นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1934
ความเห็น: 2

การตีพิมพ์บทความวิชาการในวารสารระดับนานาชาติช่วยพัฒนาสังคมได้อย่างไร

สังคมของเราไม่ต้องมาบอบช้ำกับการ implement แนวคิดบางอย่างที่ยังไม่ "สุก พอ

ผมเคยคิดว่าการวิจัยและตีพิมพ์บทความวิชาการเป็น "หน้าที่" หนึ่งของอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประมาณว่าถ้าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ต้องเผยแพร่ผลงานวิชาการด้วย "ทำวิจัย" อย่างเดียวไม่พอ ต้อง "เผยแพร่" ด้วย และเหตุผลที่ผมเคยรับรู้ คือ การเผยแพร่ผลงานวิจัยโดยเฉพาะในระดับนานาชาติจะช่วยให้มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงมากขึ้นในระดับนานาชาติ ยิ่ง ranking มหาวิทยาลัยสูงขึ้น ก็ยิ่งน่าภาคภูมิใจที่ได้ทำงานในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และคิดว่าตัวเองน่าจะภูมิใจยิ่งขึ้นถ้าได้มีส่วนร่วมสร้างชื่อเสียงนั้นด้วยตนเอง

ท่าทีต่อเรื่องเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปบ้างครับเมื่อผมทำวิจัยอย่างเป็นชิ้นเป็นอันและมีความลึกซึ้งกับงานวิจัยมากขึ้น ผมก็เริ่มตั้งคำถามว่า function ของงานวิจัยและการเผยแพร่ผลงานวิจัยมีเพียงทำให้มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงมากขึ้นเท่านั้นหรือ อะไรบางอย่างทำให้ผมคิดว่าความพยายามและความทุ่มเททั้งหลายทั้งปวงของผมเพื่อจะได้ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติจะ "คุ้มค่า" หรือไม่

การขอตำแหน่งทางวิชาการสายสังคมศาสตร์น่าจะไม่จำเป็นต้องตีพิมพ์ระดับนานาชาติ ที่รับรู้มาก็คือ ผลงานตีพิมพ์ระดับชาติก็น่าจะขอตำแหน่งทางวิชาการได้แล้ว

นักวิชาการและนักคิดหลายคนโยนคำถามถึงประโยชน์จากเงินลงทุนของรัฐในการให้ทุนวิจัยที่ควรได้กลับคืนมา โดยให้ความเห็นว่านักวิจัยไทยน่าจะตีพิมพ์ผลงานวิจัยเป็นภาษาไทยเพื่อให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์บ้างหรือให้ความเห็นว่าไม่ควรเน้นการตีพิมพ์แต่เน้นการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเป็นสำคัญ

ขณะนั้นผมยังไม่มีคำตอบที่สร้างความลังเลให้ผม แต่อย่างไรก็ตามระหว่างทางที่สับสน ผมก็ยังคงมุ่งมั่นจะตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติเพียงเพราะอยากจะท้าทายตัวเอง

กระบวนการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติของนักวิจัยมือสมัครเล่นของผมก็คงไม่ต่างจากท่านอื่นๆ ครับ คือ เต็มไปได้ด้วย "ความท้าทาย" ซึ่งบางคนอาจสมัครใจเรียกว่า "ปัญหาและอุปสรรค" แต่ระหว่างที่ผมกำลังเดินอยู่บนทางเส้นนี้ คำตอบว่า "ทำไมต้องตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารระดับนานาชาติ" ก็เริ่มชัดเจนขึ้น

วารสารที่ผมตีพิมพ์ก็เป็นวารสารที่ผมอ่านเป็นประจำ ดังนั้นการตีพิมพ์บทความของผม อย่างน้อยแล้ว ก็เป็นโอกาสที่ผมจะ "ตอบแทน" นักวิจัยท่านอื่นๆ ที่ผมเคยได้เคยอ่านบทความของเขาเหล่านั้นในวารสารนี้ ถ้าไม่มีพวกเขาเหล่านั้นงานวิจัยของผมก็คงยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าที่เห็นในปัจจุบัน งานของพวกเขาเหล่านั้นช่วยให้ผมปรับนาฬิกาความรู้และปรับกระบวนทัศน์ที่ส่งผลให้ผมมีโจทย์วิจัยที่แหลมคมมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นคุณาปการณ์ อย่างยิ่งใหญ่ในการตีพิมพ์บทความในวารสารระดับนานาชาติเกิดจากความเอาจริงเอาจังของกระบวนการรีวิว (review) ของผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่เป็น editor และ reviewer ซึ่งผมคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นการตีพิมพ์ในวารสารระดับใดก็ตาม ถ้ากระบวนการรีวิวเข้มข้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น

สิ่งที่ผมเห็นอย่างชัดเจน คือ ประโยชน์ของการตีพิมพ์ไม่ได้เกิดขึ้นมากมายนัก "หลัง" จากได้รับการตีพิมพ์ แต่ประโยชน์เกิดขึ้นอย่างมหาศาล "ในกระบวนการ" ตีพิมพ์

งานบางชิ้นของผมถูก reject ครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนที่ในที่สุดแล้วก็ได้รับการตีพิมพ์ การถูกปฏิเสธครั้งแรกๆ ก็ท้อครับแต่หลังจากทำใจได้และกลับมาอ่านข้อเสนอแนะของบรรณาธิการและ reviewers จะพบว่างานของผมยังมีจุดบกพร่องอีกมากจริงๆ (ก็สมควรแล้วที่จะไม่ได้รับการตีพิมพ์) และเมื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงก็ทำให้บทความของผมหน้าตาดีขึ้นจริงๆ และในที่สุดก็ได้รับการตีพิมพ์ (ทุกชิ้นหลังจากปรับแก้ก็ส่งวารสารอื่นอีกครั้ง)

สำหรับคนที่เศร้าใจเพราะถูก reject และคิดจะถอยหลัง ลองคิดดูอีกครั้งนะครับ ว่าเราจะหาโอกาสดีๆ ที่ไหนอีก ที่นักวิจัยระดับ professor ระดับโลกบางคน จะมาอ่านงานของเราและ comments อย่างละเอียดให้โดยไม่คิดเงินคิดทอง และถึงแม้เราจะมีเงินจ้าง professor เหล่านั้นก็คงไม่รับจ้างทำให้ เราน่าจะมีไม่กี่ทางเท่านั้นแหล่ะที่จะเข้าใกล้คนดังเหล่านั้นได้นอกจากไปเป็นลูกศิษย์ คือ การส่งบทความไปตีพิมพ์หรือเข้าร่วม conference (ซึ่งมีค่าลงทะเบียนไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นบาท)

ผมเป็นนักวิจัยทางการจัดการองค์กร (organization management) ที่ทำงานบริการวิชาการให้คำปรึกษาหน่วยงานต่างๆ ดังนั้นงานวิจัยของผมจึงเกี่ยวข้องกับงานให้คำปรึกษาที่ทำอยู่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบางครั้งผมก็อยากลองนำแนวคิดบางอย่างของผมไปใช้จริงในหน่วยงานที่ผมให้คำปรึกษาอยู่ แต่คำถามที่สร้างความกังวลใจให้ผม ก็คือ แนวคิดของผม "สุก" พอหรือยังที่จะนำไปใช้จริง

มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ มีแนวโน้มที่จะมองข้ามข้อผิดพลาดของเราเองและด้วยความไม่ตั้งใจเราอาจจะมองไม่เห็นอะไรบางอย่างที่อาจจะสำคัญ ดังนั้นถึงแม้ว่าทำวิจัยและได้ข้อค้นพบบางอย่าง ผมก็ยังมีคำถามว่า ข้อค้นพบหรือสาระเหล่านั้นเป็นแนวคิดทฤษฏีที่ถูกต้องและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มเป้าหมายได้จริงๆ หรือ

จากคำถามดังกล่าว ผมพบว่า กระบวนการตีพิมพ์ช่วยไขข้อข้องใจได้ครับ โดย ผู้เชี่ยวชาญในสายวิชาชีพของเราในฐานะ editor และ reviewers จะช่วย validate แนวคิดหรือข้อเสนอของเราว่า "สุก" พอจะรับประทานได้หรือยัง ถ้ามีนักวิชาการในสายอาชีพเดียวกับเราอีก 3-4 คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและไม่รู้จักเรา (ไม่มี bias) ช่วย confirm ก็น่าจะทำให้เรามั่นใจมากขึ้นที่จะนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้งานจริง หรือบางทีผู้เชี่ยวชาญนั้นก็จะช่วยเราปรับปรุงแนวคิดของเราให้ดีขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

ดังนั้น ถ้าจะถามผมตอนนี้ว่า "การตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติช่วยพัฒนาสังคมได้อย่างไร" ผมคงจะตอบว่า นอกจากจะช่วยทำให้นักวิจัย "ฉลาดมากขึ้น" คิดงานดีๆ ที่จำไปสู่การประยุกต์ใช้ต่อไปแล้วนั้น ยังช่วย validate และปรับปรุงงานวิจัยจนได้งานที่ "ใช้งานได้" หรือแม้แต่ให้ข้อสรุปว่า "ใช้งานไม่ได้" ซึ่งเราก็จะนำข้อสรุปนั้นมาปรับปรุงงานของเราต่อไป ทำให้สังคมของเราไม่ต้องมาบอบช้ำกับการ implement แนวคิดบางอย่างที่ยังไม่ "สุก" พอ

ตอนนี้ความสุขของผมในฐานะนักวิจัยคงไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่งานวิจัยได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์อย่างเดียวแล้วครับ แต่การได้อ่าน comments ของผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่ editor และ reviewer ก็มีความสุขแล้ว บางคนอาจคิดว่าผมออกแนวซาดิสท์นิดหน่อยแต่ที่มีความสุขก็เพราะผมรู้ว่ากำลังเข้าใกล้การตีพิมพ์มากขึ้นอีกนิดแล้วครับ และการจะได้รับการตีพิมพ์ก็ได้ความมั่นใจว่าแนวคิดต่างๆ ของผมได้รับการยอมรับและเป็นบทพิสูจน์ว่าเป็น "ของจริง" ที่น่าจะนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสังคมได้ต่อไป

หมวดหมู่บันทึก: วิจัย - วิจัยสถาบัน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 12 มิถุนายน 2556 00:22 แก้ไข: 12 มิถุนายน 2556 00:38 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 DaDa, Ico24 Our Shangri-La, และ 6 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

งานที่ทำวิจัยอยู่ผมว่าน่าสนใจมาก ๆ

Organization Management

และที่ผมอยากเห็นคือการนำมาแนวคิดมาปฏิบัติ ให้จริงจัง แล้วสรุปผลการใช้งานอีกครั้ง

เป็นผลสรุปจากบริบทการใช้งานจริงในสังคมไทย

ซึ่งผมเคยเห็นว่า ที่ตะวันตกว่าดี แต่มาใช้กับไทยเราแล้วมันล้มเหลวโดยสิ้นเชิงนะครับ

เห็นด้วยกับอ.คนธรรมดา มากค่ะว่า งานวิจัย Organization Management ในบริบทของบ้านเรานี่น่าเผยแพร่มากๆ เพราะสังคมของเราไม่เหมือนใครอย่างมากจริงๆ การจะทำอะไรให้สำเร็จ (บริหารจัดการองค์กร) น่าจะต้องใช้ผลการวิเคราะห์วิจัยจากคนของเราจริงๆ จะไปหวังอิงทฤษฎีต่างชาติไหนๆ (แม้แต่ในเอเชียด้วยกัน) ยากมากค่ะ น่าจะเผยแพร่ในวารสาร international แล้วก็เอามาเขียนเป็นภาษาไทยเผยแพร่ให้ผู้บริหารองค์กรไทยเราได้อ่าน ได้เอาไปลองใช้กันด้วย เพื่อจะได้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปว่า ทำในบ้านเราแล้วเป็นยังไง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.234.214.179
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ