นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 2238
ความเห็น: 2

ผมว่า การเรียนปริญญาโทนั้นไม่จำเป็น ๒

ผู้ที่มีรากฐานในศาสตร์นั้น ๆ มั่นคงแข็งแรงจริง แม้จะไม่สามารถสร้างยอดปิรามิดที่สวยงามได้ในขณะเรียน แต่จะมีศักยภาพในการสร้างยอดที่สวยงามโดดเด่นได้ในอนาคต

 

Mechanical Engineering

วันนี้กลับเข้าประเด็นตามหัวข้อที่ตั้งไว้ครับ แต่ก็นั่นแหละกว่าจะสรุปผลให้เป็นความเห็นอย่างนี้ ก็ต้องกลับไปหาเหตุหรือปัจจัยที่มาต่าง ๆ

ในการเรียนหรือศึกษาในระดับปริญญาตรีนั้นตามระบบการศึกษาของไทยเราเรียกว่า อุดมศึกษา ซึ่งก็หมายความตามนั้น แต่คนส่วนใหญ่ก็คงต้องแย้งว่า การศึกษามีตลอดชีวิต ซึ่งก็จริงอีกนะแหละ .. แต่อย่างเพิ่งแตกประเด็นไปมากครับ จะเอาเฉพาะการศึกษาในระบบก่อน

ที่ว่า การศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นอุดมศึกษานั้น ต้องขออนุญาตยกเอา วิชาด้านวิศวกรรมเครื่องกล เป็นตัวอย่างที่ผมได้เขียนเป็นโครงสร้างทรงปิรามิด ดังในภาพประกอบจาก http://www.me.psu.ac.th/~smarn/fpower/pyramid.htm

ซึ่งได้สรุปไว้ว่า จากฐานรากสู่สุดยอดของศาสตร์วิศวกรรมเครื่องกล ผู้ที่รอบรู้ศาสตร์เหล่านี้ครบถ้วนย่อมสามารถเติมฉัตรทองหรือมงกุฎเพ็ชรบนยอดนี้ได้


การศึกษาเปรียบเช่นการสร้างปิรามิด ต้องเริ่มจากฐานรากที่มั่นคงแข็งแรงก่อนเสมอ แล้วค่อยก่อร่างสร้างสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงยอด บนยอดนั้นวิชาด้านวิศวกรรมทุกสาขาจัดให้มีการทำโครงงาน ซึ่งเป็นการทดลองประมวล ใช้ความรู้ทั้งหมดที่เล่าเรียนมา 4 ปี หรือที่นิยมใช้คำว่า “บูรณาการ” เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในศาสตร์แต่ละสาขาก่อนจบออกไปทำงานจริง

ผู้ที่จบการศึกษา โดยมีรากฐานในศาสตร์นั้น ๆ มั่นคงแข็งแรงจริง แม้จะไม่สามารถสร้างยอดปิรามิดที่สวยงามได้ในขณะเรียน แต่จะมีศักยภาพในการสร้างยอดที่สวยงามโดดเด่นได้ ดังพบได้จากศิษย์เก่าหลาย ๆ คนที่แม้ว่าในระหว่างเรียนจะได้คะแนนหรือเกรดไม่ดีนัก แต่สามารถออกไปทำงานทางวิศวกรรมได้อย่างดี สามารถใช้ความรู้ได้อย่างลึกซึ้ง

ดังนั้น ตามความเห็นของผม ผู้ที่จบในระดับอุดมศึกษาโดยทั่วไป ต่างมีพื้นฐานความรู้ที่เพียงพอ และมีศักยภาพในตัวมากพอที่จะใช้ศาสตร์ที่ตัวเองเล่าเรียนมา เพื่อไต่เต้าสู่จุดสูงสุดได้

การเรียนปริญญาโทจึงเป็นเพียงกลไกประกอบ ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อกระตุ้น หรือแนะนำวิธีการในการนำความรู้หรือศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่แล้วนำออกมาใช้งานให้เป็น ผ่านกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งมีกระบวนการหลักก็คือ “วิธีวิจัย” เท่านั้นเอง

ดังนั้นผู้ที่ได้ผ่านการทำโครงงาน และพอมีประสบการและเข้าใจกระบวนการวิธีวิจัย ก็ย่อมสามารถพัฒนาตัวเองได้โดยไม่ต้องเรียนปริญญาโทแต่อย่างใด ผมจึงมักพูดกับนักศึกษาปริญญาโทเสมอ ๆ ว่า การเรียนปริญญาโทนั้นไม่จำเป็น โดยมีนัยว่า เป็นเรื่องของคนส่วนน้อยผู้ที่อยากรู้อยากพบอยากเห็นอยากพิสูจน์ในบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น ซึ่งต้องมีการทุ่มเททั้งกำลังกายกำลังใจจึงจะได้มา ..

 

หมวดหมู่บันทึก: วิจัย - วิจัยสถาบัน
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 29 มกราคม 2553 15:31 แก้ไข: 29 สิงหาคม 2555 13:58 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

 สวัสดีค่ะอาจารย์

สายฝนขอนำประสบการณ์จริงของสายฝนมาเขียนนะคะ 

สายฝนไม่ได้เข้ามาที่ share นานแล้ว ก็พึ่งมาอ่านเจอค่ะ

สายฝนเห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ แต่สายฝนคิดว่าอยู่ที่แต่ละบุคคลมากกว่า

ที่ว่าไม่จำเป็นต้องเรียนปริญญาโท ก็สามารถทำอะไรได้ (แต่ในเรื่องของความคิด พัฒนาการ จะอยู่ในระดับเหมือนคนที่อยู่ในระดับปฏิบัติการ **แค่บางคนบางตำแหน่งมีหัวโขนมาสวมใส่ให้ดูดีเท่านั้นเองค่ะ)

สายฝนอยู่ในระดับปฏิบัติการ สายฝนจะเป็นคนชอบคิดและสังเกตุพฤติกรรมการทำงานตนเองอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มทำงานใช้วุฒิ ปวช.จนกระทั่ง วุฒิ ป.ตรี การทำงานของสายฝนก็ทำไปตามหน้าที่ ไม่ได้คิด หรือทำในสิ่งใหม่ ๆ  สักระยะหนึ่งสายฝนเริ่มมีประสบการณ์การทำงานเพิ่มมากขึ้น สายฝนก็คิดที่จะเรียนต่อระดับปริญญาโท แต่พอสายฝนเรียนจบปริญญาโท สายฝนก็ได้อะไร ต่อมิอะไรมากทีเดียวค่ะอาจารย์ สามารถเห็นอะไรในองค์กรที่คนอื่นไม่เห็น สามารถทำและคิดในเชิงวิเคราะห์ การแก้ปัญหา โดยใช้เหตุและผล มีทฤษฏีอ้างอิง เป็นเหตุเป็นผลได้

สายฝนคิดว่าอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่าค่ะอาจารย์

ถ้านักศึกษา ป.โท คนนั้น เรียนโดยที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงานมาเลย เค้าจะไม่ได้อะไรจากการเรียน

ถ้านักศึกษา ป.โท คนนั้น มีประสบการณ์การทำงานแล้ว และสนใจพฤติกรรมการทำงานของเค้าขณะที่ทำงานอยู่นั้น  เค้าจะได้และจะมองเห็นจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเค้าเองค่ะ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดีทีเดียวค่ะอาจารย์

***สายฝนเป็นคนที่ชอบและสังเกตุพฤติกรรมการทำงานของตนเองและเพื่อนร่วมงานรวมทั้งผู้บังคับบัญชา*** และสายฝนก็ใช้ความสนใจตรงนี้ไปทำวิจัยเรื่อง "ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะผู้นำเชิงกลยุทธ์ ความสามารถเชิงสมรรถนะหลัก ความสามารถเชิงสมรรถนะด้านบริหารของผู้บังคับบัญชา กับการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์" อยู่ค่ะ (หลังจากเรียนจบปริญญาโทแล้ว)

 

ขอบคุณครับ คุณสายฝน

ผมเองก็เพิ่งได้แวะมาดูบล็อกนี้ หลังจากไปอัพเดทบล็อกอื่น

ก็อย่างที่กล่าวนั่นและครับ คำตอบจริง ๆ ยังเป็นสีเทา ๆ หรือแล้วแต่บุคคลที่คุณว่า ซึ่งความจริงผมได้สรุปไว้ใน "ผมว่า การเรียนปริญญาโทนั้นไม่จำเป็น ... ๓ บทสรุป"

http://share.psu.ac.th/blog/discussion/15834

(ผมพยามซ่อนลิงค์ แต่มันช้ามาก เข้าใจว่าอยู่ไกลถึงรังสิต เจ้า จาวา เอาแต่หมุน ๆ ๆ ก็เลยพิมพ์ธรรมดาแทน)

เอาเป็นว่าสรุปอีกครั้งตรงนี้ว่า

1. งานวิจัยเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นทุกสาขาอาชีพ (ไปดูเรื่องขโมยที่เข้าบ้าน - มันยังทำวิจัยก่อนเลย)

2. การเรียนปริญญาโท -ทำให้เรียนรู้และได้ฝึกกระบวนการวิธีวิจัยอย่างถูกหลักวิชาการ

3. บางคน โดยธรรมชาติมีลักษณะค้นคว้าด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว แต่ก็ ควรศึกษากระบวนการวิธีวิจัยอย่างถูกหลักวิชาการ ด้วยตนเองเพิ่มเติมด้วยครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.236.97.49
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ