นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Smarn
Ico64
Smarn Sen Ngam
รองศาสตราจารย์
มหาวิทยาลัยรังสิต
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 1

อ่าน: 1117
ความเห็น: 0

ปฏิรูปการศึกษา: หัวใจ เนื้อหา กระบวนการ ผลลัพธ์ ๑

อย่างแรกเลยที่ต้องทำ คืออย่าใช้กรรมการที่เป็นนักปฏิรูปเก่า ๆ ที่เคยทำปฏิรูปการศึกษาเมื่อสิบกว่าปีก่อนเกินครึ่งครับ

หัวใจ เนื้อหา กระบวนการ ผลลัพธ์ ๑

ที่ไม่เข้าใจเป็นอย่างมากคือ

  • เด็กไทยโง่เพิ่มขึ้นจริงหรือ ถึงกับที่ต้องมาเรียนพิเศษกันทุกวิชา
  • ที่โรงเรียนครูสอนอะไร ทำไมเด็กถึงต้องมาเรียนพิเศษ
  • ที่สอนพิเศษเข้าใจง่ายกว่าที่สอนในห้องเรียนหรืออย่างไร

ก่อนอื่นต้องยอมรับกันก่อนนะครับว่า หัวใจในการศึกษาต้องประกอบพร้อมทั้งองค์ ๔ คือ สุ จิ ปุ ลิ ตามที่พระพุทธเจ้าได้เคยสอนไว้ การศึกษานั้น ๆ ถึงจะแตกฉานเข้าใจได้ถ่องแท้ ดังแจกแจงเบื้องต้นไว้ใน ปฐมบท และก่อนจะวิพากษ์ต่อ ผมรู้สึกตกใจกับนักการศึกษาทั้งหลายแหล่ ที่ได้เข้ามามีบทบาทปลูกฝังแนวคิด ที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไปรับมา...เช่น

..แนวคิดของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ..ที่ครูจะต้องเปลี่ยนบทบาทจาก การ lecture เป็น Coach, Facilitator หรือ Mentor ...เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาด้วยตัวนักเรียนเอง 

ผมจะไม่ตกใจ ถ้านำแนวคิดนี้มาใช้ในระบบบัณฑิตศึกษา หรือระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ที่เขาทำกันเป็นปกตินิสัยอยู่แล้ว แต่เมื่อผู้ปฏิบัติเป็นครูและผู้รับเป็นนักเรียน ให้สร้างองค์ความรู้ขึ้นมาด้วยตัวเอง (ต้องขออนุญาต วงเล็บ และอุทานดัง ๆ ว่า อุแม่เจ้า %$&**^@#...) จากนั้นแล้วค่อยสงบสติอารมณ์ เน้นอีกครั้งว่า

อย่างแรกเลยที่ต้องทำ คืออย่าใช้กรรมการที่เป็นนักปฏิรูปเก่า ๆ ที่เคยทำปฏิรูปการศึกษาเมื่อสิบกว่าปีก่อนเกินครึ่งครับ

ผมเลี่ยงที่จะไม่วิจารณ์นักคิดนักการศึกษาทั้งหลาย ที่ท่านตั้งใจทำยังไงให้เด็กไทยเก่งซะที จึงวิพากษ์สภาพการศึกษาที่เป็นอยู่จริง และวิเคราะห์สาเหตุโดยใช้หลักการเปรียบเทียบกับหัวใจในการศึกษาข้างต้น... ว่าจุดใดที่ยังเป็นรูรั่ว

ยังนับว่าโชคดี ที่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเป็นส่วนที่เติมให้เต็มเพื่อให้ "อุดม"ศึกษาเท่านั้น..

แต่ในบางสาขา... เช่นวิศวกรรมศาสตร์ที่ผมเป็นอาจารย์อยู่นั้น ถ้าอาจารย์ทำตัวเป็นแค่ โค้ช ...เป็นอันจบเห่แน่ คือไม่ทันเห่ก็บอกเลิก ๆ ๆ ไม่ไหวแล้ว

ก็แค่นักเรียนม.6 คำนวณหาพื้นที่สามเหลี่ยมไม่ได้ ..ทั้ง ๆ ที่แบบเรียน ม.ปลายปัจจุบัน จับวิชา Calculus (ที่สมัยหลายสิบปีก่อนเรียนในชั้นปีที่ 1) เข้าไปสอนแล้ว ... ยังงี้ เหล่าอาจารย์วิศวฯ ก็หนาวแล้วละครับ ก็มาจากแนวคิดสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาด้วยตัวนักเรียนเอง 

ถ้าใช้ภาษาวัยรุ่นหน่อย ก็บอกว่า องค์ความรู้เดิม ๆ ที่ปรมาจารย์ทั้งหลายแหล่ ค้นคิด สร้างไว้ให้ รับรู้ให้ได้ เข้าใจให้ถูก ใช้งานให้เป็น แค่นี้ก็ไปต่อได้ ...อะไรกันนักกันหนานะ..

ผมอยากจะเรียนให้ท่านนักคิดได้ทราบว่า... นักศึกษาวิศวฯ ต้องเสียเวลาเรียนทฤษฎีและหลักการต่าง ๆ ที่ อาคีมีดีส กาลิเลโอ นิวตัน เรโนลด์ ไอน์สไตน์ ฯลฯ คิดไว้ให้ พิสูจน์ ทางวิทยาศาสตร์ จนยอมรับเป็นทฤษฎีแล้วนั้น ต้องเรียนกันจริง ๆ จัง ๆ 3 ปีเต็ม ๆ ถึงจะเริ่มทำ โปรเจ็ค หรือโครงการ ที่บางคนได้แค่สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขณะที่บางโครงการ "ได้องค์ความรู้" ด้วย ... ย้ำว่าบางโครงการเท่านั้นครับ

เราไม่จำเป็นต้องมีอัจฉริยะปีละ 2 แสนคน แต่ต้องการคนที่บวกลบคูณหารเป็นและมีคุณธรรม ปีละ 1 แสน 9 หมื่น 9 พันคน ...ที่เหลือค่อยเป็นอัฉริยะซัก 1 พันคนต่อปี ประเทศไทยก็ไปได้แล้วครับ

และไม่ว่าจะโดยวิธีไหน การศึกษาแบบไหน ก็เกิดอัจฉริยะได้เสมอ แต่การศึกษาในสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้คนคิดเลขไม่เป็นเพิ่มขึ้นมหาศาล ?

เอาเป็นกระสายก่อนนะครับ... ถ้าจะยาว คงต้องยกไปต่อบันทึกหน้า ...อีกแล้ว งานนี้มหากาพย์แน่ ครับ อิอิ

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 25 กรกฎาคม 2557 11:29 แก้ไข: 29 กรกฎาคม 2557 14:57 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา, Ico24 ทดแทน, และ Ico24 ใยมะพร้าวน้องใยไหม.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.230.119.106
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ