นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1735
ความเห็น: 2

ตีพิมพ์...แล้วได้อะไร?

จำนวน paper ที่ตีพิมพ์น่าจะเปรียบได้กับทองหยองหรือเพชรพลอยบนคอ (ของใครสักคน)

ตีพิมพ์ paper แล้วได้อะไร ทำไมต้องตีพิมพ์ำ (ด้วยละครับ)

คำถามทำนองนี้วกไปวนมาในหัวผมนับครั้งไม่ถ้วน ที่ถามอย่างนี้ ไม่ใช่จะหาเรื่องไม่ทำงานวิจัยนะครับ (เอ่อ แต่ว่า...ถ้าใครหาได้ก็เอามาฝากผมซักเรื่องนะครับ) เพียงแต่บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า จะทำไปทำไม (โดยเฉพาะในบริบทที่ไม่ทำก็อยู่ได้)

บางครั้งก็อดเปรียบเปรยไม่ได้ว่า สำหรับมหาวิทยาลัยแล้ว จำนวน paper ที่ตีพิมพ์ น่าจะเปรียบได้กับทองหยองหรือเพชรพลอยบนคอ (ของใครสักคน) ที่ใครมีมากกว่า สวยกว่า ก็ดูเหมือนจะมีฐานะร่ำรวยมากกว่า (ซึ่งบางครั้งก็ไม่แน่ใจว่าที่ใส่อยู่น่ะเป็นทองคำหรือทองเก๊) และมีให้เห็นกันอยู่ว่าบางคนก็ไม่นิยมจะ "แต่งตัว" เพราะเห็นว่าเครื่องประดับเหล่านั้นเป็นของนอกกาย ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับชีวิต  ประมาณว่า ไม่มีเครื่องประดับเหล่านั้นก็ไม่เห็นจะเป็นไร

การตีพิมพ์หรือจำนวน paper เป็นได้แค่นั้นจริงๆ เหรอ... มันก็น่าสงสัยอยู่นะครับ เพียงแต่ว่า ถ้าการตีพิมพ์ไม่ได้สลักสำคัญอะไรจริงๆ แล้วละก็ ทำไม (ผู้บริหารระดับสูงของ) มหาวิทยาลัยจึงต้องใช้มาตรการมากมาย ประมาณว่า ทั้งปลอบทั้งขู่ ให้พวกเรา "ต้อง" ทำวิจัยและตีพิมพ์ผลงานวิจัย (ให้แยะๆ)

.........................................................

บางคน (พยายาม) บอกว่า การวิจัยเป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาประเทศ ดังนั้น ถ้าเป้าหมาย ณ ปลายอุโมงค์ของการทำงานวิจัย คือ การแก้ไขปัญหาสังคมหรือพัฒนาบ้านเมืองให้ดีขึ้น คำถามก็ยังคงต้องมีต่อไปว่า การตีพิมพ์จะมีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อเป้าหมาย ณ ปลายอุโมงค์

ถ้าตีความ (แบบง่ายๆ) ตามหลักคิดนี้ อาจารย์และนักวิจัยอย่างเราๆ ท่านๆ คงไม่ต้องตีพิมพ์งานวิจัยก็ได้ แค่ทำงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับสังคมนี้ได้ก็เป็นพอ (เพราะการวิจัยอาจไม่ได้ช่วยทำให้บ้านเมืองของเราพัฒนาขึ้นได้เลย) จริงมั๊ยครับ

........................................................

อาจมีบางคน (อย่ามองมาทางนี้น่ะครับ อาจจะเจอ "บางคน" ที่ว่านั้น) ที่มองว่าการวิจัยเป็นงานรองซึ่งยังไม่เห็นความสำคัญว่า "ต้อง" ทำ บางคน (ที่ว่า) อาจคิดประมาณว่า "อาจารย์ = สอน" และไม่รู้ว่า "อะไร = วิจัย" ยิ่งถ้าพูดถึงเรื่องการตีพิมพ์แล้วละก็ อาจจะมองภาพไม่ออกเลยว่าเกี่ยวอย่างไรกับชีวิตและจะเข้าใกล้จุดนั้นได้อย่างไร ประมาณว่า ถ้าไม่ (คิดจะ) ขอตำแหน่งทางวิชาการ ก็ไม่ (มีความจำเป็น) ต้องทำวิจัย (เพราะจริงๆ แล้ว เราก็อยู่กันได้โดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับการวิจัยและการตีพิมพ์หรือการขอตำแหน่งทางวิชาการ)

เขียนไปเขียนมา ก็ฉุกคิดขึ้นมาครับว่า อาจจะมีแค่ผมนี่แหละที่ยังคิดไม่ตก (ผลึก) ส่วนคนอื่นๆ ตีตั๋วชั้นหนึ่งไปขึ้นไปนอนเล่นบนรถไฟสายด่วนขบวนวิจัยตั้งนมนานแล้ว

หมวดหมู่บันทึก: วิจัย - วิจัยสถาบัน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 11 พฤศจิกายน 2554 23:27 แก้ไข: 16 พฤศจิกายน 2554 16:44 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา, Ico24 พลับพลึง, และ 2 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ผมก็มีความคิดว่าเราอาจไม่ต้องตีพิมพ์ก็ได้ แต่เมื่อปลายอุโมงค์อยู่ที่การทำให้ชุมชน/สังคมดีขึ้นนั้น เราคงต้องเผยแพร่ความรู้/ความคิดของเราออกไปในวงที่กว้างขึ้น และหากความรู้ของเราเป็นเพียงแค่การทดลองคงต้องตีพิมพ์เพื่อให้มีการตรวจสอบความถูกต้อง แต่หากว่าความรู้ของเราเอาไปปฏิบัติได้จริงแล้วก็เผยแพร่ด้วยการทำจริงได้เลย

ผมพบว่ากระบวนการที่ใช้ในการปฏิบัติจริงไม่เหมือนกับสิ่งที่ตีพิมพ์ไว้ อุตสาหกรรมคงคิดว่างานที่ตีพิมพ์นั้นยังใช้การไม่ได้มากเพราะการวิจัยในเชิงพาณิชย์มีการoverlapไปกับการพัฒนาไม่ได้เป็น pure research เหมือนอย่างที่เราทำกระมังครับ

เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า "เราทำงานวิจัยเพื่อใคร" หรือ "เราทำงานวิจัยเพื่ออะไร/ ตอบสนองอะไร"

การตีพิมพ์ผลงานวิจัยนั้น "ทำเพื่ออะไร"

การนำผลงานวิจัยที่เป็น pure research ไปใช้ในเชิงพานิชย์นั้นคงต้องผ่านกระบวนการอื่นๆ อีกหลายกระบวนการ เพราะ "บริบท" ไม่เหมือนกัน

การตีพิมพ์เป็นการ "นำเสนอ" ผลงานการวิจัยของนักวิจัยตามหลักวิชาการ (ที่ใครอะไรสักอย่างกำหนดว่าได้เป็นไปตามกระบวนการเช่นนั้นเช่นนี้ และสามารถทำซ้ำได้ถ้าทำตามกระบวนการนั้นๆ) แต่ประเด็นหลักของ "นักวิจัย" ก็คือ "ทำวิจัยเพื่อตอบสนองสิ่งใด"

กระบวนการวิจัยเป็นเรื่องของการ "ลองถูกลองผิดอย่างเป็นระบบ" อาจารย์ที่ทำวิจัยย่อมที่จะแนะนำศิษย์ในการ "ลองถูกลองผิด" ได้ตรงประเด็น กระชับ สั้น

คำถามง่ายๆ อีกว่า ถ้ามีตำแหน่งทางวิชาการแล้วไม่มี "เงินตอบแทนตำแหน่งทางวิชาการ" จะมีนักวิชาการสักกี่คนที่ต้องการ "ตำแหน่งทางวิชาการ"

ถ้าเป้าหมายของปลายอุโมงค์ในระบบการศึกษาเป็นเรื่องของการพัฒนาบ้านเมือง การแก้ไขปัญหา ก็ต้องถามบรรดานักวิชาการในสถาบันการศึกษาว่า ได้กระทำสิ่งนั้นได้ครบถ้วนทุกด้านแล้วหรือยัง หรือกำลังมุ่งเน้นไปเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

หรือองค์กรกำลังหลงทาง?

เราเอง

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.215.174.30
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ