นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1541
ความเห็น: 0

เขียนอย่างไร ให้ได้ตีพิมพ์ [C]

วานนี้ (28 เม.ย. 57) ผมมีโอกาสเข้ารับการอบรมเรื่อง "เขียนอย่างไร ให้ได้ตีพิมพ์" โดย ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล ซึ่งจัดโดยศูนย์การเรียนรู้ ม.อ. วิทยาเขตหาดใหญ่ วิทยากรได้ให้การบรรยายด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง สนุกสนาน และให้ความรู้แก่พวกเราอย่างเต็มที่ ในโอกาสนี้ผมจึงขอรวบรวมข้อคิดที่ได้รับจากการอบรมครั้งนี้ตามความเข้าใจของผมเอง โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็นสำคัญที่นักวิจัยทั้งสายวิทยาศาสตร์ และสายสังคมศาสตร์ควรทราบ ได้แก่ แนวการพิจารณาบทความ องค์ประกอบสำคัญของบทความที่นักวิจัยควรรู้จัก และทำอย่างไรเมื่อบทความวิจัยถูกปฎิเสธ

ก่อนอื่นเลยนะครับ เราต้องทราบก่อนว่า ผู้อ่าน หรือ Reviewer มีแนวทางในการพิจารณาบทความอย่างไร ซึ่งในประเด็นนี้ วิทยากรได้นำประสบการณ์ในฐานะ Reviewer สำหรับวารสารจำนวนหลายฉบับมาแบ่งปันให้พวกเราฟังกันครับ ซึ่งผมสรุปแนวทางในการพิจารณาบทความออกเป็น 4 ประการ ได้แก่

  1. Originality บทความวิชาการ หรือ วิจัย ต้องมีแนวคิดที่โดดเด่น ชี้ได้ชัดว่าแตกต่างจากบทความอื่นอย่างไร การสร้างความ originality ให้กับบทความวิจัยทางหนึ่ง ได้แก่ การเขียน Discussion ที่โดดเด่น มีการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ผลการวิจัย ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพว่า เราเข้าใจงานวิจัยที่เราทำอย่างถ่องแท้
  2. Scientific Merit ในบทความของเรา ควรเขียนอธิบายด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีวิธีการวิจัยที่ถูกต้องและชัดเจน และมีการแสดงผลการทดสอบทางสถิติเพื่อยืนยันความน่าเชือถือครับ
  3. Guide for Author ในปัจจุบัน แต่ละวารสารจะจัดทำข้อเสนอแนะ ที่ระบุรูปแบบ และข้อจำกัดที่เราจะต้องปฎิบัติตาม โดยเฉพาะวารสารดี ๆ มีบทความส่งเข้าไปให้พิจารณาเยอะ บรรณาธิการมักจะใช้ข้อกำหนดเหล่านี้ในคัดกรองบทความขั้นต้นครับ สำหรับผม แนวปฎิบัตินี้ เป็นเรื่องที่ง่ายในการปฎิบัติที่สุดนะครับ
  4. การใช้ภาษาที่ถูกต้อง สำหรับผู้อ่าน แน่นอนครับว่า เขาจะเข้าใจงานวิจัยของเราได้ดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของภาษาที่เราใช้ ถึงพวกเราจะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก แต่วิทยากรก็ให้กำลังใจเรานะครับว่า ภาษาที่เราร่ำเรียนกันมานั้น จริง ๆ แล้วเพียงพอที่จะเขียนงานวิจัยที่ดีได้แน่นอนครับ นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือที่ช่วยเรามากมายครับ การเขียนงานวิจัย ไม่จำเป็นต้องใช้โครงสร้างประโยคที่ซับซ้อน ใช้ประโยคง่าย ๆ แต่อธิบายได้ชัดเจน ไม่เยิ่นเย้อ หากคัดลอกมาจากบทความวิจัยอื่นต้องมีการอ้างอิง
  5. สิ่งที่สำคัญ และท่าน ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เน้นย้ำบ่อยครั้ง คือ เมื่อบทความของเราได้รับการพิจารณา และได้รับข้อเสนอแนะจาก Reviewer แล้ว ห้ามละเลยข้อเสนอแนะเหล่านั้นโดยเด็ดขาด ไม่ว่าเราจะสามารถทำตามคำแนะนำเหล่านั้นได้หรือไม่ก็ตาม จำเป็นจะต้องอธิบายด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้อย่างสุภาพและชาญฉลาด อย่าได้ทำให้ Reviewer ไม่พอใจเด็ดขาดนะครับ และเมื่อปรับแก้ตามคำแนะนำของท่าน Reviewer แล้วควรระบุเลขหน้า และเลขบรรทัดที่เราปรับแก้ตามคำแนะนำนั้น ๆ ให้ Reviewer ทราบด้วยครับ เรียกได้ว่าเอาใจกันสุด ๆ เลยทีเดียว

เมื่อเราทราบถึงเกณฑ์การพิจารณาบทความแล้ว อีกประเด็นที่สำคัญ คือ การทำความรู้จักกับองค์ประกอบสำคัญของบทความวิจัย แน่นอนครับว่า องค์ประกอบหลัก ๆ ได้แก่ Abstracrt บทนำ วิธีวิจัย ผลการวิจัย และการอภิปรายผลแล้ว ปัจจุบันวารสารต่าง ๆ มีข้อกำหนดองค์ประกอบใหม่ ๆ ที่นักวิจัยควรทราบ โดยรายละเอียดขององค์ประกอบที่สำคัญของงานวิจัยที่นักวิจัยควรทำความเข้าใจ มีดังนี้

  1. หัวข้อบทความวิจัย ต้องบอกได้ว่า งานวิจัยของเราทำเรื่องอะไร และมีคำสำคัญที่บ่งชี้ถึงแก่นของงานวิจัยที่เราจะกล่าวถึง
  2. บทคัดย่อ ต้องกระชับ และสามารถระบุผลที่ได้รับจากการผลการวิจัยในบทความนี้ ทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
  3. Graphical Abstract คือ การนำเสนอภาพที่สามารถอธิบายงานวิจัยของเรา ซึ่งอาจจะเป็น Research Model แผนผังแสดงกระบวนการทดลอง ภาพเปรียบเทียบ เป็นต้น
  4. การอภิปรายผล ห้ามเขียน assumption หรือ presumption เพราะเป็นการบอกให้ผู้อ่านรู้ว่างานวิจัยของเรามีช่องโหว่ นอกจากว่ามีความจำเป็นจริง ๆ จะต้องหางานวิจัยอื่นมาอ้างอิงสมมติฐานของเรา เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับงานของเราครับ
  5. การอ้างอิง บทความที่ดี ควรมีการอ้างอิงที่พอเหมาะ ไม่เยอะจนกลายเป็นว่า งานของเราลอกของคนอื่นมา ควรเลือกอ้างอิงงานที่มีความทันสมัย
  6. นอกจากนี้ ในปัจจุบัน วารสารบางฉบับจะกำหนดรูปแบบ หรือหัวข้อพิเศษขึ้นมา เช่น Research highlight, Industrial Relevance หรือ Practical releveance วิทยากรก็บอกเราว่า อย่าเพิ่งตกใจกับข้อกำหนดใหม่ ๆ ที่เขากำหนดไว้ครับ เราก็แค่อ่านคำอธิบาย และสังเคราะห์งานวิจัยของเราให้ได้คำตอบที่วารสารกำหนด ก็เท่านั้นเองครับ

และสุดท้ายที่เราควรทราบเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับนักวิจัยหน้าใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ในการส่งบทความตีพิมพ์ นั่นคือ นักวิจัยควรทำอย่างเมื่อบทความวิจัยถูกปฏิเสธ วิทยากรเล่าให้พวกเราฟังว่า แม้กระทั่งตัววิทยากรที่มีประสบการณ์ในการส่งตีพิมพ์มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ก็ยังคงตื่ีนเต้นและต้องเตรียมทำใจทุกครัั้งที่ได้รับอีเมล์แจ้งผลจากวารสาร และแม้กระทั่งวิทยากรเอง ยังถูกปฏิเสธจากวารสารอยู่เลยครับ วิทยากรแนะนำวิธีปฏิบัติเมื่อถูกปฎิเสธไว้ดังนี้ครับ

  • กรณีที่ถูกปฏิเสธทันทีจากวารสาร อย่าเพิ่งท้อครับ ให้หาวารสารใหม่ ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับวารสารนั้น และปรับเนื้อหาเล็กน้อยก่อนส่งบทความให้กับวารสารฉบับใหม่ ในแวดวงวิชาการ ยิ่งในสายเฉพาะทาง ถึงแม้เราเปลี่ยนวารสารแต่ Reviewer อาจจะเป็นคนเดิมก็ได้ ถ้าเราส่งบทความเหมือนเดิมที่เคยถูกปฏิเสธไปแล้วไปเจอ Reviewer ท่านเดิม แน่นอนครับว่า ท่านก็จะปฏิเสธเราอีก แต่ถ้าเราปรับแก้เนื้อหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้สอดคล้องกับ theme ของวารสาร โอกาสที่จะได้รับการตอบรับจะสูงขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ วิทยากรแบ่งปันประสบการณ์ให้เราฟังว่า ท่านเองได้มีโอกาสได้ review และปฏิเสธบทความเรื่องเดียวกันถึง 4 ครั้ง ด้วยท่านเป็น Reviewer ให้กับวารสารหลายฉบับ ทั้งนี้เมื่อผู้เขียนถูกปฏิเสธในครั้งแรก ก็ไม่ได้มีการปรับแก้เนื้อหาก่อนส่งไปยังวารสารฉบับใหม่ บทความฉบับเดิมส่งเข้าวารสารฉบับใหม่ แต่ก็ยังคงส่งไปถึง Reviewer ท่านเดิม ก็ย่อมโดนปฏิเสธอีกเช่นกัน ผมเองเคยได้รับฟังประสบการณ์เช่นนี้จากรุ่นน้องที่เรียนอยู่เยอรมนีด้วยกันว่า เขาส่งบทความเข้าวารสารฉบับแรกแล้วถูกปฏิเสธ พอปรับแก้เนื้อหาส่งไปวารสารฉบับใหม่ได้รับการตอบรับ และเมื่อไปเข้าร่วมประชุมวิชาการและรู้จักกับโปรเพรสเซอร์ท่านหนึ่ง ท่านก็บอกว่า อ๋อ คุณนี่เอง ที่ผมปฏิเสธบทความไปครั้งแรก และท่านก็ยังเป็น reviewer ของวารสารฉบับที่สองที่ตอบรับบทความของรุ่นน้องคนนั้น โดยให้เหตุผลว่า ที่ท่านพอใจกับเนื้อหาที่รุ่นน้องคนนั้นปรับแก้ไป
  • กรณีที่ถูกปฎิเสธภายหลังจากปรับแก้บทความแล้ว ก็อย่าท้อแท้ครับ วิทยากรบอกพวกเรา ให้มองในแง่ดีว่า มีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำบทความของเราแล้ว ก็ให้ดึงจุดดีนี้ไปปรับแก้บทความของเราให้ดีขึ้น ก่อนจะนำส่งวารสารฉบับใหม่ครับ ชีวิตนักวิจัย ต้องเดินไปข้างหน้าครับ
  • กรณีที่ส่งบทความไปแล้ว ไม่ได้รับคำตอบใด ๆ ภายใน 3 เดือน วิทยากรแจ้งเราว่า ต้องส่ง e-mail ไปทวงถามครับ ถ้าทวงถามแล้วไม่ได้รับคำตอบอีก ให้ส่งเรื่อง "ขอถอนบทความคืน" ครับ เพื่อนำไปส่งวารสารฉบับใหม่ เพื่อไม่ให้เสียเวลาของเราด้วยครับ ที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามส่งบทความไปลงวารสารฉบับใหม่โดยไม่ได้ส่งคำขอถอนบทความคืน เพราะหากวารสารตอบรับบทความของเราพร้อมกัน ในทางวิชาการถือว่าเป็นความผิดของเจ้าของบทความนะครับ
  • และสุดท้าย เมื่อได้รับการตอบรับจากวารสารแล้ว อย่าเพิ่งดีใจครับ เรายังต้องตรวจ Proof อีกครั้ง วิทยากรบอกเราว่า เมื่อวารสารนำบทความเราไปจัดรูปแบบใหม่เพื่อตีพิมพ์ มักจะเกิดความผิดพลาดขึ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราจะต้องให้ความใส่ใจครับ

จริง ๆ แล้ว วิทยากรได้ให้ความรู้อีกเยอะแยะมากมายเลยครับ เรียกได้ว่าเต็มอิ่มมากในเวลา 2 ชั่วโมง ได้ข้อคิด และแรงบันดาลใจในการส่งบทความกันได้เยอะทีเดียวครับ

สำหรับบทความบทแรกของผม ผมพยายามจะเขียนลดทอนความเป็นวิชาการลงไปครับ เพื่อให้เรื่องราวน่าอ่านมากขึ้น และจะพยายามฝึกฝนงานเขียนแบบนี้ต่อไป คำติชมของท่านจะช่วยปรับปรุงฝีมือการเขียนของผมได้นะครับ ช่วยกันแนะนำกันมาเยอะ ๆ ครับ

หมวดหมู่บันทึก: วิจัย - วิจัยสถาบัน
คำสำคัญ (keywords): ตีพิมพ์  บทความ  วิจัย
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 29 เมษายน 2557 14:27 แก้ไข: 15 มีนาคม 2558 11:49 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 Our Shangri-La, และ 3 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น
คุณต้องทำการเข้าระบบก่อนแสดงความเห็น