นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
Page Visits: 1782
comment: 0

ควบคุมภายใน ทำไปทำไม???

High risk, high return

มาแล้วครับ บันทึกรับวันแรงงานที่แรงงานปัญญาชนอย่างบุคลากรในสถาบันการศึกษาอย่างพวกผมไม่ได้พักผ่อนกัน แต่อย่างน้อยที่สุดการทำงานในวันแรงงานครั้งนี้ ก็มีคุณค่าบางประการเกิดขึ้นครับ

ผมเชื่อว่า หลาย ๆ คนมีความคิดเช่นเดียวกับหัวข้อที่ผมตั้งไว้ คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ เพราะคนที่ทราบคำตอบก็คือคนที่จะต้องทำงานที่น่าปวดหัวที่สุดในหน่วยงาน นั่นคือ งานประกันคุณภาพครับ แต่วันนี้ ผมอยากให้ทุกคนเปลีี่ยนมุมมองใหม่ เหมืือนอย่างที่ผมได้รับมุมมองที่เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายใน จากการฟังการบรรยายโดยคุณสุรพงษ์  ชูรังสฤษฎิ์ นายกสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย

เรามาเริ่มต้นกับความเสี่ยงกันดีกว่าครับ ทราบไหมครับว่า ชีวิตพวกเราทุกคนต้องเผชิญกับความเสี่ยงตลอดเวลาครับ เพราะความเสี่ยง คือ ความไม่แน่นอน อ.สาโรจน์ โอพิทักษ์ชีวินอาจารย์ผู้สอนวิชากลยุทธ์ให้กับผมตอนปริญญาตรีได้กล่าวไว้ว่า "ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน" นั่นหมายถึง ความไม่แน่นอน มันเกิดขึ้นกับชีวิตของเราตลอดเวลา

  • ตัวอย่างความเสี่ยงในชีวิตประจำวันของเรา เช่น ตื่นเช้ามาพบว่าน้ำประปาไม่ไหล หรือขณะกำลังงัวเงียหยิบแปรงสีฟันขึ้นมาดันทำพลาดตกลงในโถส้วมซะงั้น ขณะขับรถมาทำงานเส้นทางเดิมทุกวันก็อาจจะเจออุบัติเหตุเกิดขึ้นขวางทางทำให้เรามาทำงานสายกว่าปกติ และอีกเยอะแยะครับ และเพราะชีวิตเรามีความเสี่ยง เราจึงต้องมีวิธีจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้น
  • วิธีการจัดการความเสี่ยงที่เรากล่าวถึงข้างต้น เช่น การมีถังเก็บน้ำสำรองเผื่อน้ำประปาไม่ไหล บางคนเลือกออกจากบ้านโดยเผื่อเวลารถติดเพิ่มเติมไว้ หรือการทำประกันภัยรถยนต์ไว้เผื่อเกิดอุบัติิเหตุขึ้นกับรถของเราเอง ซึ่งการจัดการความเสี่ยงนี้ เราเรียกว่า การควบคุมภายใน
  • แต่การมีวิธีจัดการความเสี่ยงนั้นยังไม่เพียงพอครับ ลองคิดดูครับ ถ้าเราเตรียมถังเก็บน้ำสำรองไว้แล้ว แต่ไม่ได้กักเก็บน้ำในถังให้เพียงพอต่อการใช้งานเมื่อน้ำประปาไม่ไหล ถังเก็บน้ำสำรองใบนั้นก็ไร้ประโยชน์เช่นกันครับ ดังนั้น เพื่่อให้มั่นใจว่าวิธีการจัดการความเสี่ยงของเราจะใช้ได้ผล จึงต้องมีการตรวจสอบระบบการควบคุมภายในที่เราวางเอาไว้ครับ

การทำงานภายในองค์กรเช่นกันครับ ก็มีความเสี่ยงที่องค์กรของเราจะไม่สามารถทำงานได้บรรลุตามเป้าหมายที่เราวางเอาไว้ การที่องค์กรไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ในภาคเอกชนอาจนำไปสู่การล้มละลาย หรือเลิกกิจการได้เลยทีเดียว ในส่วนภาครัฐหากไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย จะมีผลต่อเงินงบประมาณที่จะได้ในอนาคต เงินรางวัล หรือการเลื่อนขั้นเงินเดือนของคนในองค์กรได้ ดังนั้นในส่วนขององค์กรเองจึงจำเป็นจะต้องมีการวางระบบการควบคุมภายใน เพื่อป้องกัน หรือเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีอะไรมาทำให้องค์กรพลาดเป้าหมายที่วางไว้

วิทยากรได้ยกตัวอย่างของ Barings Bank ธนาคารเก่าแก่อายุกว่าสองร้อยปีของอังกฤษ สุดท้ายล้มละลายลงเพราะการควบคุมภายใน และการตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพ โดยเหตุเกิดจาก Nick Leeson นักค้าหลักทรัพย์มือทองของธนาคาร

  • Nick เป็นนักค้าหลักทรัพย์ที่สามารถสร้างกำไรให้กับธนาคารได้เป็นจำนวนมาก จนในปี 1992 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการด้านการค้าตราสารอนุพันธ์ของธนาคารในสิงคโปร์
  • ธนาคารได้วางระบบการควบคุมภายในโดยให้มีการรายงานธุรกรรมการค้าของสาขาสิงคโปร์ต่อแผนกบัญชี
  • แต่ Nick ใช้ช่องว่างที่บริษัทขาดการตรวจสอบ เขาสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่บัญชี ให้รายงานเฉพาะตัวเลขการค้าที่มีกำไรให้กับบริษัท และซ่อนตัวเลการค้าที่ขาดทุน
  • จนในปี 1994 ตัวเลขการขาดทุนรวมจากการค้าตราสารอนุพันธ์ของ Nick ก็เพิ่มสูงมากถึงสองเท่าของเงินทุนของธนาคาร เป็นเหตุให้ธนาคารไม่มีเงินจ่ายคืนหนี้ และนำไปสู่การล้มละลายในที่สุด
  • กรณีของ Nick Leeson และ Barings Bank จึงเป็นตัวอย่างที่ดี ที่แสดงถึงความสำคัญของการควบคุมภายใน การตรวจสอบภายใน และการตรวจสอบภายนอก

แต่เดี๋ยวก่อนครับ ความเสี่ยง ไม่ได้เลวร้ายเสมอไปครับ ตามหลักการลงทุน บอกไว้ว่า high risk, high return ยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้น ผลตอบแทนที่ได้รับกลับก็จะสูงตามไปด้วย แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน ก็หมายถึงว่าโอกาสที่เราจะพลาดหวังจากผลตอบแทนสูง ๆ นั้นก็มีมากตามไปด้วย ดังนั้น หากเราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนดี ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้น

การบริหารความเสี่ยงมี 3 ขั้นตอนสำคัญ คือ

  1. รับรู้ การบริหารความเสี่ยงได้ เราต้องยอมรับว่ามี และหา ความเสี่่ยง ในองค์กรของเราให้เจอก่อนครับ เพราะถ้าเราไม่เห็นความเสี่ยง ก็ย่อมไม่เกิดขั้นตอนต่อไป
  2. จัดการความเสี่ยง หรือ การควบคุมภายใน เมื่อเราเจอแล้วว่า องค์กรเรามีความเสี่ยงอะไรอยู่บ้าง ก็มาดำเนินการหาวิธีจัดการความเสี่ยงเหล่านั้น ให้ระดับความถี่ และผลกระทบที่เกิดจากความเสี่ยงนั้น อยู่ในระดับที่องค์กรสามารถยอมรับได้ เราไม่จำเป็นต้องลดความเสี่ยงให้หายไปทั้งหมด เพราะอาจจะมีต้นทุนที่สูงเกินไป หรืออาจจะทำให้การดำเนินงานขององค์กรไม่ราบรื่นครับ และจริง ๆ แล้ว เชื่อไหมครับว่า ทุกองค์กรมีการจัดการความเสี่ยงอยู่แล้ว ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัวครับ โดยเฉพาะในองค์กรภาครัฐ
  3. เฝ้าระวัง หรือ การตรวจสอบว่า วิธีการจัดการความเสี่ยง หรือระบบควบคุมภายในของเรามีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง

และท้ายที่สุด และสำคัญที่สุด คือ ทุกคนในองค์กรต้องตระหนักว่า การบริหารความเสี่ยง หรือการควบคุมภายใน เป็นเรื่องของทุก ๆ คนในองค์กร ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายประกันคุณภาพเท่านั้น เพียงเท่านี้ องค์กรของเรา ก็จะสามารถจัดการกับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วครับ

ป.ล. ผู้อ่านสามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยว Barings Bank และ Nick Leeson ได้ที่

http://en.wikipedia.org/wiki/Barings_Bank

http://en.wikipedia.org/wiki/Nick_Leeson

หมวดหมู่บันทึก: ประกันคุณภาพ ตัวชี้วัด ประเมินผล
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 01 พฤษภาคม 2557 23:57 แก้ไข: 02 พฤษภาคม 2557 00:01 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
Flowers
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 Our Shangri-La, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

comment

No Comment

Comment on this Post

Name:
Email:
IP Address: 3.227.233.78
Message:  
Load Editor
   
Cancel or