นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1596
ความเห็น: 4

โฉมหน้าใหม่การบริการวิชาการ...บทเรียนจาก UKM 24

จะทำอย่างไร...ให้เราสามารถสร้างโมเดล win-win-win ชุมชน-มหาวิทยาลัย-อาจารย์

จากบันทึกที่แล้ว "เก็บตกงาน UKM ครั้งที่ 24" ในประเด็นการบรรยายของ ศ.ยง ภู่วรวรรณ ซึ่งเป็นงานภาคเช้า งานภาคบ่ายเป็นการนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อย ด้านการบริหารจัดการ การวิจัย การประกันคุณภาพการศึกษา และการบริการวิชาการ

ผมได้รับมอบหมายจากท่านรองอธิการบดีวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ให้เข้าร่วมสังเกตการณ์และเก็บเกี่ยวความรู้ในหัวข้อการบริการวิชาการ ซึ่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจมากเพราะเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับชุมชนและสังคม ซึ่งอยู่ในกระแสสนใจของพวกเราชาววิทยาเขตสุราษฎร์ธานี

การเสวนาเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวสมาชิกแต่ละคนและการนำเสนอบทเรียนจากการดำเนินงานในโครงการบริการวิชาการในแง่มุมต่างๆ และหลังจากนำเสนอแต่ละท่านเสร็จก็จะมีการพูดคุย ซักถาม และเสนอแนะกับพอหอมปากหอมคอ และเมื่อนำเสนอเสร็จทุกโครงการแล้ว ก็ร่วมกันสรุปบทเรียนที่ได้เรียนรู้ในการเสวนาครั้งนี้

ผมประทับในการนำเสนอหลายๆ เรื่องด้วยกัน และระหว่างการฟังก็ได้คิดไปด้วยว่าจะนำแนวคิดต่างๆ มาใช้ประโยชน์กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อย่างไร อาทิ ผศ.ดวงจันทร์ นาชัยสินธ์ จาก คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำเสนอเรื่องการสร้าง brand ขอนแก่น เพื่อช่วยขายสินค้า OTOP ของจังหวัด อาจารย์เริงชัย นิลโคตร จากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เปลี่ยนปัญหาผักตบชวาเต็มคลองรอบวิทยาเขตศาลายาเป็นโอกาสในการสร้างรายได้และความเข้มแข็งของชุมชน อาจารย์สรัญญา ภัคดีสุวรรณและคณะที่ประยุกต์ “ฮูปแต้ม” จิตกรรมฝาผนังมาสร้างสรรค์เป็นสินค้าร่วมสมัยสร้างคุณค่าตามแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy) ดร. นลินทรัตน์ อภิชาตและคณะ จากมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการและครอบครัวคนพิการโดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนา ผศ.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ใช้หลักตลาดนำ (Market-led approach) ในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากส้มโอเป็นแยมแสนอร่อย (ถ้าได้ชิมด้วยน่าจะดีกว่านี้มั๊กๆ) และ รศ.วาริน อินทนา จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ชี้ให้เห็นว่า เป็นไปได้ที่เราสามารถรับใช้ชุมชนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนไปพร้อมๆกับการสร้างบัณฑิตระดับปริญญาโทและเอก ที่มีคุณภาพและสร้าง papers ระดับนานาชาติ ไปพร้อมๆ กัน (win-win-win) และ อาจารย์ชาญณรงค์ วิเศษสัตย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด ที่แสดงให้เห็นจิตวิญญาณของความเป็นครูและนักพัฒนาในขณะเดียวกัน โดยการพัฒนาความเป็นครูของนักศึกษาครุศาสตร์โดยใช้กระบวนการจิตศึกษาสู่การบริการวิชาการ

หลังจากการนำเสนอ สมาชิกในกลุ่มก็ช่วยกันสรุปประเด็นจากการนำเสนอ และ อาจารย์เริงชัย นิลโคตร จากมหาวิทยาลัยมหิดล ช่วยเขียน my map เชื่อมโยงแต่ละประเด็น ซึ่งทำให้เห็นภาพต่างๆ ชัดเจนมากขึ้น

ประเด็นแรก คือ เรื่องของคุณลักษณะหรือนิยามของคำว่า “บริการวิชาการ” ซึ่งที่ประชุมให้ความหมายว่า การบริการวิชาการเป็นเรื่องของการสร้างหรือพัฒนาสิ่งที่เกิดประโยชน์หรือคุณค่าและมีลักษณะเป็นรูปธรรมด้วย เป็นการร่วมแก้ไขปัญหาชุมชนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม เป็นลักษณะ issue based ที่ตั้งอยู่บนวิถีชีวิตของคนในชีวิตและต้องเป็นความต้องการของชุมชน

ประเด็นที่สอง เป็นเรื่องของกระบวนการ ข้อสรุปหนึ่งที่ได้ คือ การบริการวิชาการที่ดีน่าจะมีลักษณะเป็น research based ใช้เครื่องมือ อาทิ PAR, Action and Learning Research เป็นต้น การบริการวิชาการเป็นกระบวนการที่ต้องการยืดหยุ่นและนักวิจัยต้องปรับตัวให้เข้ากับบริบทชุมชน

การบริการวิชาการเป็นการประยุกต์ใช้ความรู้และมีลักษณะของการบูรณาการที่หลากหลายอาทิ การบูรณาการกับเครือข่ายต่างๆ องค์กรในระดับต่างๆ และภาคีอื่นๆ และมีลักษณะที่บูรณาการกับภารกิจมหาวิทยาลัยหรือความเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย กล่าวคือ การบริการวิชาการเป็นมิติหนึ่งที่อยู่ร่วมกันอย่างลงตัวกับภารกิจการเรียนการสอนและการวิจัย

การบริการวิชาการต้องการนโยบายที่เปิดกว้างจากผู้บริการมหาวิทยาลัย การทำงานนอกจากต้องการความต่อเนื่องในแง่ของนโยบายแล้วนั้น ยังต้องการความต่อเนื่องจากนักบริการวิชาการอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากกว่าการ “พัฒนา” จะเป็นรูปเป็นร่าง อาจต้องใช้ระยะเวลาหลายปี ถ้าหมดใจซะก่อน งานที่ทำมาทั้งหมดอาจไร้ความหมาย

ประเด็นที่สาม คือ ประโยชน์ของการบริการวิชาการ ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนแล้วนั้น ยังช่วย empower ทั้งชุมชนและนักวิชาการ นักวิชาการเอง และถ้าออกแบบการวิจัยดีๆ อาจได้งานวิจัยดีๆ ที่สามารถตีพิมพ์ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ หรืออาจได้ลิขสิทธิ์ เช่น ลายผ้า หรือสูตรอาหาร เป็นต้น

ประเด็นที่สี่ คือ ปัญหาและข้อจำกัดในการบริการวิชาการ อาทิ ความไม่รู้ของทั้งนักบริการวิชาการและความไม่รู้ของชุมชน และบางชุมชนไม่เปิดรับ และคนในชุมชนอาจคุ้นชินกับวิถีชีวิตแบบเดิมๆ จนไม่อยากจะเปลี่ยนแปลง นักวิชาการเองก็อาจจะไม่เกาะติด ไม่มุ่งมั่น บางคนไม่ชอบ ทำไม่เป็น ทำไปเพียงให้ผ่านการพ้นเลยไป

เวทีนี้มีการพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ทำงาน และสิ่งที่ดีๆ ที่สามารถจะนำกลับมาพัฒนามหาวิทยาลัยของเราได้ มหาวิทยาลัยในเครือข่ายน่าจะได้สิ่งดีๆ กลับไปพัฒนามหาวิทยาลัยต่อไป

ภารกิจบริการวิชาการอาจถูกมองว่าเป็นภารกิจแปลกแยก ไม่เข้ากับงานหลักอื่นๆ เช่น การเรียนการสอน และการวิจัย ที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นภารกิจของความเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ประเด็นที่ได้จากเวทีเสวนานี้และจากประสบการณ์ของผมเอง มองว่า ภารกิจบริการวิชาการ เป็นภารกิจที่แยกกันไม่ออกจากการเรียนการสอนและการวิจัย เป็นหนึ่งในวงจรที่ทำให้เราสามารถ practice "ผลการวิจัย" หรือเป็นภาคหนึ่งของการวิจัย และเป็นการการันตีผลไม้ความรู้ ที่เราจะนำกลับมาสอนนักศึกษาของเราต่อไป

ภาระกิจบริการวิชาการ ช่วยเติมเต็มภารกิจของอาจารย์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

วิทยาเขตสุราษฎร์ธานีมีแผนพัฒนาการเรียนการสอน การพัฒนางานวิจัย อาจจะถึงเวลาแล้ว ที่เราอาจจะร่างแผนบริการวิชาการที่มี output outcome ที่ต้องการอย่างชัดเจน ... คณะกรรมการบริการวิชาการ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการ implement แนวคิดทั้งหมด

จะทำอย่างไร...ให้เราสามารถสร้างโมเดล win-win-win ชุมชน-มหาวิทยาลัย-อาจารย์ ถ้าใครๆ ก็ได้ประโยชน์ งานต่างๆ น่าจะสำเร็จได้ง่ายดายมากขึ้น

 

ป.ล. ส่งงานอีกฉบับคับ ท้าวแชร์ พอแล้ว ลาก่อน UKM24 เจอกันใหม่ UKM25 :)

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 05 กุมภาพันธ์ 2557 10:15 แก้ไข: 05 กุมภาพันธ์ 2557 10:29 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 pompom, และ 9 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

เยี่ยมครับ ได้แนวทางในการทำบริการวิขาการเพิ่มครับ

my map = mind map

haha ขอบคุณครับ คนธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา

น่าจะ "ผังความคิด" ครับ ไม่ช่าย "แผนที่ของฉัน" :)

สิ่งสำคัญอยู่ที่เราได้แลกเปลี่ยนกันจริงๆ ขอบคุณสำหรับข้อสรุปทำให้เห็นเกลียวสว่านของการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องเกิดคุณค่าแห่งตนจากคุณค่างานที่ทำ ความยั่งยืนคือความต่อเนื่องจนเป็นวิถีชีวิตคนทำงานอย่างเราๆ ที่จริงใจกับภาคีความร่วมมือทุกฝ่าย

ด้วยความขอบคุณค่ะ

ยาดมเอง

ดีใจจังที่เห็น "ยาดม" ผู้คร่ำหวอดในวงการบริการจริงเข้ามาร่วม share

ขอบคุุณครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.232.53.231
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ