นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1540
ความเห็น: 5

อั่งเปา

อั่งเปามันก็แค่น้ำจิ้มเล็กๆ สำหรับเด็กน้อย

                                      

หวัดดีตรุษจีนจ้า
         ใกล้เทศกาลเข้ามาทุกทีแล้ว อาหมวย อาตี้ ทั้งหลาย  วันนี้อาเกาจะมาแจกอั่งเปา  เกิดมาเป็นคนใจดีก็อย่างนี้แหล่ะ  มีคนรักคนหลง...ฮิๆๆๆๆ  (ระวัง! มันเป็นภาพลวงตา)    วันนี้อาเกาจะมาเล่าธรรมเนียมปฏิบัติของคนจีนซะหน่อย  หลายคนคิดว่าวันตรุษจีน คือวันแจกอั่งเปา  จริงๆแล้ว อั่งเปามันก็แค่น้ำจิ้มเล็กๆ สำหรับเด็กน้อย  อันนี้ขอเน้นย้ำนะจ๊ะว่า เด็กตัวเล็กๆๆๆ (ไม่ใช่เด็กโข่งน่ะ อันนี้รับไม่ได้อ่ะ แจกไม่ไหวด้วย)             แต่ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกันก่อนว่า ตรุษจีน คือ “วันชิวอิก”  วันแรกของปี  จะเริ่มต้นเมื่อหลังเที่ยงคืนของ “วันซาจั๊บ”  ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปี ที่เรียกว่า วันถือ เพราะถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ ทุกคนจะพูดแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นมงคล (วันนี้อาเกาจะไม่นินทาใคร ไม่เชื่อก็ทดสอบได้ แต่อย่าทดสอบดีกว่าเดี๋ยวจะอดใจไม่อยู่ กลายเป็นดีแตกซะแล้วเรา)   

และมาถึงกิจที่ต้องทำในช่วงเทศกาลตรุษจีน  มีทั้งหมด 10 อย่าง เริ่มต้นคือ

1.ไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และไหว้ผีไม่มีญาติ        วันซาจั๊บ ช่วงเช้าหลังจากไหว้เจ้าในบ้าน คือ ดีจูเอี๊ย  ไหว้บรรพบุรุษแล้ว  ในตอนเที่ยงจึงไหว้ผีไม่มีญาติ ซึ่งของไหว้จะมีทั้งของคาว-หวาน รวมทั้งเป็ด ไก่ มากหรือน้อยแล้วแต่ฐานะของผู้ไหว้ และมีเครื่องกระป๋อง ข้าวสาร เกลือ เพื่อให้ผีไม่มีญาติพกไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องจุดขี้ไต้ 2 ชิ้นไว้ เมื่อไหว้เสร็จจะจุดประทัด จากนั้นจะโปรยข้าวสารผสมเกลือ ขับไล่สิ่งที่ไม่ได้ให้หมดไป  ตอนนี้แหล่ะอาเกาชอบที่สุดก็คือ ตอนเผากระดาษเงิน ทอง บ้าน ชุดเสื้อผ้า รองเท้า ที่สำคัญคือ โทรศัพท์  แต่รู้สึกบรรพบุรุษจะเงียบอ่ะ  ไม่เห็นติดต่อกลับมาให้เลขสวยๆ อาภัพจังเลยน่ะเรา 

2.รวมญาติกินเกี๊ยว        ประเพณีนี้จะเป็นการรวมญาติ โดยทุกคนจะเดินทางมาร่วมโต๊ะกินเกี๊ยวในวันซาจิ๊บมื้อสุดท้ายก่อนขึ้นปีใหม่ และที่ต้องเป็น “เกี๊ยว” ก็เพราะลักษณะของเกี๊ยวที่เหมือนกับ “เงิน” ของจีน ในความหมายว่า ให้มั่งมีเงินทอง  (อันนี้ก็ของโปรด ชอบน่ะกับเรื่องกิน พูดกันได้) 

3.กินเจมื้อเช้า คือมื้อแรกของปี        ส่วนในวันซิวอิก  คนจีนจะกินเจมื้อแรกของปี เชื่อกันว่าจะได้บุญเหมือนกับกินเจตลอดทั้งปี 

4.ทำพิธีรับ “ไช่ซิงเอี๊ย”        ไช่ซิงเอี๊ย  คือ เทพพิทักษ์ทรัพย์ หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ส่วนใหญ่จะทำพิธีระหว่างหลังเที่ยงคืนของวันซาจั๊บจนถึงก่อนตี 1    

5. ห้ามกวาดบ้าน        ก่อนตรุษจีน จะมีการทำความสะอาดบ้าน ปัดกวาดหยากไย่ครั้งใหญ่ เมื่อถึงวันปีใหม่จะไม่กวาดบ้านจึงถึงวันซิวสี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวันแรกของการเริ่มต้นทำงาน เพราะถือว่าจะกวาดเอาสิ่งที่เป็นมงคลทิ้งไป  แต่ถ้าบ้านใครสกปรกจนทนไม่ไหว ก็จะกวาดเข้า คือ กวาดจากหน้าบ้านเข้าไปในบ้าน 

6.ติด “ตุ๊ยเลี้ยง” หรือคำอวยพรปีใหม่        คำอวยพรที่เขียนจะประกอบด้วยตัวอักษร 7 ตัว เขียนเป็นคำกลอน โดยมากจะอวยพรให้ทำมาค้าขึ้น ให้มั่งมีเงินมีทอง ติดตามสองข้างประตูบ้าน และมีอีกแผ่นสำหรับติดทางขวางตรงกลางทางเข้า-ออก เขียนคำว่า “ชุก ยิบ เผ่ง อัง” แปลว่า เข้า-ออกโดยปลอดภัย รวมทั้งติดภาพเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชาย ที่เรียกว่า “หนี่อ่วย” ซึ่งเป็นภาพมงคลของคนจีน 

7.ใส่เสื้อผ้าใหม่สีสันสดใส

8.ส้ม 4 ผล อวยพรผู้ใหญ่        วันซิวอิกทุกคนจะนำส้ม 4 ผล ไปกราบผู้ใหญ่ขอพร  เจ้าบ้านเองนอกจากจะเตรียมเมล็ดแตงโมย้อมสีแดงไว้ 1 พาน และลูกสมอจีนไว้รับแขกแล้ว เมื่อมีผู้อวยพร จะรับส้มขึ้นมา 2 ผล และนำส้มในบ้านที่เตรียมไว้วางคืนลง 2 ผล 

9.รับอั่งเปา 

10.ไหว้เจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต 

      เห็นไหมว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีน  คนจีนมีกิจต้องทำเยอะมาก  และจะเป็นวันหยุดพักผ่อนตามแบบฉบับครอบครัวใหญ่กัน  หากใครคิดจะติดต่อกับเราช่วงนี้แล้วไม่พบ ก็อย่ามาว่ากันน่ะ  ยังไงๆ ก็ขออวยพรให้สุขสันต์วันตรุษจีน  โชดีกันนะฮ้าทุกคน 

                                    

 

อาเกา

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 29 มกราคม 2554 10:24 แก้ไข: 29 มกราคม 2554 19:24 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 บุษราคัม.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

อั่งเปาของอาเกา ได้ประโยชน์มากเลยค่ะ อั้มก็เพิ่งรู้นะเนี๊ยะ คิดถึงอาเกามากๆ ด้วย ตรุษจีนนี้ขอให้ร่ำรวย มีสุขภาพดีนะจ๊ะ

 

ดีใจจังที่น้องอั๊มอ่านบล๊อกของอาเกา  อาเกาก็คิดถึงน้องเหมือนกันน่ะ   ขอให้น้องและครอบครัวมีความสุขในวันตรุษจีนนี้นะจ๊ะ  

Ico48
lacget [IP: 180.183.171.66]
29 มกราคม 2554 19:06
#63246
แล้วแบบ lacget ขออั่งเปาบ้างได้ป่าว อาเกา

แบบ lacget เค้าเรียกว่า "เด็กโข่ง" ใช่ป่ะ

 

Ico48
Jack Somboon [IP: 58.10.107.170]
27 May 2017 22:06
#106252

การวัดดัชนีมวลร่างกาย Body Mass Index

ดัชนีมวลกาย
การวัดดัชนีมวลร่างกาย Body Mass Index (BMI) คือ อัตราส่วนระหว่างน้ำหนักต่อส่วนสูง ที่ใช้บ่งว่าอ้วนหรือผอม ในผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ความสำคัญของการรู้ค่าดัชนีมวลร่างกาย เพื่อดูอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ถ้าค่าที่คำนวนได้ มากหรือน้อยเกินไป เพราะถ้าเป็นโรคอ้วนแล้ว จะมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด และโรคนิ่วในถุงน้ำดี แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ผอมเกินไป ก็จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลดลง ดังนั้นควรรักษาระดับน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

สูตรคำนวณดัชนีมวลกายคือ [ดัชนีมวลกาย= น้ำหนักตัว / ความสูง ยกกำลังสอง]
40 หรือมากกว่านี้ : โรคอ้วนขั้นสูงสุด
35.0 - 39.9: โรคอ้วนระดับ2 คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มากับความอ้วน หากคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่าเกณฑ์ปกติคุณจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง คุณต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างจริงจัง
28.5 - 34.9: โรคอ้วนระดับ1 และหากคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่า 90 ซม.(ชาย) 80 ซม.(หญิง) คุณจะมีโอกาศเกิดโรคความดัน เบาหวานสูง จำเป็นต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย
23.5 - 28.4: น้ำหนักเกิน หากคุณมีกรรมพันธ์เป็นโรคเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูงต้องพยายามลดน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 23
18.5 - 23.4: น้ำหนักปกติ และมีปริมาณไขมันอยู่ในเกณฑ์ปกติ มักจะไม่ค่อยมีโรคร้าย อุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงต่ำกว่าผู้ที่อ้วนกว่านี้
น้อยกว่า 18.5: น้ำหนักน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะเกิดจากนักกีฬาที่ออกกำลังกายมาก และได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ วิธีแก้ไขต้องรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และมีปริมาณพลังงานเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
   ดัชนีมวลกาย bmi หาค่าอย่างไร แล้วลองมาเช็กดูซิว่า ค่าดัชนีมวลกายของเราอยู่ในเกณฑ์ไหน

          จะว่าไป บางทีเราก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันนะว่าตอนนี้ตัวเอง "อ้วน" หรือ "ผอม" เกินไป เพราะดูเผิน ๆ แค่รูปร่างภายนอกก็สรุปไม่ได้เหมือนกัน ว่า น้ำหนักกับส่วนสูงของเราสมดุลกันหรือเปล่า แต่เรามีวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้คุณรู้ตัวเองได้ว่าตอนนี้รูปร่างของคุณอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือผิดปกติไหมนะ นั่นก็คือ การหาค่าดัชนีมวลกายนั่นเอง

 แล้วดัชนีมวลกายคืออะไรล่ะ?

          ดัชนีมวลกาย หรือ Body mass index (BMI) เป็นค่าดัชนีที่คำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง เพื่อใช้เปรียบเทียบความสมดุลระหว่างน้ำหนักตัว ต่อความสูงของมนุษย์นั่นเอง ซึ่ง Adolphe Quetelet ชาวเบลเยียม เป็นผู้คิดค้นขึ้น และถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว 

 หาค่าดัชนีมวลกายได้อย่างไร?

          ง่าย ๆ แค่ต้องรู้ตัวเลข 2 อย่าง คือ "น้ำหนักของตัวเอง" (หน่วยเป็นกิโลกรัม) และ "ส่วนสูงของตัวเอง" (หน่วยเป็นเมตร) ตัวอย่างเช่น เราน้ำหนัก 60 กิโลกรัม มีส่วนสูง 160 เซนติเมตร หรือเท่ากับ 1.6 เมตร ก็จำเลข 60 กิโลกรัม กับส่วนสูง 1.6 เมตรเอาไว้ ถ้าพร้อมแล้วก็มาลองคำนวณดัชนีมวลกายของตัวเองดูกันเลย 

 สูตรคำนวณดัชนีมวลกาย

          BMI = น้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง

          ถ้าเราหนัก 60 กิโลกรัม สูง 1.6 เมตร ก็จะคำนวณได้เป็น 60 หารด้วย (1.6x1.6) = 23.43

          จำตัวเลขที่เราคำนวณไว้ให้ดีนะจ๊ะ เพราะเราจะนำตัวเลขที่ออกมานี้แหละไปเทียบกับเกณฑ์ต่อไปนี้


ดัชนีมวลกาย ค่า bmi


 มาดูเกณฑ์ประเมินค่าดัชนีมวลกาย

          สำหรับค่านี้กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)
 
           ค่าที่ได้น้อยกว่า 18.5 >>>> คุณผอมเกินไป

           ค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 18.5-24.9 >>> คุณอยู่เกณฑ์เหมาะสม น้ำหนักตัวปกติ

           ค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 25-29.9 >>> คุณน้ำหนักเกิน แต่ยังไม่เรียกว่าอ้วน

           ค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 30-39.9 >>> คุณอ้วนแล้ว !

           ค่าที่ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 40 >>> คุณอ้วนเกินไป อันตรายมาก !!!

          เห็นเกณฑ์ข้างต้น หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมตัวเลขเกณฑ์ที่ใช้เปรียบเทียบไม่ตรงกับที่เคยรู้มา อันนี้ต้องบอกก่อนค่ะว่า ค่านี้เป็นค่าที่ใช้ในประเทศเมืองหนาว แต่ถ้านำมาเทียบกับคนเอเชีย ซึ่งเป็นเมืองร้อน จะมีการปรับเปลี่ยนตัวเลขนิดหน่อย เพื่อให้เหมาะสมกับเมืองร้อนที่ไม่จำเป็นต้องมีไขมันไว้ปกป้องร่างกายจากอากาศหนาว ๆ มากนัก ดังนั้น ค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมสำหรับชาวเอเชียจะต้องเป็น

           ค่าที่ได้น้อยกว่า 18.5 >>>> คุณผอมเกินไป

           ค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 18.5-22.9 >>> คุณอยู่เกณฑ์เหมาะสม น้ำหนักตัวปกติ

           ค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 23-24.9 >>> คุณน้ำหนักเกิน แต่ยังไม่เรียกว่าอ้วน

           ค่าที่ได้มากกว่า 25-29.9 >>> คุณอ้วนแล้ว ! 

           ค่าที่ได้มากกว่า 30 >>> คุณอ้วนเกินไป เสี่ยงที่จะเกิดโรคที่มาจากความอ้วน

          ดังนั้น จากที่เราคำนวณได้ค่า 23.43 ถ้าเป็นคนเอเชียก็เท่ากับน้ำหนักเกินไปนิดหน่อยจ้า แต่ยังไม่เรียกว่าอ้วนนะ 

          อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกก็คือ ค่าดังกล่าวไม่สามารถใช้ได้กับคนที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก ๆ อย่างนักกีฬา นักเพาะกาย หรือหนุ่ม ๆ ที่ชอบฟิตกล้ามนะจ๊ะ เพราะคนกลุ่มนี้อาจจะมีน้ำหนักมาก แต่ก็ไม่จัดว่าอ้วน

          ลองนำสูตรนี้ไปคำนวณกับตัวเองดูได้เลย อย่างน้อยก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่เตือนให้เราได้รู้ตัวกันเนอะ เพราะถ้าอ้วนเกินไป รับรองว่าต้องเจอโรคร้ายมารุมเร้าแบบไม่ต้องกวักมือเรียกแน่นอน จะได้รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยไว ยิ่งปรับเร็วเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น
Source: HonestDocs

 

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.80.39.89
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ