นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1486
ความเห็น: 0

บันทึกสุดท้าย

เมื่อสติเกิด ปัญญา้ก็เกิด แล้วนำปัญญามาพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง

สวัสดีท่านกัลยาณมิตรทุกท่านครับ บันทึกนี้จะเป็นบันทึกสุดท้ายของบล็อก"ลองมองส่องใจ" นี้ เมื่อมีการเกิดขึ้นย่อมมีความจบไปเป็นธรรมดา ทุกอย่างครับ จากที่ได้เิริ่มเปิดใจเขียนบันทึกเป็นครั้งแรกก็ได้นำความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติธรรมจนเกิดปัญญาในระดับหนึ่งที่พอจะนำมาบอกแนะให้กับท่านผู้ที่สนใจใฝ่รู้ในธรรม การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยากแค่ปฏิบัติให้มีสติเกิดอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับกาย อยู่กับใจของตนเอง

---------------------------------------------------------------------

  1. บทเริ่มต้นของใจ
  2. สร้างฐานให้ใจ
  3. ปิดประตุทั้ง 5 แต่เปิดประตูใจ
  4. สู่กลางใจ

--------------------------------------------------------------------

 จากบันทึกเรื่องเล่าประสบการณ์ ที่ผมได้นำมาเล่าพอเป็นสังเขปนั้นก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจว่าทุกๆท่านและทุกๆคนมีความเป็นมาเป็นไปเหมือนกันหมด มีกายและใจ เหมือนกันหมด และก็มีปัญญาเหมือนกันหมด แต่อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นเส้นทางที่นำพาตัวเองไปสู่ทางแห่งการหลุดพ้นจากห้วงน้ำ มหานที อันทั้งลึกและกว้างนี้

-------------------------------------------------------------------

จากนี้ไปผมจะสรุปเรื่องหลักๆและแนวทางที่ผมได้ฝึกปฏิบัิติอย่างน้อยก็จะทำให้ท่านใด้มีหลักการที่ถูกที่ควรตั้งแต่เริ่ม ปัจจุบันผมอายุ 32 ปีครับ

    ปีแรกของการปฏิบัติ : การเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรมในปีแรกนั้น ก็เริ่มจากจุดเริ่มแรกจากเรื่องเล่าประสบการณ์ : ตอนแม่ผู้บอกหนทาง หลังจากที่ลาออกจากการเป็นครูจ้างสอน มาทำงานในตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ใช่ที่นี่ครับตอนนั้นอยู่ที่ มหาวิทยาลัยทักษิณ ก็ได้พักอยู่ทีอาพาทเม็นท์แห่งหนึ่งใกล้กับที่ทำงานและเป็นที่ที่เงียบสงบดี แต่ตอนนั้นผมยังไม่สงบ ด้วยความหลงไหล ในบทเพลงในเสียงเพลงที่ฝังอยู่ในใจตั้งแต่เด็กๆ ก็ยังทำให้ชอบที่จะฟังเพลง ดูหนัง อย่างคนทั่วๆไป แต่ก็มีอยู่วันหนึ่งที่เริ่มรู้สึกเบื่อว่าทำไมเราถึงเบื่อทั้งๆ ที่ชอบล่ะ ถ้าชอบมันต้องไม่เบื่อสิ ใช่มั๊ย ก็ลองถามตัวเองอยู่อย่างนี้ ...อยู่แต่ก็คิดไม่ออก...

.....ทุกๆ คืนก่อนนอนผมก็จะสวดมนต์ไหว้พระทุกคืนเว้นคืนไหนที่เหนื่อยมากๆ ก็หลับไปเลยแต่ก็มีบางคืนที่จะลองนั่งสมาธิดู ดีกว่า ก็นั่งไป ก็อยากจะให้สงบแต่มันก็ไม่สงบและก็เจ็บเหน็บกินเจ็บจนเลิกแล้วก็นอน ทำไปแบบนี้ สัปดาห์หนึ่ง ก็ทำวันเว้นวัน ทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่มีอยู่วันหนึ่ง ผมนั่งสามาธิหันตัวเองไปยังกระจกมองเห็นตัวเอง แล้วผมก็เพ่งหน้า เพ่งตา ตัวเองจนสักพักใจมันเิริ่มรู้สึก วูบๆ เว็บๆ ตอนนั้นมีเพียงความคิดเดียวคือเห็นหน้าเห็นตาของตัวเอง สักพักตาเริ่มปวดเพราะการเพ่ง ที่นี้ก็ค่อยๆหลับตาลงเบาๆ สักพักความเจ็บมาแล้ว แต่วันนี้เป็นไงเป็นกันลองทนดูหน่อย เมื่อก่อนเราไม่สบายหนักเจ็บปวดหัวอย่างหนักมาแล้วเมื่อตอนสมัยเรียน ปวช. ตอนนั้นเจ็บภายในศรีษะอย่างมาก เหมือนมีของหลวมๆ ลูกอะไร กลิ่งไปมาอยู่ในหัว เมื่อมันวิ่งไปชนก็เจ็บอย่างมากๆๆๆๆ จนต้องให้นิ่งให้มากอย่าเคลื่อนไหว  แม่ก็พา็ไปหาหมอทั้งหมอแผนไทย แผนปัจจุบัน หมอโรคประสาท หมดนวดเส้น ทำทุกอย่าง เจ็บมาถึง 3 วัน จึงค่อยๆหายไปทำให้ผมจำความเจ็บปวดนั้นไม่เคยลืมเลย

ที่นี้ก็มาต่อครับวันนั้นก็ตั้งสัจจะว่าจะขอนั่งไปจนกว่าความเจ็บนี้ให้หายไปแล้วจะออกจากที่นั่งนี้ ก็อดทนนึกถึงความปวดที่เทียบไม่ได้เลยกับที่ปวดตอนเป็นเด็กก็ทนไปเรื่อยมีความรู้อยู่อย่างเดียวนั่นคือปวด รู้ๆๆๆไปเรื่อยๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆๆๆแล้วความสงบเรื่มปรากฏ เมื่อรู้สึกถึง มือเท้า ร่างกายนี้หายไปหมด มีความว่าง ความโล่งแล้วนึกย้อนไปเมื่อตอนเป็นเด็กที่ลองนั่งสมาธิครั้งแรกก็เคยเป็นแบบนี้ แต่ครั้งนี้เริ่มอยู่ได้นาน ไม่มีความกลัวเพราะรู้สึกสบาย และเป็นสุขจริงๆ เมื่อสงบได้ประมา๊ณ 1 นาที ก็ค่อยๆ ทำความรู้ลืมตาขึ้นมา แ้ล้วก็ออกจากการนั่งสามาธินั้น แล้วก็เดินไปนั่งเล่นอยู่หน้าระเบียง แล้วนึกถึงสิ่งที่ผ่านไปเมื่อกี้ว่า นี่น่าจะเป็นหนทางที่จะบอกได้ว่าเรามีความเบื่อในเสียงเพลงทำไมกัน........

--------------------------------------------------------------------

ปีที่สองของการปฏิบัติ :  จากนั้นมาผมก็เริ่มปฏิบัิตอยู่อย่างนั้นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำบ้างหยุดบ้าง หยุดยาวบ้างแล้วมาทำผลก็คือยังมีความอยากที่จะให้มันเป็นแบบที่เราเคยทำได้อีก แต่มันไม่ได้เลย ปีที่สองผมก็เลยหาความรู้ ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมทาง Internet download มาเป็น e-book เป็น เสียงบรรยายธรรม จากหนังสือธรรมะในห้องสมุด อ่านมาเรื่อยๆ ฟังมาเรื่อยๆ เก็บสะสมความรู้ต่างๆ ไว้แล้วมาเปรียบเทียบกับการปฏิบัติของตัวเอง ก็เลยรู้ว่า ความอยาก เป็นตัวกั้นไม่ไห้สำเร็จได้ ความกังวล ความหดหู่ ความพยาบาท ความคิดร้าย ความฟุ้งคิดหลายๆ เรื่อง คิดแล้วคิดอีก สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่จะทำลายความสงบของใจแล้วผมก็ได้ลองวิธีการฝึกสมาธิในแบบต่างๆ ลองไปหลายๆแบบ ทำไปเรื่อยๆปีนี้เริ่มปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น และเมื่อนั่งแล้วถึงไม่สงบก็ไม่เป็นไร บางทีก็เดินจงกรมบ้าง ก็ปฏิบัติเช่นนั้นมาเรื่อยๆ...

---------------------------------------------------------------------

ปีที่สามของการปฏิบัติ :ก่อนที่จะเข้าสู่ปีที่สามนั้นปลายๆ ปีที่สองนั้นก็ได้พบหนทางและวิธีที่เหมาะกับตัวเองนั่นคือ การเจริญสติด้วยวิธี อาปานสติ คือการทำความรู้ในลมหายใจ เข้าออก รู้ว่าลมออกสั้นลมออกยาว รู้ว่าลมร้อน หรือลมเย็นแล้วก็ได้พบความสงบบ่อยครั้งขึ้นเริ่มมีกำลังใจมากขึ้น และมีปีติ ความปราโมทย์อยู่เสมอๆ เช่นรู้สึกขนลุกพองกล้่าวไปเป็นวูบๆ รู้สึกเบากาย เบาใจ อิ่มเอิบกับความสงบนั้นๆ และก็ได้รู้จักความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์จากสิ่งที่ไม่เที่ยงและความที่ไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่นไม่เป็นสิ่งนี้ การปฏิบัิติก็เริ่มมีความสม่ำเสมอมากขึ้นและการปฏิบัติก็ได้ปฏบัิติอยู่ทุกวันทุกเวลา โดยการรักษาศีล 5 ทาน และการเจริญสติภาวนาก่อนนอนและหลังตืนนอน ตี 5 มาอย่างสม่ำเสมอและเมื่อออกจากการปฏิัิบัติแล้วก็ยังทำความรู้ตัว รู้ใจของตัวเองอยู่เสมอๆ จนเห็นวาระจิตของตัวเองมากขึ้นและได้ละความโกรธ ความพยาบาท ความคิดอันไม่ดี ค่อยๆ หายไปๆ จนหายไปที่ละอย่างและก็รู้ว่ามันได้หายไปแล้วไม่เกิดขึ้นอีกเมื่อเริ่มรู้เห็นตัวเองก็เริ่มรู้เห็นทันจิตของผู้อื่นด้วยแต่จะไม่เข้าไปยุ่งแค่รู้ไว้เฉยๆ

จากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ก็ยังคงบำเพ็ญเพียรทั้ง ศีล ทาน ภาวนาและศึกษาทั้งพระธรรมไปพร้อมกับการศึกษาการทำงานควบคู่กันไปอย่างรู้เส้นทางของการปฏิบัติ หนทางแห่ง อริยมรรคมีองค์ 8 เริ่มที่จะเข้าสู่เส้นทางไปเรื่อยๆและในภพชาตินี้ได้ตั้งจิตอฐิฐานไว้แล้วหากยังไม่สิ้นในภพชาติหากเกิดในภพชาติใดภพชาติหนึ่งก็ขอให้ภพชาตินั้นไม่เกิดในภพชาติอบายภูมิอีก ขอให้เกิดในภพชาติที่พร้อมที่จะสร้างบารมีทั้ง 10 ให้เต็มทีเต็มกำลังเพื่อหนทางที่จะ หลุดพ้นจากห้วงน้ำ มหานทีอันกว้างใหญ่นี้........

--------------------------------------------------------------------

กับบันทึกสุดท้ายนี้ก็เป็นการจบการบันทึกไว้เพียงแค่นี้และจะไม่มีบันทึกใหม่อีกแต่การจบนี้้ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มให้ใครอีกหลายคนที่ได้ลองเข้ามาเดินเล่นในเส้นทางนี้ดูบ้าง สุดท้ายขออานิสงค์ผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติได้ทำให้เกิดขึ้นแล้วเจริญขึ้นแล้วของผลบุญอันนั้นจงมีแด่ท่าน ขออำนาจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ท่านเคารพนับถือจงบันดารพรให้ท่านได้พบที่พึงทั้ง 3 นี้และเข้าสู่หนทางแห่ง มรรคผลทุกท่านที่เข้ามาอ่าน...

                                                   ขอนุโมทนา

------------------------------------------------------

สุดท้าย ท้ายสุดก็ฝากธรรมะที่เก็บมาฝากให้ท่านได้นำไปพิจารณาไปศึกษากันเพื่อเป็นความรู้เพื่อเป็นหนทางในการปฏิบัตินะครับและท่านใดต้องการจะคุยทาง msn ก็สามารถคุยได้นะครับ wat_ei@hotmail.com

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ (keywords): ธรรมะ
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 27 พฤษภาคม 2552 09:24 แก้ไข: 27 พฤษภาคม 2552 10:34 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.204.173.45
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ