นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 20832
ความเห็น: 0

ตัวอย่างการเขียน "อภิปรายผลการวิจัย" ที่ใครๆ ก็ทำได้ง่ายๆ

ตัวอย่างของการเขียนอภิปรายผลการวิจัยในรูปแบบต่างๆ น่าจะทำให้นักศึกษา "เห็นภาพ" ชัดเจนขึ้น

บันทึกที่แล้ว ผมได้อธิบายหลักการพื้นฐานของการอภิปรายผลการวิจัย แต่นักศึกษาบางท่านอาจจะรู้สึกว่ายังไม่ “แจ่ม” งั้นบันทึกนี้เรามาต่อกันด้วย ตัวอย่างของเขียนการอภิปรายผลการวิจัยในรูปแบบต่างๆ ครับ จากตัวอย่างนี้ น่าจะทำให้นักศึกษา “เห็นภาพ” ชัดเจนขึ้น

โดยปกติเราอาจจะเห็น “การอภิปรายผล” เป็นหัวข้อที่ต่อจาก “ผลการวิจัย” แต่งานวิจัยบางชิ้นอย่างเช่นงานวิจัยที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้ได้รวมเอาหัวข้อผลการวิจัยและการอภิปรายผลไว้เป็นหัวข้อเดียวกัน ชื่อว่า “ผลการวิจัยและการอภิปรายผล”

ข้อความที่เป็นสีแดง คือ ข้อความที่เป็นส่วนของการอภิปรายผลการวิจัย ครับ

1. กรณีอภิปรายให้เหตุผลเพิ่มเติมโดยผู้วิจัย

ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ จำนวน 84 คน คิดเป็นร้อยละ 41.8 จะใช้งานคอมพิวเตอร์พกพาแต่ละครั้ง 3 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า ทั้งนี้เนื่องมาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา ซึ่งส่วนมากยังไม่สามารถหารายได้เองได้และยังไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน จึงทำให้ชั่วโมงการใช้งานแต่ละครั้งไม่มากเหมือนคนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน รองลงมาคือมีระยะเวลาการใช้งานอยู่ระหว่าง 4-6 ชั่วโมง มีจำนวน 70 คน คิดเป็นร้อยละ 34.8 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และมีผู้ที่ใช้งานวันละมากกว่า 6 ชั่วโมง มีจำนวนทั้งหมด 47 คน คิดเป็นร้อยละ 23.4 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด  จากประสบการณ์ของผู้วิจัยพบว่า ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงต่อวันนั้น อาจจะไม่ได้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา แต่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นเป็นหลัก และสำหรับนักศึกษาบางคนที่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมส์ เป็นหลัก จะมีชั่วโมงการใช้งานสูงกว่าผู้ใช้กลุ่มอื่นๆ อย่างมาก

ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยทางด้านช่องทางการจัดจำหน่าย มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อคอมพิวเตอร์พกพามาก โดยมีค่าเฉลี่ยทั้งหมด 3.67 และปัจจัยในแต่ละด้านของปัจจัยทางด้านช่องทางการจัดจำหน่าย พบว่า ร้านตัวแทนจัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ ความสามารถหาซื้อได้ง่ายและสะดวก และการสั่งซื้อจากบริษัทได้โดยตรงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อในระดับมาก แต่การที่สามารถสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ได้มีความสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อในระดับปานกลาง ทั้งนี้เป็นเพราะกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักศึกษาไม่ได้สนใจที่จะทำธุรกรรมการซื้อคอมพิวเตอร์พกพาผ่านทางอินเตอร์เน็ต

2. กรณีอภิปรายผลโดยการนำทฤษฏีหรืองานวิจัยของนักวิจัยท่านอื่นมาสนับสนุนผลการวิจัยของเรา

ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาเป็นของตนเอง จำนวน 201 คน ส่วนใหญ่จะใช้คอมพิวเตอร์พกพาเพื่อการศึกษาเป็นหลัก คิดเป็นจำนวน 165 คน หรือร้อยละ 82.1 และกลุ่มตัวอย่างที่ซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อื่นๆ ซึ่งได้แก่ การใช้เพื่อความบันเทิงหรือเพื่อประกอบ จำนวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ 17.9 ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาของมนธิรา ตันประยูร (2549) ที่ว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใช้คอมพิวเตอร์พกพาในวัตถุประสงค์ในการเรียนหรือทำรายงานเป็นอันดับ 1 แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างบางส่วนที่ซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดนอกเหนือจากการใช้เพื่อการศึกษา เช่น ใช้เพื่อความบันเทิง นั้น การซื้อคอมพิวเตอร์ในลักษณะนี้อาจเกิดจากทำให้เกิดการขึ้นโดยเลียนแบบกันระหว่างกลุ่มนักศึกษา ซึ่งข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยมที่ว่า การกระทำต่าง ๆ เกิดจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้า (stimulus-response) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง (ทิศนา แขมมณี, 2548)

 

ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างประมาณกึ่งหนึ่งจะมีคอมพิวเตอร์พกพาเป็นของตัวเอง จำนวน 201 คน คิดเป็นร้อยละ 51.8 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด แบ่งเป็นเพศชาย 92 คน คิดเป็นร้อยละ 51.7 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เพศหญิงจำนวน 109 คน คิดเป็นร้อยละ 51.9 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และกลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีคอมพิวเตอร์พกพาจำนวน 187 คน คิดเป็นร้อยละ 48.2 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด แบ่งเป็นเพศชายจำนวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 48.3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เพศหญิงจำนวน 101 คน คิดเป็นร้อยละ 48.2 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ผลการศึกษานี้ความสอดคล้องกับงานวิจัยของกรกฏ  ตั้งกิจพิทักษ์ผล (2545) ที่เห็นว่า สถานการณ์ในปัจจุบันนั้นคอมพิวเตอร์พกพาได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของนักศึกษามากขึ้นเพื่อช่วยทำงานต่างๆของนักศึกษา เช่น การค้นหาข้อมูล การทำรายงาน เป็นต้น ประกอบกับความสะดวกในการใช้งานของคอมพิวเตอร์พกพา จึงทำให้จำนวนนักศึกษาที่เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์พกพามากกว่านักศึกษาที่ไม่ได้เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์พกพา

3. กรณีอภิปรายผลโดยการนำทฤษฏีหรืองานวิจัยของนักวิจัยท่านอื่นมาโต้แย้งผลการวิจัยของเรา

ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่ทำให้กลุ่มตัวอย่างตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์พกพามากที่สุด คือ เมื่อกลุ่มตัวอย่างมีเหตุผลจำเป็นที่ต้องใช้ จำนวน 182 คน คิดเป็นร้อยละ 46.9 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด รองลงมา คือ เมื่อกลุ่มตัวอย่างเข้ารับการศึกษาต่อ หรือทำงานในระดับที่สูงขึ้น จำนวน 85 คน คิดเป็นร้อยละ 21.9 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด รองลงมาคือ เมื่อกลุ่มตัวอย่างมีรายได้เพียงพอที่จะสามารถซื้อได้ จำนวน 58 คน คิดเป็นร้อยละ 14.9 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และปัจจัยที่ส่งผลน้อยที่สุด คือ เหตุผลอื่นๆ ของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 0.8 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดซึ่งผลการวิจัยนี้ขัดแย้งกับงานวิจัยของปิยรัตน์ ยุทธวิสุทธิและคณะ (2551) พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะเลือกซื้อคอมพิวเตอร์พกพาเมื่อคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่เสีย ไม่สามารถใช้การได้ และจะซื้อเมื่อมีความจําเป็นต้องใช้ ซึ่งอาจเป็นเพราะกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยของปิยรัตน์ ยุทธวิสุทธิและคณะ (2551) มีคอมพิวเตอร์พกพาแล้ว ซึ่งไม่เหมือนกับกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยชิ้นนี้ที่เป็นนักศึกษา และมีคอมพิวเตอร์พกพาเป็นของตนเองประมาณกึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง

ผลการวิจัย พบว่า บุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์พกพามากที่สุด คือ ผู้ปกครอง จำนวน 173 คน คิดเป็นร้อยละ 44.6 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด รองลงมาคือ ตัวของผู้ตอบแบบสอบถามเอง จำนวน 142 คน คิดเป็นร้อยละ 36.6 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด นั่นแสดงว่ากลุ่มตัวอย่างมีความเชื่อมั่นในตนเองและคิดว่าตนเอง และอื่นๆ ซึ่งได้แก่ คือ เพื่อน พนักงานขาย ดารา นักแสดง จำนวน 73 คน คิดเป็นร้อยละ 18.8 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวมีขัดแย้งกับงานวิจัยของปิยรัตน์ ยุทธวิสุทธิและคณะ (2551) ที่พบว่า บุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ คือ ตนเอง รองลงมาคือ บิดา มารดาและญาติพี่น้อง ส่วนผู้ที่มีอิทธิพลต่อการซื้อน้อยที่สุดคือ พนักงานขาย และในขณะที่ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ปกครองเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์พกพามากที่สุด ก็ขัดแย้งกับผลการวิจัยของไชยพร  โกมลกิติและคณะ (2539) ที่พบว่า กลุ่มเพื่อนเป็นกลุ่มอ้างอิงที่มีอิทธิพลต่อพิจารณาตัดสินใจ ในการเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม การวิจัยดังกล่าวเป็นการวิจัยโดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลทั่วไป ไม่ใช่นักศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ปกครอง และพื้นที่การทำวิจัยอยู่ภายในเขตกรุงเทพมหานคร ด้วยความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างและพื้นที่การศึกษาดังกล่าว จึงน่าจะเป็นเหตุให้ผลการศึกษามีความแตกต่างกันออกไปด้วย

..........................................

ตัวอย่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความวิจัยที่เขียนโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 หลักสูตรบริหารธุรกิจบันฑิต สาขาธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี

ตัวอย่างนี้คัดลอกมาจาก: จรัสศรี นนทรักษ์และคณะ. (2553) พฤติกรรมการซื้อคอมพิวเตอร์พกพาของนักศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี, การประชุมระดับชาติด้านบริหารและการจัดการ ครั้งที่ 2, หาดใหญ่, ประเทศไทย, 21 พฤษภาคม 2553.

นักศึกษาสามารถ download บทความวิจัยฉบับเต็มได้ ที่นี่ครับ

หมวดหมู่บันทึก: วิจัย - วิจัยสถาบัน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 02 มิถุนายน 2556 07:12 แก้ไข: 23 มิถุนายน 2556 11:12 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 ServiceMan, Ico24 คนธรรมดา, และ 2 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 100.26.176.182
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ