นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุด
  • ไม่มี
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 0

อ่าน: 3262
ความเห็น: 4

ถวายรายงานผลการดำเนินงานของสถาบันทรัพยากรชายฝั่งในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังแก่สมเด็จพระเทพฯ

สมเด็จพระเทพฯ ทรงสนพระทัยงานของ CORIN ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง โดยเฉพาะเรื่องอาชีพตาลจาก

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามมกุฎราชกุมารี ทรงเสด็จเยี่ยมพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการนี้สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้กราบบังคมทูลกล่าวถวายรายงานผลการดำเนินงานของสถาบันฯ ทรงซักถามรายละเอียดและทรงถ่ายภาพงานแสดงของสถาบันฯ ทั้งนี้ยังความปลื้มปิติให้แก่บุคลากรในสถาบันรวมถึงหน่วยงาน ชุมชน และประชาชนที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง วันนี้จึงอยากนำสรุปการกล่าวถวายรายงานมาให้เพื่อนๆ ใน มอ.ได้ชื่นชมกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว งานที่ CORIN ทำในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังก็เปรียบเสมือนเป็นงานของมอ. จึงอยากให้ทุกคนได้มีส่วนรับรู้และยินดีในพระมหากรุณาธิคุณ ส่วนภาพถ่ายต้องขอโทษด้วยนะคะ เพราะเค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ แต่ทางสถาบันฯ กำลังติดต่อขอภาพจากสำนักราชวังหรือหน่วยที่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ค่ะ

 

สรุปการถวายรายงานของสถาบันทรัพยาการชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วันที่ 19 ตุลาคม 2550  ณ กองอำนวยการโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ข้าพระพุทธเจ้า สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงาน กปร. ในการจัดทำกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาอาชีพและรายได้ของชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานทางวิชาการที่เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมกันพัฒนาพื้นที่ และสนับสนุนเทคนิคทางวิชาการทางด้านรูปแบบการจัดการพื้นที่โดยใช้ภาคีที่หลากหลายในการจัดการพื้นที่ร่วมกัน  และพัฒนากระบวนการวิจัยเชิงลึกเพื่อสนับสนุนการทำงาน โดยมีประเด็นตามศักยภาพและโอกาส การทำงานกระจายในพื้นที่ลุ่มน้ำในลุ่มน้ำปากพนัง เช่น การทำการประมง การจัดการน้ำ การการจัดการนาข้าว การบริหารจัดการน้ำ การจัดการผักตบชวา การจัดการขยะชุมชน และการจัดการพื้นที่พรุ โดยกระตุ้นให้มีการทดลองโดยชุมชน เพื่อริเริ่มนวัตกรรมของชุมชน ทำให้เกิดการเรียนรู้กันระหว่างราษฎรชุมชนและองค์กรหุ้นส่วนที่มีภารกิจในพื้นที่ ซึ่งผลของกิจกรรมโครงการหรือการวิจัยเชิงลึกในพื้นที่สามารถขยายผลไปสู่การพัฒนาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การสมานฉันท์ในการใช้ทรัพยากร การมีศักยภาพในการสื่อสารกับภาครัฐ เพื่อการพัฒนาอาชีพ การเสริมสร้างรายได้ การอนุรักษ์ และการพัฒนานวัตกรรมของชุมชนให้มีผลในเชิงพานิชได้ เช่น การทำผลิตภัณฑ์แป้งสาคู การทำน้ำมันหอมระเหยจากใบเสม็ด การทำน้ำตาลเกล็ดจากน้ำตาลจาก การทำปุ๋ยอินทรีย์จากผักตบชวา การทำผักปลอดสารพิษจากแปลงผักตบชวา ฯลฯ  สมเด็จพระเทพฯ  ทรงทอดพระเนตรแผ่นป้ายกิจกรรมการทำแปลงผักลอยน้ำและปุ๋ยอินทรีย์จากผักตบชวา และทรงซักถามถึงรายละเอียดของการทำ สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง กราบบังคมทูลว่า การจัดการผักตบชวา ซึ่งปัจจุบันปริมาณผักตบชวาในลำคลองชลประทานมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมากจนส่งผลกระทบทำให้ประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำลดลง สถาบันทรัพยากรชายฝั่งจึงพัฒนาให้เกิดกลไกการมีส่วนร่วมจากชุมชนและภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง ผ่านกระบวนการ ฝึกอบรมชุมชนและการศึกษาวิจัย ในการจัดการเพิ่มมูลค่าให้กับผักตบชวา โดยผสมผสานเทคนิควิธีการจากแหล่งความรู้ต่างๆ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภูมิปัญญาของชุมชน เช่น การใช้ผักตบชวาสำหรับการทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำแปลงผักลอยน้ำ โดยสนับสนุนการศึกษาวิจัยเชิงลึกลงสู่การปฏิบัติของชุมชน  รวมทั้งการทำการตลาดให้กับสินค้าจากผักตบชวาของชุมชน เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับชุมชนผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงมาร่วมกันจัดการผักตบชวา ซึ่งปัจจุบันได้มีการทดลองทำแปลงผักลอยน้ำจากผักตบชวา โดยการทำแปลงผักจากผักตบชวาที่อัดแน่นและลอยน้ำเพื่อใช้เพาะปลูกพืชล้มลุกพืชผักสวนครัวซึ่งวิธีการทำก็สามารถทำได้ง่ายโดยใช้แรงงานคนประมาณ 6 คนทำการรวบรวมผักตบชวาและทำการอัดแน่นเข้าด้วยกันในขณะที่ผักตบชวายังลอยอยู่ในน้ำ และใช้พร้าสับผิวด้านบนให้ใบผักตบละเอียดและโรยด้วยผักตบชวาที่ผ่านการหมักแล้วหนาประมาณ 5 ซม. หลังจากนั้นก็ใช้ต้นกล้าที่เตรียมไว้ตามระยะเวลาของพืชแต่ละชนิด ข้อดีของแปลงผักลอยน้ำว่า "ไม่ต้องลงทุนสูง ไม่เปลืองแรงคน ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงเพราะไม่ต้องรดน้ำ ปุ๋ยก็มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ประกอบกับการปลูกในน้ำมีแมลงรบกวนน้อย      ส่วนการเก็บเกี่ยวสามารถใช้เรือในการเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งเหมาะกับวิถีชีวิตริมคลองของชุมชน  ทั้งนี้แปลงผักที่ผ่านการปลูกพืชแล้วประมาณ 6 เดือน สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้เนื่องจากผักตบชวามีการย่อยสลายแล้ว อีกทั้งยังเป็นการประหยัดพลังงานในการขนส่งเนื่องจากวิธีการนี้สามารถปริมาณน้ำจากผักตบชวาได้ถึง 4 ส่วนจากน้ำหนักสด สมเด็จพระเทพฯ  ทรงทอดพระเนตรแผ่นป้ายกิจกรรมการฟื้นฟูป่าชายเลนที่ ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา (ซึ่งเป็นโครงการของสถาบันฯ เมื่อปี 2539-40 และพระองค์ได้เคยเสด็จปลูกป่าชายเลนเมื่อปี 2540) ด้วยความสนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงถามถึงราษฎรในพื้นที่ถึงกิจกรรมการฟื้นฟูป่าชายเลนว่าปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง และราษฎรในพื้นที่มีความเป็นอยู่อย่างไร สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง  กราบบังคมทูลว่า ราษฎรในพื้นที่ก็ยังคงร่วมกันจัดการป่าชายเลนจนถึงปัจจุบัน โดยมีชมรมอนุรักษ์ป่าชายเลนซึ่งเป็นกลุ่มของชุมชน ปัจจุบันเทศบาลสิงหนคร ได้เข้ามามีส่วนการสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวของชุมชน จนมีความก้าวหน้ามาเป็นลำดับและชาวบ้านได้เรียนรู้ถึงการใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนเป็นอย่างดี สมเด็จพระเทพฯ  ทรงทอดพระเนตรแผ่นป้ายกิจกรรมในพื้นที่ตาลจาก  ทรงถามว่า ตาลจากชอบน้ำเค็มหรือไม่รวมถึงลักษณะทั่วไปของพื้นที่ความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่ สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง  กราบบังคมทูลว่า ต้นจากชอบพื้นที่น้ำกร่อย แต่เนื่องจากพื้นที่ทำน้ำตาลจากในปัจจุบันอยู่ในเขตคาบเกี่ยวของคันแบ่งเขตน้ำเค็มน้ำจืดและมีประตูระบายน้ำสำหรับควบคุมความเค็มของน้ำในคลองชลประทาน แต่อย่างไรก็ตามในบริหารจัดการระบบน้ำและการแบ่งเขตการจัดการน้ำดังกล่าวยังมีผลกระทบต่อปัจจัยการผลิต กับชุมชนผู้ประกอบอาชีพทำตาลจากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำบลขนาบนากและตำบลใกล้เคียงซึ่งเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวซึ่งพบว่าปัจจุบันสภาพปัญหาน้ำเค็มรุก ในช่วงฤดูแล้งประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตาลจากเริ่มมีช่อดอก แต่จากปรากฏการณ์ฝนแล้งทิ้งช่วงในปี 2550 เป็นผลให้ความเค็มในคลองหน้าโกฏิสูงมาก ประกอบกับพื้นที่ตาลจากเป็นพื้นที่ราบจึงทำให้น้ำในคลองหน้าโกฏิที่มีความเค็มประมาณ 30 – 40 ppt.  ไหลมาท่วมขังในพื้นที่ตาลจากเป็นเวลานานตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม จนเป็นผลให้ช่อดอกของต้นจากเหี่ยวเฉาเป็นจำนวนมาก เป็นผลให้งวงจากสำหรับตัดและเก็บน้ำตาลจากไม่สามารถเก็บผลผลิตได้  จึงทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวจำเป็นต้องปรับตัวในการประกอบอาชีพหรือหาอาชีพเสริมต่างๆ  เพื่อเพิ่มรายได้ ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงพยายามสร้างความรู้ให้ชุมชนโดยการ แปรรูปน้ำตาลจาก มาทำเป็น น้ำตาลสดพร้อมดื่ม การทำน้ำตาลผลึก(เกร็ดน้ำตาล) และการพัฒนากลุ่มและกองทุนของชุมชนเอง และประเด็นที่สำคัญ คือ การจัดการน้ำในพื้นที่ตาลจาก ซึ่งจากการสอบถามความคิดเห็นของชุมชนพบว่า ในพื้นที่ทำน้ำตาลจากควรมีความเค็มที่เหมาะสมประมาณ 5-10 ppt  ซึ่งในพื้นที่นี้มีอาชีพหลากหลายและการใช้น้ำแตกต่างกัน เช่น การทำนาข้าว การเลี้ยงกุ้ง รวมถึงการทำการประมงในลำคลอง อีกด้วย  สมเด็จพระเทพฯ  ทรงถามถึงแนวทางในการจัดการพื้นทำน้ำตาลจากที่เหมาะสม ที่จะทำให้ราษฎรในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง  กราบบังคมทูลว่า ปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาพื้นที่ทำน้ำตาลจากคือ น้ำและป่าจากต้องมีความสอดคล้องกัน และเห็นว่าการจัดการน้ำในพื้นที่ทำน้ำตาลจากให้เป็นการจัดการน้ำที่เป็นกรณีเฉพาะ  โดยทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้มีการประสานการทำงานร่วมกับกรมชลประทานและองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งที่สำคัญยิ่งคือ ชุมชนผู้ใช้ทรัพยากรในพื้นที่ มามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกันที่จะทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดในพื้นที่และการตงลงกันได้ของกลุ่มและชุมชนต่างๆ ระหว่างพื้นที่ ซึ่งได้ริเริ่มให้มีการรวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อการจัดการดังกล่าว เช่น การใช้ระบบสารสนเทศ การหาข้อตกลงของชุมชนบนพื้นฐานทรัพยากรที่แตกต่างกัน เป็นต้น   สมเด็จพระเทพฯ  ทรงทอดพระเนตรน้ำตาลจากที่บรรจุปี๊บของชุมชน และทรงซักถามว่าน้ำตาลจากเหมือนน้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลจากมะพร้าวหรือไม่ และรสชาดเป็นอย่างไร  มีกระบวนการผลิตและมีแนวทางในการพัฒนาอย่างไร สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง  กราบบังคมทูลว่า รสชาติน้ำตาลจากเป็นรสชาติเฉพาะที่มีความเป็นเอกลักษ์ของพื้นที่ซึ่งมีรสหวานปนเค็มเจือฝาด ตามสภาพพื้นที่โดยมีจุดเด่นที่กลิ่นหอมหวานตามสภาพธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากน้ำตาลโตนดและน้ำตาลมะพร้าว โดยปกติแล้วชาวบ้านจะตัดตาลจากช่อผลของต้นตาลและนำน้ำหวานผ่านความร้อนและเคี่ยวจนน้ำตาลมีความเข้มข้นและนำมาบรรจุภาชนะส่วนใหญ่จะใช้ปี๊บ ชาวบ้านจึงเรียกว่า น้ำตาลปี๊บซึ่งในกระบวนการผลิตแบบนี้ชาวบ้านได้มีการทำสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษกว่า 100 ปี หลายชั่วอายุคน  ซึ่งจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย พบว่ายังสามารถลดต้นทุนการผลิตน้ำตาลจากและลดผลกระทบต่อสุขภาพของชุมชนที่มาเคียวน้ำตาลได้ โดยทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สถาบันทรัพยากรชายฝั่งร่วมกับคณะอุตสาหกรรมเกษตร) ได้ออกแบบเตาเคี่ยวน้ำตาลเพื่อประหยัดพลังงานและลดผลกระทบจากควันไฟ โดยมีการฝึกอบรมให้กับชาวบ้านผู้ที่สนใจนำไปใช้จริงโดยสามารถปรับปรุงตามภูมิปัญญาที่เหมาะสม เพราะความรู้ของการทำเตาเคี่ยวน้ำตาลเป็นความรู้ที่ต้องมีการบูรณาการจากศาสตร์หลายแขนงและสามารถปรับปรุงได้ตามความต้องการ และที่สำคัญเป็นการผสมผสานองค์ความรู้สมัยใหม่และภูมิปัญญาชุมชน ในการปฏิบัติจริงและเกิดประโยชน์ในชุมชน จากการศึกษาพบว่าองค์ความรู้ดังกล่าวสามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 30% อันเป็นการลดต้นทุนที่อีกด้วย  สมเด็จพระเทพฯ  ทรงทอดพระเนตรภาพกระบวนการผลิตน้ำตาลจากและทรงสนพระทัยในกิจกรรมการทำเตาจาก  ทรงซักถามถึงการพัฒนาการทำเตาจากผสมผสานและสนพระทัยการทำเตาจากของ นายประจวบ  สุดปราง ราษฎรในพื้นที่ตำบลขนาบนาก ซึ่งได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้และสามารถลดต้นทุนในการทำตาลจากได้ (พระองค์ทรงถ่ายภาพ)  และทรงถามถึงกระบวนการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวให้กับชุมชนได้ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กันในชุมชน ประเด็นที่พระองค์สนพระทัยเป็นพิเศษ·       การทำแปลงผักลอยน้ำจากผักตบชวา·       การจัดการน้ำกรณีเฉพาะในพื้นที่ทำน้ำตาลจาก·       การลดต้นทุนในกระบวนการผลิตน้ำตาลจากโดยการทำเตาประยุกต์·       การพัฒนาและฟื้นฟูป่าชายเลนโดยชุมชนมีส่วนร่วม หมายเหตุ: นายปิยะ วันเพ็ญ เป็นผู้แทนสถาบันทรัพยากรชายฝั่งในการกล่าวถวายรายงาน  

 

สร้าง: 05 พฤศจิกายน 2550 10:13 แก้ไข: 05 พฤศจิกายน 2550 10:13 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
AsiO [IP: 75.37.18.111]
06 November 2007 14:11
#1116

Congratulations! It is wonderful to see the results of the great work by researchers and planners at CORIN. This can truely benefit the local people in the area.

I am very curious and interested in the improvization of Water Hyacinth. I wonder if there has been any studies to use the highly fibrous structure of this plant in a "green material" applications. I am not an expert on this subject, but with some chemical improvements and lamination, the fiber of Water Hyacinth may be used to form panels and light beams similar to glulam. This may be an interesting topic to collaborate with the Department of Material Science and Department of Engineering. The green material and sustainable development is a fast growing subject now. Water Hyacinth may be a good source of materials.

Ico48
AsiO [IP: 75.37.18.111]
06 November 2007 14:17
#1117
Refer to my previous comment. If glulam equivalent is too difficult, the fibers may be able to use for plywood alternatives (with some improvements, of course). This is just some thoughts. It will be more of an industrial scale application, but it may be possible through technical assistant by the academia and funding mechanism through cooperatives.

หนักใจที่จะตอบอีกแล้วค่ะ เพราะคุณAsiOเล่นภาษาอังกฤษ เอาเป็นว่าขอตอบเป็นภาษาถนัดๆ นะคะ (ภาษาไทยนี่แหละค่ะ) ว่าจริงๆ แล้วมีผู้นำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหัตกรรม จักรสาน ต่างๆ ทำปุ๋ยหมัก รวมถึงทำแปลงผักลอยน้ำ ที่ได้นำเสนอในบาง blog ของ psu ไปแล้วค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าการพัฒนานำเส้นใยของผักตบชวาไปใช้ในทางอื่นไปถึงไหนแล้วค่ะ ต้องขอโทษด้วย แต่ตอนนี้มีนักศึกษาปริญญาโทจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มาทำวิทยานิพนธ์ภายใต้ความช่วยเหลือ/คำแนะนำของ CORIN ที่จะศึกษาการสกัดโปรตีนในผักตบชวาเพื่อใช้ในการทำอาหารเลี้ยงปลานิลค่ะ ตอนนี้อยู่ระหว่างการทดลองงานวิจัย คาดว่างานจะเสร็จปีหน้าค่ะ ..ก็นับว่าเป็นอีกวิวัฒนาการหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากผักตบชวา...โดยส่วนตัวเคยได้คุยกับ ผอ.CORIN ท่านบอกว่าไม่แน่ต่อไปในอนาคต อาจจะมีการสกัดโปรตีนจากผักตบชวา (เพราะโปรตีนในผักตบชวามีปริมาณเยอะมากค่ะ) แล้วเติมกรดอะมิโนบางตัว สามารถทำเป็นแคปซูลโปรตีนเสริมได้....ประชาสัมพันธ์เลยละกันค่ะว่านักวิจัยท่านใดสนใจทุนวิจัย ติดต่อได้นะคะ...มีเงินสนับสนุนตลอดเวลาค่ะ...

  • พี่ก็สนใจ ตามองค์ท่านนะคะ 
  • "ประเด็นที่พระองค์สนพระทัยเป็นพิเศษ·       การทำแปลงผักลอยน้ำจากผักตบชวา·       "

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.236.35.159
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ