นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1886
ความเห็น: 10

เรื่องที่คน (ฝรั่ง) ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ 20 เรื่อง

มีใครสักคนส่งต่อมาให้อ่าน อ่านแล้วรู้สึกว่าจริงๆด้วย ขอเอามาบอกต่อสักหน่อย ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยนะคะ ใครอยากอ่านของจริงไปตรงนี้เลยค่ะ Most People Don't Understand These 20 Things, But Now You Will 

Large_e1c

สองคำนี้ อย่าว่าแต่คนไทยเลย ฝรั่งเองก็ยังสับสนได้ค่ะ ง่ายๆก็คือ ขึ้นต้นด้วย A เป็นคำกริยา แต่ขึ้นต้นด้วย E เป็นคำนาม 

Large_e2c

รู้สึกสองคำนี้กับคนไทยไม่เป็นปัญหานะคะ เราก็ยกให้เป็นอังกฤษหมดแหละ แต่จริงๆแล้ว Great Britain เป็นส่วนประกอบของ United Kingdom

Large_e3c

สองคำนี้เราก็แปลเหมือนกันในคำไทย น่าจะมีหลายคนที่รู้ความแตกต่างนะคะ อันนี้คนไทยอาจจะงงน้อยกว่าฝรั่งเอง

Large_e4c

ข้อนี้อาจจะชัดเจนในสมัยนี้ ที่เรามีมากกว่าสองเพศอย่างโจ่งแจ้งกว่าสมัยก่อน

Large_e5c

อันนี้คิดว่าตัวเองรู้นะคะ แต่ไม่เคยรู้ว่าเขาใช้ 500 ตันเป็นตัวแบ่ง

Large_e6c

คำนี้แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่า รู้ความต่างมาจากไหนไม่รู้นะคะ แต่ดีใจที่รู้นั้นถูกเสียด้วย อาจจะเป็นเพราะชอบอ่านตำราอาหารไทยที่เป็นภาษาอังกฤษด้วย

Large_e7c

เจ้าสองแบบนี้คนไทยน่าจะไม่สับสนเหมือนกัน เพราะเราแปลต่างกันอยู่แล้วตรงตามความหมายจริงๆ ไม่ได้ทับศัพท์ แต่ที่เพิ่งรู้คือ ผีเสื้อหุบปีกเวลาหลับแต่ตัวมอธเขาไม่หุบ

Large_e8c

ส่วนสองคำนี้คนเรียนสายวิทยาศาสตร์น่าจะไม่สับสนแน่นอน

Large_e9c

สองคำนี้ภาษาไทยเรียกตรงตัวจากที่มาอยู่แล้ว ทำให้ไม่สับสนแน่ๆค่ะ แต่ใครเคยไปออสเตรเลียอาจจะงงกับความปนเปที่เขาใช้ได้เหมือนกันว่าเขาหมายถึงอะไรกันแน่

Large_e10c

อันนี้ก็เคยรู้มาแล้วเหมือนกัน และเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่รู้

Large_e11c

สองคำนี้ก็ไม่น่าจะสับสนสำหรับคนไทยอีกเหมือนกันค่ะ

Large_e12c

ส่วนสองคำนี้เป็นความรู้ที่น่าสนใจสำหรับใครที่ยังไม่รู้นะคะ บ้านเราตอนนี้ก็ไม่มีใครเป็น college กันแล้ว มีแต่คนอยากเป็น university กันทั้งนั้นเลย

Large_e13c

สองคำนี้เราไม่สับสนแน่ เพราะเรามีคำเรียกของเราเองว่า "ซีอุย"สำหรับ Ghoul

Large_e14c

อันนี้พวกเราก็เรียนมาตั้งแต่สมัยประถม ไม่น่าจะมีปัญหาในการแยกสองคำนี้

Large_e15c

สัตว์สองชนิดนี้คนไทยก็แยกเก่งเหมือนกัน 

Large_e16c

ส่วนสองคำนี้ คนไทยก็น่าจะเข้าใจความหมายได้ว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่า pill แต่แท็บเล็ตเราคงหมายถึงเครื่องมือสื่อสารกันเสียมากกว่ายาเม็ดไปเสียแล้ว

Large_e17c

สองคำนี้พวกเราก็เรียนกันมาตั้งแต่ประถมไม่สับสนอยู่แล้ว

Large_e18c

อันนี้ตัวเองเพิ่งรู้ค่ะว่าให้ดูที่ครีบหาง

Large_e19

คำแปลสองคำนี้ในภาษาไทยช่วยให้เราไม่สับสน

Large_e20c

สองคำนี้คนสาธารณสุขคงไม่สับสน แต่ประชาชนทั่วๆไปน่าจะไม่ชัดเจนถึงความแตกต่างเท่าไหร่ ง่ายๆก็คือ HIV หมายถึงเชื้อไวรัส ส่วน AIDS หมายถึงอาการของโรค

อ่านมาจนครบแล้ว กลายเป็นว่าเมื่อแปลเป็นไทยแล้วความสับสนจะหายไปหลายคำเลย แสดงว่าคนเลือกคำแปลของเราเก่ง ใช่ไหมคะ ช่วยให้เราไม่ต้องสับสนกับคำสองคำพวกนี้เหมือนที่ฝรั่งเขาเป็นกัน

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 15 สิงหาคม 2557 18:29 แก้ไข: 15 สิงหาคม 2557 18:49 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 ServiceMan, และ 6 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

อ่านแล้วสนุกดีครับ หลายอย่างก็เพิ่งรู้วันนี้เอง ^_^

แต่ขอเห็นต่างในข้อที่ 11 และขอแลกเปลี่ยนความคิดเรื่อง เชื้่อชาติ และ ความเป็นชาติพันธุ์ ครับ ผมว่าส่วนใหญ่คนไทยยังสบสน ระหว่างคำว่า เชื้อชาติ สัญชาติ และชาติพันธุ์ เพราะถูกสั่งสอนว่า ทั้งหมดต้องเป็นไทยเท่านั้นครับ

คิดว่าสิ่งที่ยกเป็นตัวอย่างของความสับสนนี้ที่ชัดเจนน่าจะเป็นเนื้อเพลงชาติ ตรงที่ว่า - ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อ "ชาติเชื้อ" ไทย - ที่เมื่อศึกษาเข้าไปถึงบริบทการเมืองตอนที่เพลงชาตินี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2482 ก็พบว่าเป็นความจำเป็นของประเทศในช่วงนั้น ที่จะต้องกีดกันความเป็นอื่น และเร่งความเป็นใหญ่ของคนไทยที่เป็นคนส่วนใหญ่ที่ปกครองประเทศ จึงต้องเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยาม (ซึ่งหมายถึงสถานที่ ไม่ใช่เชื้อชาติ) มาเป็นไทย (เพื่อให้กลายเป็นประเทศของชนชาติไทย) และเพื่อพยายามกันความเป็นจีนที่กำลังถ่าโถมเอาอุดมการณ์คอมมิวนิสต์และสาธารณรัฐพร้อม ๆ กับการมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง (ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญอีกอย่างที่สำคัญยิ่ง คือ "ผัดไทย" ครับ)

ผลของความตั้งใจให้สับสนดังกล่าวในระยะนั้น ก็ทำให้เกิดคำพังเพยอย่าง "เรียบร้อยโรงเรียนจีน" (ปิดโรงเรียนจีนหมดเรียบร้อย) และการเปลี่ยนชื่อ "แซ่" ให้เป็นไทย (ใช้คำบาลี/สันสกฤต) รวมถึงการที่จะมีชาติพันธุ์อะไร เชื้อชาติอะไร จีน ญวณ พวน มอญ มลายู ก็มักนิยมใช้เป็น เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ไว้ก่อนด้วยครับ

ก็... แลกเปลี่ยนความคิดกันครับ ^_^

ขอบคุณคุณ Ico48 มากเลยค่ะ นี่แหละคนที่รู้ซึ้งรู้จริง เวลาให้เหตุผลอะไรเราก็พลอยอ่านสนุกไปด้วยค่ะ แล้วที่เขาอธิบายนี่ถูกไหมคะ เหมือนจะตื้นๆกว่าในความเห็นนี้ใช่ไหมคะ

คิดว่าในภาพอธิบายอย่างรวบรัดได้ถูกแล้วครับผม ^_^

Race ที่เราแปลว่า เชื้อชาติ คือลักษณะทางกายภาพจริง ๆ ครับ และถ้าอธิบายให้ลึก คำว่า race นั้น เกิดขึ้นเพื่อแบ่งคนให้เป็นพวก ๆ ตามลักษณะทางกายภาพภายนอก (จริง ๆ แล้วมีความพยายามพิสูจน์ความต่างลงไปถึงระดับเลือด แต่ปรากฎว่า ยิ่งใช้ความรู้เรื่องพันธุกรรม ยิ่งทำให้การอธิบายว่าคนเราแตกต่างแบ่งเป็นเชื้อชาติได้เป็นพวก ๆ นั้น ไม่น่าเชื่อถือครับ -อันนี้อยากอ่านคำอธิบายของคนสายวิทยาศาสตร์เช่นกันครับ)

Ethnic และอีกหลาย ๆ คำ ที่เราแปลกันด้วยคำว่า ชาติพันธุ์ ก็เป็นเรื่องของ ภูมิวัฒนธรรม ผมคิดว่าน่าจะพอจำกัดความว่า คือกลุ่มชนที่มีถิ่นที่อยู่หลากหลายและมีระบบความเชื่อและการกระทำทางสังคมที่หลายหลายไปตามถิ่นที่อยู่ต่าง ๆ นั้นน่ะครับ

มีคำที่น่าสนใจอีกคำหนึ่ง ซึ่งฝรั่งไม่ค่อยสับสน คือ สัญชาติ / Nationality ซึ่งเป็นเรื่องสิทธิทางการเมืองที่ รัฐหนึ่งนับบุคคลว่าเป็นพลเมืองของรัฐนั้น ซึ่งในยุคปัจจุบัน การมีสัญชาติของรัฐใด ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับชาติกำเนิด (เชื้อชาติ) และกลุ่มทางวัฒนธรรม (ชาติพันธุ์) ของคนเหล่านั้นแล้วครับ

ดังนั้น ในรูปเขาอธิบายถูกแล้วครับ

เพียงแต่ ด้วยความเป็นมาในการ "ใช้งาน" คำศัพท์ของเรา ทำให้กรอบความคิดของคนไทยสับสนกับเรื่องพวกนี้สักหน่อย ซึ่งถ้าได้ศึกษาก็พอจะเข้าใจได้ว่า ด้วยบริบททางการเมืองในช่วง "สร้างชาติไทย" ทำให้ผู้นำทางการเมืองเลือกกำหนดให้สับสนเพื่อปกป้องความเป็น ชาติไทย ครับ การใช้คำว่า ชาติ มากกว่าคำว่า รัฐ ประเทศ เพราะ ชาติแปลว่า กำเนิด ด้วยครับ ซึ่งก็สอดคล้องกับการเปลี่ยนชื่อจากสยามมาเป็นไทย ซึ่งก็เปลี่ยนจากชื่อทางภูมินามเป็นชื่อทางเชื้อชาติด้วยครับ

แน่นอนว่าเมื่อมาถึงทุกวันนี้ บริบททางการเมืองที่บีบคั้นแบบในยุคสร้างชาติได้ผ่านไปแล้ว แต่กรอบความคิดเรื่อง ชาติไทย-เลือดไทย ยังทำงานอยู่ครับ และกรอบที่ว่านี้ก็ขับเคลื่อนนโยบายที่กำกับชีวิตใครต่อใครในประเทศที่ชื่อว่าไทยด้วยครับ

เรื่องลึกๆของการใช้ความรู้เรื่องพันธุกรรม เพื่ออธิบายว่าคนเราแตกต่างแบ่งเป็นเชื้อชาติอย่างไรนั้น นึกถึงผู้ที่น่าจะช่วอธิบายได้คนหนึ่งค่ะ เดี๋ยวต้องส่งหัวข้อบันทึกนี้และความเห็นไปถามกันหน่อยค่ะ ขอบคุณ คุณ Ico48มากๆค่ะ

แอะ แอ้ม....ขออนุญาต แบ่งปันความเห็น ทางด้านวิทยาศาสตร์นะครับ ว่าเขามีวิธีการใช้วิธีการด้านพันธุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ด้านประชากรศาสตร์กันอย่างไร

เริ่มต้น เราคงต้องทำความรู้จักกับ ไมโตคอนเดรีย ก่อนครับ

ไมโตคอนเดรีย เป็น ออกาเนลหนึ่ง ที่อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตครับ ทำหน้าที่ให้พลังงานกับเซลล์ เจ้าไมโตคอนเดรียนี่แหละ แต่เดิมสมัยที่เริ่มมีสิ่งมีชีวิต ปรากฎขึ้นบนโลกนี้ เขาเชื่อว่า มันเป็นสิ่งที่อยู่ในแบคทีเรีย (จัดอยู่ในกลุ่ม prokaryote) แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เจ้าแบคทีเรียก็ติดเชื้อเข้าไปอยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่น (กลุ่มเซลล์ของสัตว์ชั้นสูง: eukaryote) พอเจ้าไมโตคอนเดรียเข้าไปอยู่ในเซลล์ของสัตว์ชั้นสูงได้ ความที่มันมีหน้าที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ มันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับเซลล์ใหม่ ก็เลยถูกคัดเลือกโดยธรรมชาติ ให้สามารถอาศัยอยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต แล้วในที่สุดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไปเลย

เจ้าไมโตคอนเดรีย มันเป็นดีเอ็นเอชนิดหนึ่ง มีขนาดไม่ใหญ่มาก คำว่าดีเอ็นเอ หมายถึงสารพันธุกรรม ที่มีการเรียงตัวของลำดับเบส 4 ตัว คือ A, T, C, G ทั้งเส้นของสารพันธุกรรมนี้ มีการเรียงตัวแค่ตัวอักษร 4 ตัวนี้แหละ เพราะฉะนั้น ถ้าเราบอกว่า ไมโตคอนเดรียของแบคทีเรีย มันมีการเรียงตัวอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่บอกให้รู้ว่า ถ้าเมื่อไหร่ไปเจอการเรียงตัวของตัวอักษร 4 ตัว แบบนี้นะ ก็จะรู้ว่ามันเป็นแบคทีเรีย

พอเวลาผ่านไป สารพันธุกรรม ก็จะมีการกลายพันธุ์ แล้วการกลายพันธุ์ของสารพันธุกรรมนี้ ผ่านไประยะเวลาหนึ่ง ร่วมกับการถูกคัดเลือกจากธรรมชาติ คือหากการกลายพันธุ์แล้ว เป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ธรรมชาติก็จะคัดเลือกให้การกลายพันธุ์นั้นคงอยู่ต่อไป แต่หากการกลายพันธุ์นั้นเป็นโทษต่อสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ธรรมชาติก็จะคัดเลือกให้สิ่งมีชีวิตนั้นๆค่อยๆร่อยหรอลงไป

แล้วเจ้าไมโตคอนเดรีย ที่กลายพันธุ์ไปร่วมกับการคัดเลือกของธรรมชาตินั้น ทำให้การเรียงตัวของลำดับเบส เปลี่ยนแปลงไป แล้วการเปลี่ยนแปลงไปนี้มีความจำเพาะต่อชนิดของสัตว์ (species)

ในทางวิทยาศาสตร์ เราสามารถใช้ลำดับเบสบนไมโตคอนเดรีย บอกได้ว่า สัตว์นั้นเป็นชนิดไหน หรือ species อะไร

แล้วเรา ก็สามารถจัดลำดับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่างๆได้ จากแบคทีเรีย แล้วค่อยๆ กลายมาเป็นตัวอะไร ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายกลายมาเป็นคน แล้วการจัดสายวิวัฒนาการอย่างนี้ ก็สามารถบอกได้ด้วยว่า สัตว์แต่ละชนิดที่อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ เริ่มแยกออกมาเป็นสัตว์ชนิดใหม่ เมื่อกี่ล้านปีที่แล้ว

วิธีการศึกษา ในหลักการไม่ใช่เรื่องยากครับ ก็เพียงแค่หาตัวอย่างตรวจจากสิ่งมีชีวิต ให้หลากหลาย แล้วเอาตัวอย่างตรวจเหล่านี้มาสกัดสารพันธุกรรมออกมา จากนั้น ก็นำไปวิเคราะห์หาการเรียงตัวของลำดับเบส 4 ตัว ที่อยู่บนไมโตคอนเดรีย จากนั้นก็นำการเรียงตัวของลำดับเบสของสัตว์แต่ละชนิดมาเปรียบเทียบกัน โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จัดออกมาเป็นแผนภูมิต้นไม้ (phylogenetic tree) เราก็จะได้ว่า สัตว์ไหน ที่เป็นญาติกัน เวลามาจัดทำแผนภูมิต้นไม้ มันจะมากองอยู่ด้วยกัน แล้วสัตว์ไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน หรือไม่เป็นญาติกัน มันก็จะอยู่ห่างกัน ซึ่งก็เป็นการสรุปได้ออกมาเป็นสายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

ด้วยวิธีการนี้ จึงเป็นที่มาของการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า คน มีบรรพบุรษร่วมกับลิง หรือคนเรามีวิวัฒนาการมาจากลิง โดยแยกออกจากลิงเมื่อประมาณ 4 ล้านปีที่แล้วครับ

ผมลืมบอกไปครับว่า เจ้าไมโตคอนเดรียนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์สิ่งมีชีวิตไปแล้วนั้น มันจะอยู่ในไซโตพลาสซึมของเซลล์ ขณะที่สารพันธุกรรมอื่นๆ จะอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ แล้วในกระบวนการปฏิสนธิของสิ่งมีชีวิต สเปิร์มจากพ่อ จะมีส่วนหัวซึงเป็นที่เก็บของสารพันธุกรรมจากพ่อ กับส่วนหาง ซึ่งเป็นไซโตพลาสซิมที่มีไมโตคอนเดรียของพ่ออยู่ ก่อนที่ตัวสเปิร์มจะเจาะเข้ามาผสมกับเซลล์ไข่ของแม่นั้น เจ้าสเปิร์มจากพ่อมันจะต้องสลัดส่วนของหางที่มีไมโตคอนเดรียทิ้งไปก่อน แล้วเอาเข้ามาเฉพาะส่วนหัวที่มีสารพันธุกรรมจากพ่อ เข้าไปผสมกับเซลล์ไข่จากแม่

ดังนั้น สารพันธุกรรมทั่วไปของลูกที่อยู่ในนิวเคลียส ครึ่งหนึ่งจะได้รับจากพ่อ และอีกครึ่งหนึ่งจะได้รับจากแม่ แต่ไมโตคอนเดรียของลูกซึ่งอยู่ในไซโตพลาสซึมนั้น จะได้รับจากแม่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับพ่อเลย

ด้วยวิธีการเดียวกัน จึงมีผู้ศึกษาว่า ถ้าเอาคนเชื้อชาติต่างๆ บนโลกนี้ มาเก็บสารพันธุกรรม แล้วนำมาตรวจการเรียงตัวของไมโตคอนเดรีย จากนั้นก็นำมาจัดทำแผนภูมิต้นไม้ เราก็จะสามารถบอกได้ว่า มนุษย์ที่เป็นผู้หญิงคนแรกที่เกิดมาบนโลกนี้เป็นใคร และมีเชื้อชาติอะไร แล้วมีคนเชื้อชาติไหนบ้าง ที่มีความสัมพันธ์เป็นญาติกับคนเชื้อชาติไหนบ้าง

นั่นจึงเป็นที่มาของ การสรุปว่า มนุษย์เพศหญิง หรือ Eve ที่กำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ ไม่ใช่สาวสวย ขาว นัยน์ตาสีน้ำข้าว หุ่นเซ็กซี่ เป็นฝรั่งอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นสาวเข้ม ผิวดำปิดปี๋ แล้วก่อกำเนิดขึ้นในทวีปอาฟริกา

จากนั้นจึงเกิด out of Africa theory ที่บอกว่า หลังจากที่มนุษย์เพศหญิง กำเนิดขึ้นมาใน africa แล้ว ต่อมาเกิดโรคระบาด หรือขาดแคลนอาหาร จึงทำให้มนุษย์จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน แล้วมีการอพยพออกจาก africa มีมนุษย์สายหนึ่ง อพยพ ขึ้นไปทางเหนือ ปัจจุบันกลายเป็นคนยุโรป อีกสายหนึ่งอพยพมาทางตะวันออก เข้ามาอินเดีย ขึ้นไปจีน พวกนี้ก็จะเป็นคนเอเซีย ส่วนพวกที่มาทางอินเดีย ก็เข้ามาทางพม่า มาเมืองไทย ไปมาเลเซีย เข้าไปฟิลิปปินส์ อินโด ออกไปออสเตรเลีย พวกนี้ ก็จะกลายเป็นคนพื้นถิ่นของคนทางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ไล่ไปจนถึงพวก aborigin ที่เป็นคนพื้นถิ่นในออสเตรเลีย

เมื่อเขาจัดทำแผนภูมิต้นไม้จากไมโตคอนเดรียของมนุษย์ทั่วโลกแล้ว นอกจากจะบอกได้ว่า คนเชื้อชาติไหน เป็นญาติกันบ้าง (ถ้าเป็นญาติกัน หรือมีบรรพบุรุษร่วมกัน มันจะมากองอยู่ด้วยกัน) เขาก็สามารถจัดออกมาเป็นกลุ่มๆ เรียกว่า haplogroup ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะบอกได้ในระดับเชื้อชาติครับ แล้วเจ้าแผนภูมิต้นไม้นี้ ก็สามารถใช้คำนวณประมาณเวลาออกมาได้ครับ ว่า haplogroup หรือกลุ่มเชื้อชาตินี้ กำเนิดขึ้นมาครั้งแรก เมื่อกี่พันปี หรือ กี่หมื่นปี ที่แล้ว ถ้าใช้ร่วมกับข้อมูลทางภูมิภาคประกอบว่า เราเก็บตัวอย่างนี้จากคนเชื้อชาติอะไร จากที่ไหน มันก็จะบอกได้ว่า คนเชื้อชาตินั้นๆ เริ่มต้นอุบัติขึ้นมาครั้งแรก เมื่อกี่พันปี ที่แล้ว แล้วเกิดขึ้นมาที่ไหน

ด้วยวิธีการเดียวกัน จึงมีคนนำไมโตคอนเดรียของคนไทย ไปจัดทำแผนภูมิต้นไม้เปรียบเทียบกับคนเชื้อชาติต่างๆ บริเวณนี้ แล้วพบว่า คนไทย ประกอบด้วยคน 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นคนพื้นถิ่น ที่อาศัยแถวนี้อยู่แล้ว (พวกที่อพยพมากจาก africa มา อินเดีย เข้ามาพม่า แล้วมาอยู่เมืองไทย พวกนี้ มากันตั้งแต่ ห้าหมื่นปีที่แล้ว กับอีกพวกหนึ่ง ที่อพยพกันมาเมื่อสัก 8000 ปีที่แล้ว พวกนี้เป็นคนจีน ออกจากไต้หวัน นั่งเรือเข้ามาฟิลิปปินส์ เข้ามาอินโด จากนั้นแยกเป็นสองสาย สายหนึ่งเข้ามามาเลย์ แล้วมาอยู่เมืองไทย กับอีกสายหนึ่ง ข้ามต่อไปจนถึงออสเตรเลีย พวกหลังนี่แหละที่นำภาษาไทย มาให้ แล้วก็นำข้าวมาสู่ภูมิภาคนี้

นั่นเป็นการใช้วิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ด้านประชากรศาสตร์ ในการหาว่า มนุษย์แต่ละเชื้อชาติมีต้นกำเนิดมาจากที่ไหน มีเส้นทางอพยพกันมาอย่างไร ที่ว่าไปแล้ว เป็นเรื่องของการใช้ไมโตคอนเดรีย ในการบอกเส้นทางการอพยพของมนุษย์เพศหญิง

สำหรับมนุษย์เพศชาย เราก็สามารถใช้ดีเอ็นเอหรือสารพันธุกรรม จากโครโมโซมวาย ซึ่งเป็นโครโมโซมเพศชาย ซึ่งจะมีแต่ในมนุษย์เพศชายเท่านีั้น ไม่พบสารพันธุกรรมนี้ในมนุษย์เพศหญิง เราก็สามารถนำสารพันธุกรรมชนิดนี้ มาวิเคราะห์หาตำแหน่งที่มีการกลายพันธุ์ (SNP) แล้วก็นำมาจัดทำ เป็นแผนภูมิต้นไม้ เพื่อบอกว่า มนุษย์เพศชาย เชื้อชาติไหน เป็นญาติหรือมีบรรพบุรุษร่วมกันกับคนเชื้อชาติไหน แล้วก็สามารถจัดเป็น haplogroup เพื่อบอกได้ว่า คนเชื้อชาตินั้นอุบัติขึ้น หรือมีถิ่นกำเนิดขึ้นมาครั้งแรกที่ไหน

ก็มีผู้ศึกษาสารพันธุกรรมในโครโมโซมวายของคนไทย นำไปจัดกลุ่มทำแผนภูมิต้นไม้เปรียบเทียบกับคนทั่วไปบริเวณนี้ แล้วพบว่า คนไทยที่เป็นผู้ชาย ประกอบด้วยคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีความสัมพันธ์ฺใกล้ชิดกับคนจีน แล้วอีกกลุ่มหนึ่งมีบรรพบุรุษร่วมกันกับคนอินเดีย ซึ่งก็สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ ที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิที่อยู่ระหว่างกลางทางและมีการเดินทางติดต่อค้าขายกับประเทศจึน และ อินเดีย

การใช้วิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ถิ่นกำเนิดของมนุษย์ รวมไปถึงเชื้อชาติของมนุษย์ เป็นสิ่งที่สามารถทำซ้ำได้ และเป็นที่ยอมรับ ว่ามีความน่าเชื้อถือ ปัจจุบันใช้เป็นหลักฐานหนึ่งในการบอกว่า คนเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง มีต้นกำเนิดมาได้อย่างไร อพยพมาจากไหน อย่างไร

ซึ่งยังมีอีกวิธีการหนึ่งที่ใช้ศึกษาเรื่องเชื้อชาติ แต่ใช้หลักการทางด้านสังคมศาสตร์ กล่าวคือ ใช้การพิสูจน์ด้านภาษา ว่าภาษาไหน มีการใช้คำ การออกเสียง เรียกชื่อ แตกต่างหรือเหมือนกัน อย่างไร กับอีกภาษาหนึ่ง แล้วนำมาจัดทำเป็นแผนภูมิต้นไม้ ก็จะบอกเส้นทางการใช้ภาษานั้นได้เหมือนกัน วิธีการนี้ ก็จะใช้บอกเชื้อชาติ หรือที่มาของคนที่พูดภาษานั้นได้เหมือนกัน

หรือแม้แต่การใช้อุปกรณ์การเกษตร อย่าง คราด (อาวุธของตือโป๊ยก่าย) ว่าคราดในแต่ละภูมิภาคใช้กันนั้น มีแบบกี่แฉก กี่เงี่ยง ปลายแหลมหรือทู่ ตีโค้งกันอย่างไร ฯลฯ แล้วเอามาจัดเป็นแผนภูมิต้นไม้ แล้วก็บอกวิวัฒนาการของคนที่ใช้คราดได้ครับว่า แต่ละภูมิภาคมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

ว่าไปยืดยาว เกินแล้วล่ะ.....แต่ก็เป็นการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาศึกษาเกี่ยวกันกับเชื้อชาติของมนุษย์ครับ

อ่านสนุกมากเลยค่ะ ขอบคุณผู้รู้ Ico48 ที่มาตามเสียงเรียกอย่างทันใจเลยนะคะ เอาเป็นบันทึกนึงเลยก็ดีนะคะ คนอื่นๆจะได้สนุกกับพวกเราไปด้วยค่ะ

ขอบคุณ คุณ mitochondria มากครับ อ่านสนุกมากเลย

นึกถึงเรื่องสองเรื่องที่เคยอ่านเลย คือ ลูกสาวทั้ง 7 ของอีฟ The Seven Daughters of Eve กับเรื่องที่ ความเป็น อุษาคเนย์ ที่เป็นภูมิวัฒนธรรมที่หลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยครับ

^_^

เรื่องลูกสาวทั้งเจ็ดของอีฟ นั่นก็เป็นงานเขียน ที่มีที่มาจากแผนภูมิต้นไม้ตามที่ว่าไว้ครับ แต่จำกัดให้อีฟเป็นสาวยุโรป แล้วมาว่ากันว่าสาวยุโรป มี haplogroup อะไรกันมั่ง ซึ่งเจ้าแผนภูมิต้นไม้แบ่งได้เป็น 7 กลุ่ม ก็เลยทำให้เป็นที่มาของลูกสาวทั้งเจ็ดของอีฟ ผมเคยแต่ได้ยินเรื่องราวมาครับ ไม่เคยอ่านเล่มนี้จริงๆเลย ถึงให้อ่านก็ไม่รู้ว่าจะอ่านรู้เรื่องหรือเปล่า แบบว่าภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยชับครับ

คุณ mitochondria

จริง ๆ ผมอยากอ่านเรื่อง ลูกสาวกับลูกชาวของสุวรรณภูมิ มากกว่าลูกสาวทั้ง 7 ของอีฟอีกครับ

ถ้าใช้ความรู้ haplogroup ที่มาจาก ไมโตคอนเดรียของเพศหญิง และโครโมโซม วาย ของเพศชาย ที่คุณ mitochondria รู้ ก็น่าจะเป็นเรื่องราวที่น่าสนุก ได้ความรู้ และสร้างความเข้าใจระหว่างคนต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ในดินแดนแถบนี้ได้แน่ ๆ ครับ

และโดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่า ความรู้ชุดนี้พิสูจน์ว่า เชื้อชาติใด ๆ ไม่มีอะไรแท้กว่าเชื้อชาติใด ๆ สุดท้ายแล้วเราต่างเชื่อมโยงหาบรรพบุรุษร่วมกัน เป็นดั่งคำสอนของศาสนา ทั้งเรื่อง สิ่งมีชีวิตทั้งหลายล้วนเป็นเพื่อนทุกข์ด้วยกันอย่างเสมอเหมือน และเรื่อง เราถูกสร้างจากหญิงชายและกระจายออกไปเป็นประชาชาติเพื่อให้เราได้ทำความรู้จักความเป็นเรามากขึ้นครับ

สนใจจริง ๆ ครับ เชียร์เลย

^_^

ขอบคุณมากครับ คุณนักเรียนห้องสันติศึกษา

ผมเห็นด้วยกับคุณนักเรียนห้องสันติศึกษามากครับ ที่สรุปได้ชัดเจนมาก เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าคุณจะเป็น ผิวขาว นัยน์ตาสีน้ำข้าว เป็นฝรั่ง หรือจะ ดำมืดมิด ยิ้มเป็นดาร์กี้แบบนิโกร จะอ่านหนังสือเป็น วัน ตรู ตรี อย่างแขก หรือจะสวย หล่อ สดใส เป็นยิ้มสยาม อย่างคนไทยบ้านเราก็ตาม เราทั้งผองล้วนเป็นญาติพี่น้องกัน ในอดีต อาจจะหลายพัน หลายหมื่นปี บ้านเราอาจจะเคยอยู่ติดกัน อาก๋ง ของ อาก๋ง ของ อาก๋ง ของ อาก๋ง......อาจจะเคยเป็นเพื่อนกัน เคยออกไปล่าไดโนเสาร์ด้วยกัน ได้เนื้อสิงโต ก็เอามาแบ่งกันกิน แล้วเราในยุคหลังนี้ จะมาแบ่งแยก กีดกัน กันทำไม.....

สำหรับเรื่องของ ปัญญา เรนู เด็กชายและเด็กหญิงจากดินแดนสุวรรณภูมินั้น ขออนุญาตแปะโป้งไว้ก่อนครับ เพราะรู้ตัวว่า ผมเขียนนิยายไม่เป็นครับ

แต่ถึงอย่างไร ก็ขอขอบพระคุณมากครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 52.91.39.106
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ