน้อยจากทีมงานที่ล่วงหน้ามาตั้งแต่วันจันทร์ ผมเข้าถึง site งานประมาณบ่ายสามโมง พบทีมงานนั่งบ้างยืนบ้างแบบสบายๆ เป็นการสื่อสารแบบหนึ่งว่า งานไปได้สวย...
 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ผมก็เดินทางมาที่อ่าวลึกนี้ พบปัญหานั้นมีมากกว่าที่คาด และกลับไปด้วยข้อคิดหลายประการที่ต้องดำเนินการด่วน เลื่อนนัดส่งมอบงาน...ทำแผนการเพิ่มเติมอุปกรณ์.... 
แต่ใจของผมเองค่อนข้างจะคุ้นเคยกับลักษณะนี้แล้ว ด้วยความที่ผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้ง การกังวลในเรื่องปัญหาที่เผชิญอยู่ถูกทำให้ลดน้อยลง ด้วยคาถาของแหวนโซโลมอน ที่อ่านเจอในแชร์แห่งนี้ แล้วมันก็จะผ่านไป
 งานวิจัยเชิงบริการวิชาการที่ผมทำอยู่คือการออกแบบและสร้างหอกลั่นเมทานอล-น้ำ แบบต่อเนื่องขนาดการผลิตประมาณ 1000 ลิตรต่อ 8 ชั่วโมง ซึ่งผมออกแบบไว้เกินคือ 200 ลิตร/ชั่วโมง  
งานนี้เป็นงานใหม่ที่ผมไม่เคยทำมาก่อน เคยทำปฏิบัติการกลั่นแบบกะ (batch) ขนาด 5 ลิตร ต่อแปดชั่วโมง (กลั่นน้ำมันดิบ) หรือ 0.1 ลิตรภายใน 30 นาที แต่ด้วยความที่ผมสอนในรายวิชานี้มาเกือบ 30 ปี รู้ว่าในหลักการนั้นไม่ยาก ตอนที่รับงานนี้มาทำนั้น คิดอยู่ในใจว่าหากงานพื้นฐานนี้ยังไม่กล้ารับแล้ว ก็อย่าไปคิดทำอะไรที่ยากกว่านี้เลย
 หากจะให้พูดเรื่องจริงขึ้นมานั้น ผมก็ต้องบอกว่าระบบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ของประเทศไทยนั้นไม่ดีสักเท่าใดเลย เพราะผู้สอนขาดการปฏิบัติในภาพขนาดใหญ่ คือรู้ในทฤษฎีและปฏิบัติการในขนาดเล็กเท่านั้น เชิงอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ผมรับทำนี้ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำแล้วครับ 
ประเด็นก็คือเราขาดทรัพยากร ขาดสิ่งแวดล้อมให้เรียนรู้ในเชิงปฏิบัติ อาจารย์พอจบปริญญาเอกมาก็เตรียมถูกเชิญให้ขึ้นหิ้ง ว่ามีความรู้ระดับสูงสุดแล้ว ดังนั้นก็จะระวังตัวไม่ทำอะไรเสี่ยงๆที่จะเกิดผิดพลาดหรือล้มเหลว ดังนั้นจึงสามารถอ้างความไม่พร้อมในการปฏิเสธที่จะทำงานยากๆได้ เราก็เลือกทำงานที่คนอื่นดูว่ายาก เช่นการทำวิจัยขนาดเล็ก ให้ได้ตีพิมพ์วารสารต่างประเทศ อันเป็นแนวทางที่เราใช้วัดความเก่งระดับนานาชาติของเรา แต่สำหรับผมนั้น เป็นการเก่งในเชิงเอกสารเท่านั้น คนเก่งของผมในด้านวิศวกรรมศาสตร์นั้น ผมขอยอมรับคนที่มีผลงานเชิงปฏิบัติมากกว่า
 ว่ากันตามจริงนั้น ระบบเราไม่เอื้อให้อาจารย์เราเรียนรู้ในเชิงอุตสาหกรรมครับ เพราะต้นทุนการเรียนรู้จะสูงมาก ผมเองนั้นหากไม่มีทีมงานที่แข็งแรงแล้ว งานนี้ผมก็ทำไม่รอดหรอกครับ 
ในงานนี้นั้น ผมได้เรียนรู้ว่าการควบคุมที่แม่นยำ และระบบที่เสถียรเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จครับ หากเราสามารถควบคุมแหล่งพลังงานความร้อนที่ให้แก่หอกลั่นโดยไม่ให้แกว่งไปมาได้ดี (ใช้ความร้อนจาก thermal oil ซึ่งต้องคุมอุณหภูมิและอัตราการไหลที่ดี) คุมอัตราการป้อนเข้าหอกลั่นได้ดี ระบบที่เราออกแบบไว้ก็ทำงานได้อย่างไม่มีปัญหาครับ
 เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เรียนรู้ด้วยความรู้สึกระทึกในหัวใจในบางครา ว่าจะอยู่หรือจะไป จะต้องแก้ไขให้บานปลายทั้งเวลาและงบประมาณหรือเปล่าน้อ เป็นสีสันของชีวิตครับ 
วิจัยเพื่อการใช้งานจริง ทีมงาน เครือข่าย เป็นเรื่องสำคัญครับ งานนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากลูกศิษย์ จากเพื่อน จากพันธมิตร กันตรึมเลย และที่สำคัญคือทีมงานของน้องชายสุดที่รักของผมครับ
 

ผม..เอง

 
created: 11 March 2010 08:31 Modified: 11 March 2010 08:31 [ Report Abuse ]
ดอกไม้
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

Ico48
wwibul (Recent Activities)
11 March 2010 10:45
#55181
  • วัฒนธรรมทีมงาน เป็นเรื่องใหญ่ ที่น่ายกมาเล่าสู่กันฟัง
  • ทีมงานแข็ง งานก็ไปได้ดี
  • ผมเคยเห็นทีมงานที่ การแบ่งงาน = การเฉลี่ยภาระ
  • แต่ก็เคยเห็นทีมงานที่ การแบ่งงาน = การใช้คนให้ตรงสมรรถนะ
  • แบบแรก ถ้าดูเป็นชั่วโมงทำงาน จะเท่ากันหมดแบบไม้บรรทัดวัด แต่แบบหลัง บางคนทำงานมาก บางคนทำงานน้อย
  • ส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกว่า แบบหลัง งานไปได้ง่ายกว่า
  • อาจารย์มองอย่างไรครับ อยากฟังความเห็น เพราะแนวคิดทั้งสองแบบ ค่อนข้างจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ แบบว่า เสื้อคนละสี... ^ ^
Ico48
Our Shangri-La (Recent Activities)
11 March 2010 11:52
#55209

การเปลี่ยนกระบวนคิดในเรื่องของการทำวิจัยจากการทำวิจัยเพื่อให้เกิด ค้นหาองค์ความรู้เพียงส่วนเดียว มาเนื่องเพราะการวิจัยแบบนี้จะเกิดคำถามที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

ความรู้ไม่รู้จบแบบเดียวกับความรักไม่รู้จบอะไรประมาณนั้น

แต่ขาดการนำเอาองค์ความรู้ที่ได้นั้นมาใช้จริง ในภาวะจริง หรือใน scale ที่ใหญ่ขึ้น บูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกัน

ถึงเวลาที่เราจะต้องลงมือนำเอาองค์ควารู้ที่เกิดขึ้นจากการวิจัย จากการเรียน มาสร้างประสบการณ์จริง มาใช้จริง ขยายลงไปสู่การปฏิบัติ

การปฏิบัตินั่นก็คือรูปแบบของการวิจัยอย่างหนึ่ง การปฏิบัติก่อให้เกิดองค์ความรู้ได้เช่นเดียวกัน และอาจจะเป็นองค์ความรู้ที่ไม่เคยอยู่ในทฤษฎีที่เรา (เคย)เรียนมา

ในตำรากล่าวไว้ว่าพระพุทธเจ้าร่ำเรียนศาสตร์จบหมดสิ้นทุกแขนง แม้กระทั่งวิธีนับดาวบนท้องฟ้า วิธีนับเม็ดทรายในท้องมหาสมุทร

แต่พระพุทธองค์ไม่สามารถเข้าสู่การรู้แจ้งเห็นจริงได้ จวบจนเมื่อพระพุทธเจ้าเคลื่อนย้ายเข้สาสู่การปฏิบัติ

ปริยัติ ปฏิบัติ

เงื่อนไขต่างจากห้องปฏิบัติการที่เราควบคุมสิ่งต่างๆได้ (เกือบ/ ทั้งหมด)

ผมมองว่าเราไม่ได้สร้างวัฒนธรรมตรงนี้มากกว่า ซึ่งมันจะย้อนกลับไปสู่สิ่งที่ท่านคนธรรมดาเล่ามาในบันทึกนี้

เมื่อเราบอกตัวเองว่าเราได้บรรลุถึงความสุดยอดทางด้านความรู้แล้ว เราก็จะถูกนำไปไว้บนหิ้ง อยู่กับปริยัติเพียงอย่างเดียว จะปฏิบัติบ้างก็แค่ผิวๆ หรือในสภาพแวดล้อมที่เราเป็นคนกำหนด

ท่องเอาไว้ว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิบัติ .........

ทีมเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้หากเราต้องการนำความรู้ลงไปสู่การปฏิบัติในระดับที่ใหญ่ขึ้น

การสร้างเครือข่าย

เราเอง

คุณ wwibul ครับ

ผมชอบหรือจะเรียกว่านิยมทำในแนวทางการแบ่งงานกันตามความถนัดครับ คนเรารู้และเชี่ยวชาญในด้านที่ต่างกันครับ

ผมโชคดีที่มีทีมงานที่รู้ใจ อย่างเช่นวันนี้ ผมอยู่ที่โรงแรมที่อ่าวลึก นั่งทำงานเอกสาร TQA/PMQA และ standby กรณีมีข้อที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย ก็จะเข้าไปถึงโรงงานภายในครึ่งชั่วโมง

ทีมงานผมเขาไม่ได้เรียกร้องให้ผมต้องไปที่โรงงานด้วย แต่เมื่อเขาต้องการผม ผมก็จะเข้าไปเจอในทันที

บางที่เขาก็ต้องการผม เพื่อความอุ่นใจ มั่นใจ มากกว่า ว่าเขาได้รับการสนับสนุน ไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้แก้ปัญหาตามลำพัง (ฮา.. ผมยังไม่มั่นใจเลยว่าหากเกิดปัญหาแล้วจะแก้ได้หรือไม่)

มีหลายคนที่พยายามจะเปรียบเทียบเวลาทำงานที่เท่ากันว่าเป็นการแบ่งงาน อาจใช้ได้ในบางกรณี หากเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะเฉพาะมาก แต่ในกรณีที่ทักษะมีส่วนสำคัญมากคงใช้ไม่ได้

หากเรายอมรับกัน ดูผลลัพธ์ของความสำเร็จที่ทันเวลา เป็นไปตามเป้าหมาย เกิดความสุขความพอใจด้วยกันทั้งหมดก็น่าจะดีครับ

 

พี่เน็กครับ

ตกลงครับ ท่องก็ท่อง ปริยัติ..ปฏิบัติ..ปริยัติ..ปฏิบัติ.. และก็ทำ..ทำ..ทบทวน..ทบทวน..ทำใหม่..ทำใหม่..คิดใหม่..คิดใหม่..ทำอีก..ทำอีก ไปหลายๆรอบกันดีกัวครับ

ผมก็รู้แต่ว่า..เส้นทางที่ผมเดิน..มันทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตผมมีค่า..มีประโยชน์ต่อคนอื่นบ้าง

คนไม่มีเครือข่าย ทำงานใหญ่แบบต้นทุนต่ำไม่ได้หรอกครับ

ผมว่า เราต้องรู้ทั้งการให้และการรับ รับมาแล้วก็ให้ไปต่อ เกิดห่วงโซ่แห่งความเอื้ออาทรต่อไป

หายใจร่วมกัน ใช้น้ำร่วมกัน สิ่งมีชีวิตบนโลกล้วนเป็นเช่นนี้ มิใช่หรือ??

Ico48
Our Shangri-La (Recent Activities)
12 March 2010 00:06
#55257

๕๕๕๕๕

ถ้ามัวแต่ท่องอย่างเดียวไม่ได้ลงมือปฏิบัติก็เหมือนเด็กที่ท่องสูตรคูณเหมือนนกแก้วนกขุนทองนั่นแหละครับ

ท่องเอาไว้ให้ระลึกอยู่เสมอว่าว่าจะทำด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียวไม่ได้ ระหว่างกระบวนการเปลี่ยนทั้งสองก็ต้องมีกระบวนการทบทวนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ปฏิบัติอย่างเดียวเมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็ไม่มีอะไรให้เป็นแนวทาง เราจะหลงทางก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติมหรือต้องกลับมาปริยัติอีกรอบ เมื่อมีองค์ความรู้พอที่จะนำทางได้ก็ปฏฆิบัติต่อ เป็นวงไปเรื่อยๆ หรือทั้งสองอาจจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันก็ได้ ท้ายสุดก็จะนำไปสู่ปฏิเวท

เที่ยงมีประชุมรออยู่รีบไปนิดนึงครับ ยังไม่ได้ทวนอีกรอบ พอมาอ่านแล้วรู้ว่าตกไปหลายส่วนเลย

เราต้องเปลี่ยนแนวคิดการทำวิจัยที่เน้นการค้นหาองค์ความรู้มาเป็นการวิจัยที่นำไปสู่การใช้ได้จริงในทางปฏิบัติให้มากขึ้น

ที่ผ่านมาหลายสิบปีเราทำวิจัยแล้วขึ้นหิ้งไม่ได้นำมาเผยแพร่ ไม่ได้นำไปใช้จริง สิ่งที่เราต้องทำก็คือการทำ meta analysis (การวิเคราะห์อภิธาน) องค์ความรู้ที่มี ที่ผ่านมา ว่ามีอะไรบ้างแล้ว อะไรที่ยังขาด อะไรที่มีแล้ว อะไรที่ซ้ำซ้อน ผลเป็นอย่างไร นำไปใช้จริงเท่าไหร่

เราอาจจะพบว่าในบางเรื่ององค์ความรู้มันล้นแล้วก็ได้

เครือข่ายเป็นเรื่องสำคัญอย่างที่ท่านคนธรรมดา ย้ำนั่นแหละครับ ทำอย่างไรให้เกิดเครือข่ายที่เป็นต้นทุนให้ครับ ก็ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรม เปลี่ยนความคิดที่ว่า เราสุดยอดทางปริยัติแล้วก็อยู่บนยอดปกป้องตนเองจากความผิดพลาด ปกป้องตนเองจากความกลัว กลัวผิดพลาด กลัวว่าตัวเองจะไม่รู้ กลัวเสียหน้า ...

ต้องเดินลงมาร่วมเป็นเกลียว เป็นสายใยของเครือข่าย

ซึ่งการเข้าสู่เครือข่าย สร้างเครือข่ายก็ต้องหมายความว่าเราต้องมีอะไรที่จะ "ให้" มากกว่าที่จะ "เอา" การวิจัยในปัจจุบันเป็นงานวิจัยที่มุ่งเน้นที่จะ "เอา" มากกว่าการ "ให้" 

สำหรับมือใหม่หัดขับก็ต้องอาศัยผู้มากประสบการณ์ผู้มากเครือข่ายเป็นโค้ชให้

ลองตั้งคำถามกับตัวเองเล่นๆ  ว่า ม.อ. ตั้งมา ๔๐ กว่าปีแล้ว แล้ว เราได้ตอบแทนชุมชน รอบข้างอย่างไรบ้าง? เราได้ให้อะไรกับชุมชนบ้าง นอกเหนือจากที่เก็บค่าเทอมลูกหลานชุมชน นอกเหนือจากตึกรามที่นับวันจะผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด

ทุ่งรี ปุณกัณฑ์ ที่อยู่ชิดติดรั้ว ม.อ. ได้รับการตอบแทน ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนา ขับเคลื่อนชุมชนอย่างไรบ้าง

"ประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง" ถูกนำมาสู่การปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน

ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราได้ให้อะไรตอบแทนกับประเทศชาติบ้างแล้ว?

คุณค่าของเราแท้จริงแล้วอยู่ที่ไหน

เราจะเป็นนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในรั้ว หรือจะเป็นนักวิชาการที่เชี่ยวชาญทั้งนอกและในรั้ว

ทำอย่างไรถึงจะเร่งให้เกิดกระบวนคิดที่จะ "ให้" ให้เกิดเร็วขึ้นก่อนจะเข้าใกล้ ๖๐

ความสุขที่แท้จริงคืออะไร?

เราเอง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.235.85.115
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ