นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

Page Visits: 8943
comment: 6

ล้างปั๊มส่งน้ำมันไบโอดีเซล

  ผมค้างเรื่องที่ต้องเล่าเรื่องนี้ไว้เกือบเดือนแล้ว วันนี้ตัดสินใจไม่เลื่อนเวลาบันทึกอีกแล้ว 
เจ้าตั๊กแตนผมมีอาการไม่สบายหนักอีกครั้งเมื่อ 7 ก.ค. 2552 ที่ผ่านมา โดยมีอาการสตาร์ทไม่ติด นอนแหง๋แก๋อยู่ที่แถวร้านหลานตาชู เลยต้องลากมาเข้าศูนย์ที่หาดใหญ่ ใช้บริการรถลากที่ผ่านประกันรถยนต์ ต้องถอดเพลากลางออกก่อนลาก ราคา 3,000 บาท หากใช้บริการแบบยกรถขึ้นทั้งคัน ราคาคงประมาณ 6,000 บาท
 นายโจ้ผู้ชำนาญการในการติดตามการแก้ปัญหาที่เกิดกับเครื่องยนต์ ได้รับมอบหมายให้เรียนรู้เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง (เราได้แลกเปลี่ยนความรู้ให้กับช่างด้วย) ก็โทรฯคุยกับผมว่า เปลี่ยน suction control valve ไปแล้วตัวหนึ่ง แต่ยังไม่หาย ช่างคิดว่ามาจากปั๊มมากกว่าหัวฉีด บอกว่าปั๊มใหม่ราคาประมาณ 40,000 บาท ปั๊มแลกเปลี่ยนราคาประมาณ 14,000 บาท (DENSO เป็นผู้จำหน่ายปั๊ม) ผมเสนอให้แกะปั๊มมาทำความสะอาด ได้รับคำตอบว่าปกติปั๊มนี้จะแกะโดยบริษัท denso เท่านั้น และหากแกะเองและเกิดความเสียหาย ก็จะใช้ปั๊มแลกเปลี่ยนไม่ได้  ผมก็ตัดสินใจให้แกะปั๊มออกดู (โดยทีมช่างผู้สมัครใจจะแกะ) เพราะโดย common sense ผมบอกว่าไม่น่ามีหลักการพิเศษมากมายนัก แม้ว่าจะมีคำเตือนว่าต้องรู้ค่า torque ในการประกอบปั๊มที่ถูกต้องด้วย 
ผลก็คือเราได้ถอดปั๊มมาทำความสะอาด และเรียนรู้พร้อมกันไป โดยนายโจ้ได้ถ่าย VDO ไว้ด้วย (ถูกใจผมมาก ขอบคุณนายโจ้ไว้ตรงนี้) ผมคิดว่าช่างได้พบว่ามีคราบเหนียวสีน้ำตาลเกาะอยู่เต็มไปหมด และคิดว่าแย่แน่แล้วคงล้างยากมาก แต่นายโจ้บอกว่าจะเอาไปล้างน้ำดูและล้างออกได้หมดจด ตรงนี้คงเปิดมุมมองด้านไบโอดีเซลให้แก่ช่างกลุ่มนี้ และผมหวังว่าเขาจะไปบอกต่อ และทำให้คลายความกังวลในด้านการใช้ไบโอดีเซลกันไปบ้าง
 ผลการซ่อมสุดท้ายผมจ่ายค่าซ่อมไปไม่เกิน 1,800 บาท (ค่าลากรถแพงกว่า) แต่สิ่งที่ผมได้มากก็คือความรู้ความเข้าใจ ที่ผมไม่รู้จะหาจากที่ไหน นอกจากทดลองกับตัวเอง 
ในเวลาไม่นานนัก รถ VIGO ที่ใช้ไบโอดีเซลคู่กันมากับเจ้าตั๊กแตนก็มีอาการเดียวกันที่ จ.กระบี่ ปัจจัยป่วยมี incident ร่วมกันอย่างหนึ่งคือไปกินอาหารผิดสำแดง คือไปกิน B5 แทน B100 ทั้งเจ้าตั๊กแตน (ไปเที่ยวเกาะลันตา) และ VIGO (ไปราชการ) ผมเพียงตั้งขอสังเกตไว้เท่านั้น ไม่ได้ระบุว่าเป็นสาเหตุหลัก
  เจ้า VIGO ก็เข้าศูนย์ฯและล้างปั๊ม อาการก็หายเหมือนเจ้าตั๊กแตน 
เหตุการณ์นี้เราตั้งโจทย์เกี่ยวกับการใช้ไบโอดีเซลขึ้นมาอีก 1 หัวข้อว่า กลีเซอรอลที่เราเห็นตกค้างนั้นมาจากไหน? เป็น free glycerol ที่ไม่ละลายเมื่อผสมกับ B5 หรือเป็นกลีเซอรอลที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อเติมไบโอดีเซลเข้าไปในถังเก็บเชื้อเพลิง ตอนนี้เราเริ่มทดลองหาสาเหตุกันไปแล้วครับ
 filter 3 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าปัญหาการใช้ไบโอดีเซลมาจากสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในไบโอดีเซล เช่น กลีเซอรอล และ สบู่ อาจรวมน้ำเข้าไปด้วย ปัญหาที่เกิดจะอยู่ที่ระบบส่งจ่ายน้ำมัน เช่นกรองจากถังน้ำมันเชื้อเพลิง ไส้กรองน้ำมัน ปั๊มส่งจ่ายน้ำมัน และเรื่องเหล่านี้สามารถดูแลและแก้ไขได้ เช่น ทำความสะอาดในช่วงเวลาที่กำหนด โดยมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงเกินไปนัก 
เรียนรู้จากความผิดพลาด เรียนรู้จากการทำ trial-error จากการปฏิบัติจริง แล้วแลกเปลี่ยนกันไป น่าจะเป็นหนทางหนึ่งของ วิถีไทยเข้มแข็ง ครับ (55555 ขอแถมเพื่อมิให้ตก trend)
 ผม..เอง
หมวดหมู่บันทึก: วิจัย - วิจัยสถาบัน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 02 สิงหาคม 2552 12:10 แก้ไข: 02 สิงหาคม 2552 12:10 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
Flowers
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

comment

อยากจะบอกอาจารย์ ว่าผมก็ชอบใช้รถเก่าๆ

สนุกกับการซ่อมแซมแก้ปัญหา อันไหน DIY ได้ก็จะภูมิใจ

เสียดาย ที่เป็นรถเบนซิน เลยไม่ได้ลองใช้ไบโอดีเซล ไม่งั้นคงได้มีอะไรมาแลกเปลี่ยนบ้าง

Ico48
ศุภชัย [IP: 118.175.86.67]
10 สิงหาคม 2552 13:19
#47208
สุดยอดแห่งวิชาครับจารย์ ต้องขอบคุณช่างโจ้อย่างยิ่ง ที่มีวิญญาณของผู้ใฝ่รู้ ไม่ยึดติดกับชุดความรู้เดิม เราจะได้แลกเปลี่ยนกัน ผมเป็นศิษย์ไบโอฯ รุ่น 4 เรียนมายังไม่ได้ทำสักที แต่ก็มีความเข้าใจ Bio พอสมควร วันไหนที่ผมได้ลองมั่ง จะเอามาแลกกัน
Ico48
ผู้สนใจ [IP: 203.146.104.42]
24 สิงหาคม 2552 10:05
#47594

จากการค้นข้อมูลขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซล

A. การผลิตไบโอดีเซลช่วงแรก

ใช้น้ำมันพืช (น้ำมันมะพร้าว) 3 ส่วน ผสม น้ำมันก๊าด 1 ส่วนได้เป็นไบโอดีเซล ส่วนใหญ่นำไปใช้กับเครื่องยนต์เล็ก ผลการใช้ ก็ใช้ได้ กลิ่นไอเสียหอมดี แต่ใช้ไปสักระยะ มีปัญหาจากยางเหนียวไปติดชิ้นส่วนเครื่องยนต์ รวมทั้งมีไขพอกในถังและอุดตันในระบบเชื้อเพลิง ผู้ทดลองใช้ในรถยนต์บางรายได้ทำท่ออุ่นให้ไขละลายไว้ด้วย

: น้ำมันพืช เมื่อเย็นจะเป็นไข ต้องอุ่นให้ร้อนจึงละลายเป็นน้ำมัน ขณะที่ละลายพวกไขและยางเหนียวบางส่วนจะอุดตันที่กรองเชื้อเพลิงบางส่วนจะผ่านไปสะสมอุดตันที่ปั้ม/หัวฉีดจนเครื่องยนต์ทำงานต่อไปไม่ได้

เครื่องยนต์รุ่นเก่าจะเริ่มต้นมีปัญหาจากการอุดตันที่กรอง, ถ้าเป็นเครื่องยนต์แบบคอมมอนเรล อาจจะเริ่มต้นที่ระบบปั้มสร้างแรงดัน 

B. ขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซลที่พัฒนามากขึ้น มีดังนี้

1.Pre-treatment = สกัดยางเหนียว สิ่งสกปรก และน้ำ ออกจากน้ำมันปาล์มดิบ : โดยเติมกรดซัลฟูริก, กรดฟอสฟอริก และเมทานอล

2.Reaction Step = กระบวนการทำปฏิกิริยา Transesterification : โดยเติมเมทานอลหรือเอทานอล พร้อมทั้งสารเร่งปฏิกิริยา เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ ภายใต้อุณหภูมิสูง จะได้ เมทิลเอสเตอร์ หรือ เอทิลเอสเตอร์ (Bio-Diesel) และ กลีเซอรีนประมาณร้อยละ 10 ซึ่งจะถูกแยกออกจากไบโอดีเซล หลังจากที่ปล่อยให้เกิดการแยกชั้น ประมาณ 3-4 ชั่วโมง

3.Washing = นำไบโอดีเซลไปล้างน้ำเพื่อกำจัดกลีเซอรีน และสารปนเปื้อนอื่นๆ ที่ละลายน้ำได้

4.Methanol Recovery = กระบวนการกลั่น เพื่อดึงเมทานอลที่เหลือจากปฏิกิริยากลับมาใช้ใหม่

5.Drying = กำจัดน้ำออกจากไบโอดีเซล จะได้ไบโอดีเซลออกมา

กลีเซอรีนที่ได้ จะผ่านกระบวนการให้บริสุทธิ์มากขึ้น เพื่อใช้สำหรับงานเภสัชกรรม

· Glycerin Evaporation Unit = ทำกลีเซอลีนให้บริสุทธิ์ที่ 80% (Technical Grade)

· Glycerin Distillation Unit = กระบวนการทำกลีเซอลีนบริสุทธิ์ที่ 99.7% (Pharmaceutical Grade)

พิจารณาขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซลจะมีความเสี่ยงในการใช้ที่มีปัญหากันจากสาเหตุหลักดังนี้

- ไข/ยางเหนียว ถ้ากำจัดไขออกไปไม่หมด จะอุดตันในระบบเชื้อเพลิงได้

- เอทานอล ถ้าเจือปนจะทำให้การเผาไหม้ผิดปกติเข้าใจว่าเป็นตัวที่ทำให้ CAT พัง และเอทานอลอาจจะกัดกร่อนทำให้ชิ้นส่วนสึกหรอ/เกิดสนิมและไปอุดตันในระบบเชื้อเพลิง 

ประเด็นที่อาจมีผล (ตามปริมาณเจือปนมากแค่ไหน)

 -  กรดซัลฟูริก (ที่ใช้กำจัดยางเหนียว) ถ้าเจือปนจะกัดกร่อนชิ้นส่วนต่างๆได้มาก

- โซดาไฟ (ใช้เร่งกิริยา) ถ้าเจือปนไปด้วยจะกัดกร่อนชิ้นส่วนต่างๆได้เหมือนกับกรด

-  น้ำ ถ้าเจือปนไปด้วยจะทำให้การเผาไหม้ผิดปกติ, ทำให้ชิ้นส่วนสึกหรอเกิดสนิมและไปอุดตันในกรองเชื้อเพลิง ถ้าน้ำผ่านกรองเชื้อเพลิงไปได้ (ดักไม่หมด) จะทำให้ชิ้นส่วนปั้มเชื้อเพลิง/หัวฉีดสึกหรอเกิดสนิม แล้วไปอุดตันหัวฉีด

ข้อเสนอแนะ

ถ้าการผลิตไบโอดีเซลใช้วิธีการกลั่นแบบเดียวกับการผลิตจากปิโตรเลียม น่าจะดีกว่า มั่นใจได้ 100 % ซึ่งควรจะได้น้ำมันเชื้อเพลิงล้วนๆ สารที่เป็นไข/ยางเหนียวคงจะแยกไปเป็นแบบเดียวกับยางมะตอย (โดยไม่ต้องนำกรดผสมและไม่ต้องล้างน้ำ)

 

Ico48
N0.3 (แก้ไข) [IP: 203.146.104.42]
28 สิงหาคม 2552 13:24
#47741
A. การผลิตไบโอดีเซลช่วงแรกใช้น้ำมันพืช (น้ำมันมะพร้าว) 3 ส่วน ผสม น้ำมันก๊าด 1 ส่วนได้เป็นไบโอดีเซล ส่วนใหญ่นำไปใช้กับเครื่องยนต์เล็ก ผลการใช้ ก็ใช้ได้ กลิ่นไอเสียหอมดี แต่ใช้ไปสักระยะ มีปัญหาจากยางเหนียวไปติดชิ้นส่วนเครื่องยนต์ รวมทั้งมีไขพอกในถังและอุดตันในระบบเชื้อเพลิง ผู้ทดลองใช้ในรถยนต์บางรายได้ทำท่ออุ่นให้ไขละลายไว้ด้วย: น้ำมันพืช เมื่อเย็นจะเป็นไข ต้องอุ่นให้ร้อนจึงละลายเป็นน้ำมัน ขณะที่ละลายพวกไขและยางเหนียวบางส่วนจะอุดตันที่กรองเชื้อเพลิงบางส่วนจะผ่านไปสะสมอุดตันที่ปั้ม/หัวฉีดจนเครื่องยนต์ทำงานต่อไปไม่ได้: เครื่องยนต์รุ่นเก่าจะเริ่มมีปัญหาจากการอุดตันที่กรอง,: ถ้าเป็นเครื่องยนต์แบบคอมมอนเรล อาจจะเริ่มมีปัญหาที่กรอง/ระบบปั้มสร้างแรงดัน  B. ขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซลที่พัฒนามากขึ้น มีดังนี้1.Pre-treatment = สกัดยางเหนียว สิ่งสกปรก และน้ำ ออกจากน้ำมันปาล์มดิบ : โดยเติมกรดซัลฟูริก, กรดฟอสฟอริก และเมทานอล 2.Reaction Step = กระบวนการทำปฏิกิริยา Transesterification : โดยเติมเมทานอลหรือเอทานอล พร้อมทั้งสารเร่งปฏิกิริยา เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ ภายใต้อุณหภูมิสูง จะได้ เมทิลเอสเตอร์ หรือ เอทิลเอสเตอร์ (Bio-Diesel) และ กลีเซอรีนประมาณร้อยละ 10 ซึ่งจะถูกแยกออกจากไบโอดีเซล หลังจากที่ปล่อยให้เกิดการแยกชั้น ประมาณ 3-4 ชั่วโมง3.Washing = นำไบโอดีเซลไปล้างน้ำเพื่อกำจัดกลีเซอรีน และสารปนเปื้อนอื่นๆ ที่ละลายน้ำได้ 4.Methanol Recovery = กระบวนการกลั่น เพื่อดึงเมทานอลที่เหลือจากปฏิกิริยากลับมาใช้ใหม่ 5.Drying = กำจัดน้ำออกจากไบโอดีเซล จะได้ไบโอดีเซลออกมากลีเซอรีนที่ได้ จะผ่านกระบวนการให้บริสุทธิ์มากขึ้น เพื่อใช้สำหรับงานเภสัชกรรม· Glycerin Evaporation Unit = ทำกลีเซอลีนให้บริสุทธิ์ที่ 80% (Technical Grade) · Glycerin Distillation Unit = กระบวนการทำกลีเซอลีนบริสุทธิ์ที่ 99.7% (Pharmaceutical Grade)พิจารณาขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซลจะมีความเสี่ยงในการใช้ที่มีปัญหากันจากสาเหตุหลักดังนี้- ไข/ยางเหนียว ถ้ากำจัดไขออกไปไม่หมด จะอุดตันในระบบเชื้อเพลิงได้- เอทานอล ถ้าเจือปนจะทำให้การเผาไหม้ต่างไปจากปกติ (เข้าใจว่าเป็นตัวที่ทำให้ CAT พัง) และเอทานอลอาจจะกัดกร่อนทำให้ชิ้นส่วนสึกหรอ/เกิดสนิมและไปอุดตันในระบบเชื้อเพลิง ประเด็นอื่นที่อาจมีผลกับเครื่องยนต์ (ตามปริมาณที่เจือปนในเชื้อเพลิงมากแค่ไหน)-  กรดซัลฟูริก (ที่ใช้กำจัดยางเหนียว) ถ้าเจือปนจะกัดกร่อนชิ้นส่วนต่างๆได้มาก - โซดาไฟ (สารที่ใช้เร่งกิริยา) ถ้าเจือปนไปด้วยจะกัดกร่อนชิ้นส่วนต่างๆได้เหมือนกับกรด-  น้ำ ถ้าเจือปนไปด้วยจะทำให้การเผาไหม้ผิดปกติ, ทำให้ชิ้นส่วนสึกหรอเกิดสนิมและไปอุดตันในกรองเชื้อเพลิง ถ้าน้ำผ่านกรองเชื้อเพลิงไปได้ (ดักไม่หมด) จะทำให้ชิ้นส่วนปั้มเชื้อเพลิง/หัวฉีดสึกหรอเกิดสนิม แล้วไปอุดตันหัวฉีดข้อเสนอแนะถ้าการผลิตไบโอดีเซลใช้วิธีการกลั่นแบบเดียวกับการผลิตจากปิโตรเลียม น่าจะดีกว่า มั่นใจได้ 100 % ซึ่งควรจะได้น้ำมันเชื้อเพลิงล้วนๆ สารที่เป็นไข/ยางเหนียวคงจะแยกไปเป็นแบบเดียวกับยางมะตอย (โดยไม่ต้องนำกรดผสมและไม่ต้องล้างน้ำ)
Ico48
OcCur [IP: 222.123.240.15]
01 พฤศจิกายน 2552 22:08
#50233

จากที่เคยลอง นำไบโอดีเซล มาทดลองดูเล่นๆ นะครับ

โดย ใส่ไว้ใน บีกเกอร์ ระบบเปิด และให้ความร้อน 

 เป็นครั้งคราว ประมาณ 2 เดือนให้หลัง

สังเกตุได้ว่ามีคราบ ดำๆ เกาะตามก้นของบีกเกอร์ ครับ

 คงคล้ายๆกับ ตะกอนทีเกิดขึ้น ภายในถังน้ำมันเชื้อเพลิง

อาจจะเกิดจาก hydrolysis หรือปล่าว ครับ อาจารย์

(ยังทดลอง ไม่สำเร็จ ก็ชีพจรลงเท้า เสียก่อนครับ)

ผมคงวิเคราะห์ได้ไม่ชัดนะครับคุณ OcCur เพราะตัวแปรมันมาก เช่น ผมไม่รู้ว่าไบโอดีเซลที่ทำบริสุทธิ์เพียงใด เกิด oxidation ต่อหรือไม่ วัตถุดิบเริ่มต้นเป็นอะไร ไบโดเซลล้างสะอาดหรือไม่ ซึ่งมีผลทั้งหมดเลย

ขอให้ทดลองต่อไปนะครับ ในอนาคตเราคงต้องใช้ครับ 

 

Comment on this Post

Name:
Email:
IP Address: 3.95.131.208
Message:  
Load Editor
   
Cancel or